บาดแผลบางชนิด เยียวยาได้ด้วยวันเวลาเท่านั้น

มีคนถามผมมาว่าผ่านมาแล้ว 1,038 วันทำไมถึงยังลืมใครบาคนไม่ได้เลย ผมไม่ได้ตอบอะไรเขาไปแต่นึกในใจว่าตราบใดที่ยังนับวันเวลาอยู่แบบนั้นนั่นเท่ากับว่า เขายังไม่ได้ไปไหนเลย ใช่, วันเวลาอาจผ่านมา 1,038 วันแต่ใจของเขายังคงอยู่กับวันที่ 1 ที่คนที่เขารักได้จากลาไปอยู่ด้วยการคิดถึงอยู่ด้วยการเฝ้านับวันเวลาอยู่ด้วยการกอดรั้งอดีตเอาไว้ เวลาที่คนหนึ่งคนอกหักจะมีคำแนะนำและวิธีในการเยียวยาความเสียใจมากมายหลายอย่างชนิดที่ถ้าจะเขียนออกมาเป็นหนังสือ ก็คงได้หนังสือออกมาเป็นเล่มๆ แต่ถึงอย่างนั้นไม่มีวิธีไหนที่จะช่วยให้เราหายจากความเสียใจได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนทุกวิธีล้วนมีคำว่า “ต้องใช้เวลา” มาเกี่ยวพัน ดังนั้น กุญแจสำคัญที่สุดของการออกมาจากความเสียใจคือวันเวลาทุกอย่างต้องใช้เวลา และเราต้องเรียนรู้ที่จะให้เวลากับหัวใจตัวเอง ในทางตรงกันข้ามวันเวลาอย่างเดียวก็อาจยังไม่เพียงพอ หากเรายังใช้วันเวลาเหล่านั้นหมดไปกับความเสียใจและการคิดถึง หากชีวิตเป็นเหมือนการเดินทางด้วยรถยนต์เราคงไม่อาจเดินหน้าไปไหนได้ไกลหากเอาแต่มองย้อนไปข้างหลังมีแต่การขับรถไปข้างหน้าเท่านั้นที่จะพาเราผ่านอดีตไปได้ บางที เราก็ต้องถามตัวเองว่าเรารักตัวเองมากพอที่จะเดินหน้าไปต่อหรือเปล่า

ไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่า การหลงคิดว่า สิ่งใดจะคงอยู่ตลอดไป

เอาเข้าจริงแล้ว ชีวิตของคนเราพบเจอความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงความสัมพันธ์ พบเจอ รู้จัก จากลา ตั้งแต่เกิดมา เราพบความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง เราเป็นเด็กทารก เราค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ เป็นเด็กน้อย เป็นวัยรุ่น เป็นวัยทำงาน และเราก็จะเริ่มแก่เรื่อยๆ จนหมดอายุขัยไปในที่สุด ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ จนเราไม่ทันสังเกตเห็น แต่ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงทำหน้าที่ของมันเสมอ ไม่หยุดนิ่ง กับความสัมพันธ์เช่นกัน เราพบเจอ รู้จัก และจากลาคนมากมาย เรามีเพื่อนตั้งแต่เรียนอนุบาล เรียนประถม เรียนมัธยม เรียนมหาวิทยาลัย จนเพื่อนวัยทำงาน เรามีคนรักที่เราตกหลุมรักเขาเป็นคนแรก และมีคนรักที่เราคิดว่า จะรักเขาเป็นคนสุดท้าย ในขณะที่อนาคตกำลังรอเราอยู่ข้างหน้าปัจจุบันก็กำลังค่อยๆ กลายเป็นอดีตตลอดเวลาแม้มีบทเรียนมากมายเกี่ยวกับการจากลาให้เราได้เรียนรู้แต่เราก็เป็นนักเรียนที่ดื้อดึงคนนึงผู้เชื่อว่า ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิมเสมอ และการคิดว่า ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม นั่นคือสาเหตุของความเจ็บปวด เจ็บปวดเพราะสุดท้ายทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดี สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรเลยที่จะเหมือนเดิม เราไม่ใช่ใครที่จะมาหยุดยั้งวันเวลาได้เราเป็นแค่คนธรรมดาที่ต้องเรียนรู้กระแสธารแห่งวันเวลาที่กำลังไหลผ่านเราไปในทุกวัน

