ชีวิตเป็นของเรา จนกว่าเราจะยอมให้มันเป็นของคนอื่น

ตั้งแต่เราเกิดมา จนถึงทุกวันนี้เรารู้สึกอย่างแท้จริงไหมว่า ชีวิตนี้เป็นของเรา หรือว่าไม่ใช่ เราได้เป็นคนกำหนดเส้นทางที่ตัวเองเดินหรือเปล่าเป็นคนเลือกที่จะเรียน ในสิ่งที่อยากเรียนเป็นคนเลือกที่จะเป็น ในสิ่งที่อยากเป็นเป็นคนเลือกที่จะทำ ในสิ่งที่อยากทำ หรือว่า แท้จริงแล้วตั้งแต่เรียน ทำงาน จนทำอะไรก็ตามเราใช้ชีวิตตามความคิดเห็นของคนอื่น ใครบอกเราว่า ควรเรียนอะไร ควรเป็นอะไร ควรทำอะไรเราก็เชื่ออย่างนั้น จริงๆ การรับฟังความคิดเห็นคนอื่นไม่ใช่เรื่องที่ผิดในทางตรงกันข้าม เป็นเรื่องที่ดีด้วยซำ้เพราะว่า ทำให้เรารอบคอบมากขึ้น และการที่เราจะเชื่อฟังในความคิดเห็นคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากนั้นเป็นเจตจำนงอิสระของเราจริงๆที่เลือกจะเชื่อคำแนะนำของใครคนนั้นเพราะคิดว่า เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเรา ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เราทำตามความเห็นของคนอื่นด้วยซ้ำแต่คือการที่เรามีสิทธิเลือกจริงๆ หรือเปล่าว่า เราจะทำตามความคิดเห็นของคนอื่นหรือจะทำตามความคิดเห็นของเราเอง ไม่ว่าจะทำอะไร หรือว่าเป็นอะไรหากเราถูกบังคับให้เลือกโดยคนอื่นแม้สุดท้ายแล้ว ทางเลือกนั้นจะย้อนคืนกลับมาให้ผลดีกับเราแต่เราก็อาจไม่มีความสุข ในทางตรงกันข้ามหากเราเลือกที่จะทำหรือไม่ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองแน่นอนว่า บางคราวอาจผิดหวัง บางวันอาจล้มเหลว และบางทีอาจต้องเสียใจแต่เราจะไม่มีอะไรให้ต้องเสียดายเลยเพราะเราได้ทำตามความคิดอ่านที่เราเองเป็นคนเลือกไปแล้ว ชีวิต คือ การที่เราเลือกอะไรก็ตามเราต้องยอมรับผลในสิ่งที่เราเลือกแต่สิ่งสำคัญจริงๆ คือ การแน่ใจว่า เราเองเป็นคนเลือกเองไม่ใช้ใครเลือกให้เรา เพราะชีวิตนี้เป็นชีวิตของเราคนที่จะสุข หรือว่าเศร้ากับชีวิตนี้มีแค่เราผู้เดียวเท่านั้นไม่เกี่ยวกับใครอื่น