สิ่งใดคือความงาม ขึ้นอยู่กับเรานิยามว่าอะไร

เช้าวันนี้ ผมเปิดทีวีดูการประกวดนางงาม สิ่งที่ผมเห็นคือ ผู้หญิงสวยๆ เต็มไปหมด ผู้เข้าร่วมการประกวดทุกคน เป็นผู้หญิงที่สวยมากจริงๆ แต่สิ่งที่ผมสังเกตในความสวยงามของผู้เข้าประกวดเหล่านั้น คือ ในความงามที่เหมือนกันของสาวๆ เหล่านั้น ไม่มีความงามแบบไหนที่เหมือนกันเลย ผู้เข้าประกวดบางคนผิวขาว และผู้เข้าประกวดบางคนผิวเหลือง ไปจนถึงผิวแทน ผู้เข้าประกวดบางคนผมยาว และผู้เข้าประกวดบางคนผมสั้น ไม่ก็ผมหยักศก ดวงตา จมูก รูปปาก เค้าโครงหน้า ของผู้เข้าประกวดแต่ละคน ไม่มีใครเลยที่จะเหมือนกัน แต่ทุกคนเหมือนกัน คือ เป็นผู้หญิงที่สวย เป็นผู้หญิงที่อยู่ในนิยามของความงาม ผมเลยย้อนกลับมามองในสังคมเรา ทำไมเราถึงจำกัดความงามไว้คือคนที่ต้องมีรูปลักษณ์แบบใดแบบเดียว ทั้งที่บนโลกนี้มีความสวยงามนับร้อยๆ แบบ กับผู้หญิงหนึ่งคนการที่คุณไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาในแบบเดียวกับที่เป็นค่านิยมของสังคมนั้นๆไม่ได้แปลว่า คุณเป็นคนไม่สวยเลยบนเวทีประกวดนางงามมีความงามนับร้อยๆ แบบ แบบเอเชีย แบบยุโรป แบบลาติน แบบแอฟริกาแล้วทำไมเราถึงต้องจำกัดความงามไว้เพียงชนิดเดียว ลึกๆ แล้ว ผมเชื่อมาตลอดว่า ทุกคนมีความงามในแบบของตัวเอง ทุกคนเป็นคนที่สวยที่สุดในแบบของเราเอง แต่สิ่งที่จะทำให้ความสวยงามนั้นเด่นชัดออกมาได้ไม่ได้มาจากภายนอกแต่เป็นทัศนคติจากภายในที่ทำให้ความงดงามนั้นเด่นชัดออกมา

ยิ่งเวลาผ่านมานานเท่าไหร่ ความรักควรมากขึ้น ไม่ใช่ลดลงไป

วันแรกที่เรารักใครบางคน เราจะรู้สึกว่า ความรักนั้นมีมากจนเอ่อล้น เป็นความรักที่มากมายจนเราเองแทบเก็บไว้ไม่อยู่ อยากเปิดเผย อยากแสดงออกมาให้เขารับรู้ และแม้ไม่อาจแสดงออก แค่ได้เจอกับเขา และรอยยิ้มของเขา หัวใจของเราก็เต้นแรง หากนับได้เป็นจำนวน ความรู้สึกในความรัก ณ วันนั้น คงเต็มร้อย แต่สิ่งที่แปลก แต่เข้าใจได้คือ เมื่อเวลาผ่านไป ความรักจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ ความใส่ใจที่มีให้กัน ความรู้สึกที่มีต่อกัน เริ่มจางลงไป ที่บอกว่าแปลก เพราะในความจริง ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความรักควรยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง ที่บอกว่าเข้าใจได้ เพราะตามกฎธรรมชาติ ทุกอย่างมีแต่จะลดลง เสื่อมลงไปตามวันและเวลา เพราะดังนั้น เมื่อตอนแรกที่ความรักเริ่ม ความรักเริ่มขึ้นจากความรู้สึกในหัวใจ เรารักด้วยความรู้สึก เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกต่างๆ มีจางลงไปเป็นธรรมดาและจึงต้องใช้ความรู้สึกให้น้อยลงแต่รักด้วยเหตุผล และใช้สมองในการรักให้มากขึ้น การใช้เหตุผลในความรัก คือการรักอย่างมีเหตุผล รักอย่างเข้าใจกัน รักกันด้วยความรู้สึกผูกพัน รักกันด้วยหัวใจของคนที่เอื้ออาทรต่อกัน เพราะวันหนึ่งเราจะเข้าใจตอนท้ายที่สุดว่าคนที่มีความหมายกับเราจริงๆไม่ใช่คนที่ทำให้เราตกหลุมรักในวันแรกแต่คือคนที่ยังรักกันจนวันสุดท้าย

ไม่ใช่วันทุกวันที่จะเป็นวันที่ดีในความรู้สึกเรา แต่ในทุกวันมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นเสมอ

ใกล้ที่จะผ่านพ้นปีนี้ไปแล้วอย่างรวดเร็ว เวลาเดินเร็วเสมอเมื่อเรามองย้อนกลับไปข้างหลัง แต่กลับเนิ่นช้าเมื่อเราเฝ้ามองรอเวลาที่อยู่ข้างหน้า สิ่งที่หลายคนทำเมื่อสิ้นปีจะผ่านพ้นไป คือการมานั่งสรุปกับตัวเองว่า ปีนี้เป็นปีที่ดีหรือเปล่า ซึ่งคำตอบที่ได้ออกมาก็หลากหลาย กับบางคนก็บอกว่า ปีนี้เป็นปีที่ดี กับบางคนก็บอกว่า ปีนี้เป็นปีที่ไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกมองปีนี้จากมุมใด และให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ไหน เพราะในความเป็นจริง ในหนึ่งปีประกอบด้วยวัน 365 วัน และแน่นอนว่า มันมีทั้งวันที่ดีและวันที่ไม่ดี บางทีสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรามีวันที่ดีและวันที่ไม่ดีมากกว่ากัน แต่เป็นเราเองที่จดจำและให้ความสำคัญกับวันแบบไหนมากกว่า และไม่ต่างกันเลย ในหนึ่งวันที่เรากำลังใช้ชีวิตกันอยู่ ก็มีทั้งเรื่องราวที่ดีและเรื่องราวที่ไม่ดีเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับว่า เราจะมองและให้ความสำคัญกับเรื่องราวไหน แปลกที่คนเรามักเฝ้ารอเรื่องราวดีๆแต่พอมันเกิดขึ้น เราก็ปล่อยให้มันผ่านเลยไปอย่างรวดเร็วแต่กับเรื่องราวร้ายๆ ที่เราไม่อยากเจอพอมันเกิดขึ้น เรากลับเอามาฉายซ้ำในความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่า เราจึงต้องจำไว้เสมอว่า ในวันที่เรารู้สึกเสียใจที่สุด แต่มุมใดมุมหนึ่งบนโลกใบนี้ สายน้ำยังคงรินไหล สีสรรของพระอาทิตย์ที่กำลังตกเดินแตะขอบฟ้ายังคงเรื่อเรืองและสวยงาม เสียงหัวเราะคงเด็กน้อยยังคงกังวาน อยู่ที่เราต้องเช็ดน้ำตาเพื่อมองให้เห็นและเปิดหัวใจเพื่อที่จะรู้สึก

จงรักคนที่ต่อให้เป็นการนั่งข้างกันเฉยๆ ก็ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าเบื่อเลย