บางครั้ง เราต้องลองทะเลาะกับตัวเองบ้าง

คนเรามักรู้สึกดี เวลาที่เราทำอะไร หรือว่าพูดอะไรแล้วมีคนยอมรับและเห็นด้วย แต่บ่อยครั้งก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่เขาจะยอมรับและเห็นด้วยกับเรา ซึ่งแม้อาจไม่ใช่สิ่งที่เรานึกชอบใจแต่ก็คงไม่ใช่สิ่งที่เราจะบังคับปรับความคิดของใครได้เช่นกัน ที่เราทำได้คือการยอมรับความคิดของตัวเอง และสนับสนุนความคิดของเราเองว่าสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำ และสิ่งที่เราพูด เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในบางวัน บางเวลาก็อาจดีเหมือนกันนะที่เราจะลองเห็นแย้งความคิดของตัวเราเองบ้างลองเป็นคนที่มองเห็นต่างจากความเห็นของตัวเองบ้าง เพราะสิ่งนั้นจะช่วยให้เรามองโลกในมุมอื่นๆและมองโลกในมุมที่ต่างออกไป บางครั้ง สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำ หรือแม้แต่สิ่งที่เราพูดอาจออกมาจากความเคยชินถ้าเราไม่ลองถกเถียง ตั้งคำถามกับตัวเองบ้างก็ยากที่เราจะออกมาจากวิถีชีวิต และรูปแบบเดิมๆ ได้ ผมเชื่อว่า ยิ่งเราโต้เถียงกับตัวเองบ่อยเท่าไหร่มองในมุมที่ต่างจากความเคยชินของตัวเองบ่อยแค่ไหนเราจะยิ่งเป็นคนที่โลกกว้างมากขึ้นมีทัศนคติที่ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญ คือ ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นได้ดีขึ้น การได้ฟังความคิดเห็นที่เหมือนกันกับเราจะทำให้เรารู้สึกสุขใจ แต่การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากเรานั่นจะทำให้เราเปิดใจ

อะไรไม่จำเป็นก็ปล่อยไป ไม่เว้นแม้แต่ความทรงจำกับใครบางคน

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีหนังเสือเกี่ยวกับการจัดบ้านอยู่หลายเล่ม ที่มีชื่อเสียงจนติดอันดับหนังสือขายดี ผมเองก็เป็นหนึ่งคนเหมือนกัน ที่ซื้อหนังสือเหล่านั้นมาอ่าน หลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือเหล่านั้นจบลงแล้ว พบว่า แม้จะมีวิธีการจัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมากมายหลายวิธี แต่ทุกวิธีการจัดบ้านมีแนวคิดที่เหมือนกัน คือ การเลือกที่จะทิ้ง หรือปล่อยสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิตเรา และนั่นแหละ คือ ส่วนที่ยากลำบากที่สุดในขั้นตอนการจัดบ้าน แต่เพราะว่า มันเป็นส่วนที่ยากที่สุดนั่นแหละ มันถึงเป็นเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดด้วย เพราะธรรมชาติของคนเรา เมื่อจำเป็นต้องทิ้ง หรือว่าปล่อยอะไรสักอย่างไปก็ตาม เราจะเกิดความรู้สึกเสียดายขึ้นมา และคิดเอาเองว่า สิ่งนั้นยังจำเป็นกับเรา หรืออาจจำเป็นกับเราในวันหน้า ทั้งๆ ที่ เอาจริงๆ แล้ว ที่ผ่านมาเราอาจไม่เคยหยิบขึ้นมาใช้เลยเป็นเวลานานด้วยซ้ำ ปล่อยให้ฝุ่นหนาเตอะเกาะอยู่จนหมดสภาพ และแม้เราเลือกเก็บไว้จริง เราก็รู้อยู่แก่ใจว่า สุดท้ายแล้วเราก็จะไม่ได้หยิบมันกลับมาใช้อยู่ดี เคล็ดลับสำคัญของการจัดบ้าน คือ การกล้าที่จะตัดใจ และเลือกสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ไว้เท่านั้น แต่ไม่ใช่แค่กับการจัดบ้านหรอก แม้แต่การจัดการกับความสัมพันธ์ก็เช่นกัน บ่อยครั้ง เรานึกแต่เสียดายเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ในวันที่ผ่านมา เรื่องราวดีๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์นั้นได้จบลงไปแล้ว และการที่มันจบลงไปแล้ว ก็แปลว่า มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นแน่ เพราะถ้ามันเป็นความสัมพันธ์ที่ดี มันคงไม่จบลง แต่บางครั้ง บางคน… Continue reading อะไรไม่จำเป็นก็ปล่อยไป ไม่เว้นแม้แต่ความทรงจำกับใครบางคน