ความสัมพันธ์ในนามของความรัก เปรียบไปไม่ต่างกับการเฝ้ามองการเติบโตของต้นไม้ จากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ค่อยๆ หยั่งรากลงสู่พื้นดิน กลายเป็นหน่ออ่อน เติบโตขึ้นไป ผลิใบ ออกดอก ออกผล ความรักก็มีวิวัฒนาการของตัวมันเองอย่างนั้น แน่นอนว่า การรักใครสักคน ในช่วงเวลาแรกของความสัมพันธ์ ย่อมให้ความรู้สึกที่ตื่นเต้น จะไปไหน จะทำอะไร เมื่ออยู่กับเขา ทุกอย่างดูเป็นเรื่องแปลกใหม่ และเวลาก็ผ่านไปเร็ว แต่แน่นอนว่า ตามกฎของธรรมชาติ ความหวือหวาและหวานหอมของความสัมพันธ์ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป วันหนึ่งมันจะจางลง แต่ไม่ได้หมายความว่า ความรักต้องจางลงตาม เราต้องยอมรับว่า พอคบกันไปสักพัก เป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะออกเดินทางไปยังสถานที่แสนสวยกันทุกวัน มีดินเนอร์หรูหราด้วยกันได้ทุกมื้อ หรือต่อให้ทำอย่างนั้นได้ทุกวัน ไม่มีวันที่เราจะรู้สึกตื่นเต้น หรือมีความสุขกับกิจกรรมเหล่านั้นได้อย่างวันแรก การรักใครสักคนจึงเป็นการรักคนที่ไม่ใช่ของขวัญอันแสนเซอร์ไพรส์ของเราเพราะของขวัญที่เซอร์ไพรส์ พอได้มาแล้วความเซอร์ไพรส์นั้นก็จะหายไปแต่จงรักใครสักคนที่เป็นความสวยงามแสนธรรมดาในทุกวันของเราคนที่เหมือนพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตกดินคนที่เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าอยู่ตรงนั้นเสมอและงดงามที่ได้มอง ความรักในตอนแรก เราอาจต้องการใครสักคนที่เป็นเหมือนราวกับหลุดออกมาจากความฝัน แต่วันหนึ่ง คนที่เราต้องการจริงๆ คือคนที่มีตัวตนอยู่จริง คนที่ทำให้การกินข้าวด้วยกันทุกมื้อ เป็นมื้อที่อร่อยที่สุด ไม่ใช่ด้วยอาหารในจาน แต่เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ทำให้ทุกสถานที่ที่ไป กลายเป็นสถานที่ที่สวยงามที่สุด ไม่ใช่เพราะสถานที่ แต่เป็นเพราะคนที่ไปด้วยกัน หาคนๆ นั้นให้เจอและรักเขาในทุกๆ วัน

ความทุกข์เกิดขึ้นบ่อยจากการลืมความสุขไม่ได้

โดยพื้นฐานแล้ว ผมเป็นคนที่ชอบนอนมาก ไม่ใช่คนที่ต้องการการนอนกลางวัน แต่เป็นคนที่ชอบนอนยาวๆ หากมีโอกาส ก็จะนอนตั้งแต่หัวค่ำ แล้วไปตื่นอีกครั้งสายของวันต่อมา แต่ในชีวิตของคนทำงานเมือง ไม่ค่อยมีโอกาสให้เราได้นอนตื่นสายแบบนั้น ตื่นหกโมงเช้า ออกเดินทางเจ็ดโมงตรง บ่อยครั้งเราก็พบว่า สายเสียแล้ว เมื่อการจราจรบนท้องถนนเนืองแน่น เกินกว่าที่เราจะไปถึงที่หมายทันเวลา ช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นวันหยุดยาวสามวัน ผมใช้โอกาสในการนอนตื่นสายอย่างเต็มที่ ทั้งสามวัน ผมตื่นเกือบสิบโมงเช้า พร้อมกับความรู้สึกที่สดชื่น ผมคิดว่า ในสามวันนั้น ตัวผมเองคงเหมือนกับโทรศัพท์มือถือ ที่ได้ชาร์จแบตจนเต็ม และพร้อมมากพอกับการเริ่มงานวันแรกหลังจากหยุดยาวสามวัน นั่นคือสิ่งที่ผมคิด แต่สิ่งที่ผมเจอในเช้าวันทำงานวันแรกหลังการหยุดยาวของตัวเอง คือ ผมไม่อยากตื่นเลย ผมรู้สึกชิน และคิดถึงกับการได้ตื่นสาย รู้สึกว่า ต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติในการงัดตัวเองขึ้นมาจากเตียงได้ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดว่า ในขณะที่เราตามหาความสุข และมองเห็นความสุขเป็นจุดหมายปลายทาง แต่บ่อยครั้ง ถ้าเราเอาตัวเราไปยึดติดกับความสุขจนเกินพอดี ความสุขนั้นก็อาจทำให้เราหลงทางได้ ด้วยการติดสุขมากเกินไป และถ้าคิดให้ดีในบรรดาความทุกข์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ล้วนเกิดขึ้นจากความสุขทุกข์เพราะปราถนาในความสุขทุกข์เพราะคิดถึงความสุขทุกข์เพราะไม่อยากให้ความสุขจางหายไป หากเรามองความสุขให้เป็นกลาง และมองความทุกข์อย่างเป็นกลาง ว่าจะความสุขหรือความทุกข์ ล้วนเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกที่เราคิดขึ้นมา เอาใจของเราไปสัมผัสมันจนเกิดความดีใจ เสียใจขึ้นมา แล้วสุดท้ายตามหลักของความไม่เที่ยงแท้ ทั้งสุขและทุกข์ทั้งหลายที่เราต้องพบเจอ ก็แค่เพียงพบเจอแล้วผ่านไป จะสุขหรือทุกข์ที่เข้ามาก็แค่ยิ้มรับมันแล้วบอกตัวเองว่าสุขหรือทุกข์เหมือนกันคือเป็นของชั่วคราว

คนแบบไหนที่เราอยากเจอในทุกวัน จงเป็นคนแบบนั้น คนแบบไหนที่เราจะไม่คบ อย่าเป็นคนแบบนั้นเสียเอง

โลกใบนี้มีคนมากมายหลายล้านคน และคนแต่ละคนก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไปหลายล้านแบบ เราแต่ละคนอาจมีบ้างที่คล้ายกัน แต่ไม่มีใครหรอกที่จะเหมือนกันไปทั้งหมด คนแต่ละคนมีข้อดี และมีข้อเสียของตัวเองไม่มีใครงดงามไปทั้งหมดและไม่มีใครที่จะมีแต่ความด่างพร้อยลึกๆ แล้ว เราเป็นสีเทาๆ มากกว่าแค่สีขาวหรือว่าสีดำ ในความเป็นจริง เราไม่อาจเป็นอย่างคนอื่นได้ และไม่มีใครที่เป็นเหมือนเราได้ แต่การเป็นเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ต้องพยายามเป็นคนที่ดี หรือพยายามเป็นสิ่งที่ดี อย่างน้อยที่สุด เราทุกคนมีคนที่เราชอบ และมีคนที่เราไม่ชอบ เพราะสิ่งที่เขาทำ และสิ่งที่เขาไม่ทำ เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเราให้เป็นใคร แต่อย่างน้อยที่สุด เราต้องไม่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบให้ใครเป็น และทำในสิ่งที่เราชอบให้คนอื่นเป็น เพราะการที่เราจะชอบ หรือการที่เราจะชังใครคนใดก็ตาม นั่นหมายความว่า เรามีความคิดเห็นในหัวใจ สิ่งใดคึอสิ่งที่ดี และสิ่งใดคือสิ่งที่ไม่ดี เมื่อทุกสิ่งและทุกอย่างบนโลกใบนี้แท้จริงแล้วควรเริ่มต้นที่ตัวเราเราเริ่มต้นได้ด้วยการไม่เป็นในสิ่งที่เราคาดหวังว่าคนอื่นจะไม่เป็นและเป็นในสิ่งที่เราคาดหวังว่าคนอื่นควรจะเป็น

เราต่างเป็นคนดีของใครบางคน และคนที่แย่ของใครบางคน ไม่ว่าเราจะพยายามทำดีสักแค่ไหนก็ตาม

สิ่งที่เหนื่อยท่ีสุด และเป็นสิ่งที่สูญเปล่ามากที่สุด คือการพยายามเติมเต็มความรู้สึกของคนอื่น ให้เขาชื่นชอบเรา ให้เขามองเราในแง่ดี ให้เขาคิดดีต่อเรา เปล่าเลย, ไม่ได้หมายความว่า คนเราไม่ควรพยายามทำความดี หรือไม่ควรพยายามเป็นคนดีต่อคนอื่นๆ และยิ่งไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรใส่ใจความรู้สึกของใครต่อใคร แต่หมายความว่าเราต้องเข้าใจเข้าใจว่า ไม่ว่าเราจะทำดีสักแค่ไหนก็ยังมีคนที่คิดไม่ดีกับเราไม่ว่าเราจะรักคนอื่นสักแค่ไหนก็จะมีคนที่มองข้ามความรักของเราไม่ว่าเราจะให้อภัยคนอื่นมากเพียงใดก็จะมีคนที่เขาเกลียดชังเราไม่ว่าเราจะมองคนอื่นในแง่ดีอย่างไรก็จะมีคนที่เลือกมองแต่แง่ร้ายของเรา ใช่,เราควรทำดีต่อไป และไม่ควรยอมแพ้ต่อการทำดี เพราะการทำดี คนที่มีความสุขที่สุด คือหัวใจของเรา แต่สิ่งที่เราควรทำอีกอย่างคือ การหยุดคาดหวัง คาดหวังว่า คนอื่นจะชอบเรา คาดหวังว่า คนอื่นจะพอใจในสิ่งที่เราเป็น เพราะไม่มีใครบนโลกนี้หรอกที่จะมีคนชอบทุกคน และเช่นกัน, ไม่มีใครบนโลกนี้ที่จะเป็นคนที่ถูกชังสำหรับทุกคน สุดท้ายแล้วเราอย่าเป็นอะไรเพราะคิดว่า คนอื่นคาดหวังว่าเราจะเป็นอย่างไรแต่จงเป็นอะไรเพราะนั่นคือตัวตนที่เราเป็นจริงๆและตัวตนนั้นไม่ทำร้ายใคร

เราเรียนรู้ความรักได้ดีที่สุดจากความไม่รัก

สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ หากเราเปิดขนาดหัวใจของเราให้กว้างขวางมากพอ เราจะพบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นบทเรียนบางประการให้เราทั้งสิ้น และบ่อยครั้ง ไม่ใช่เรื่องราวที่ทำให้เรายิ้มแย้ม หรือว่าหัวเราะหรอก ที่เป็นบทเรียนอันมีค่าของเรา แต่เป็นช่วงเวลาที่หัวใจของเราปวดร้าวต่างหาก ที่ชีวิตได้มอบบทเรียนไม่รู้ลืมให้กับเรา เป็นบทเรียนที่เราจะจดจำ และไม่มีทางที่จะลืมลงไปได้ง่ายๆ กับความรักก็เช่นกัน ทุกครั้งที่เรามีความรัก เราจะได้บทเรียนบางอย่างกลับมาเสมอ และบทเรียนความรักที่ดีที่สุด ไม่ได้มาจากความรักที่สุขสมหวัง หากแต่มาจากความไม่รักของใครบางคน ความไม่รักจะสอนบทเรียนเรื่องราวของความรักกับเราว่า 1. ในความสัมพันธ์ ไม่มีสิ่งใดเลยที่แน่นอน แม้แต่คำว่ารักตลอดไป ก็อาจไม่จริง2. ความรักกับความเสียใจเป็นของคู่กัน แต่อย่าหวาดกลัวความเสียใจจนไม่กล้ารัก เพราะความเสียใจที่ไม่ได้รักเป็นความเสียใจที่หนักหนาที่สุด3. เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เราทุกคนล้วนต้องลาจากกันไป สิ่งที่มีความหมาย คือการใช้เวลาที่มีกันให้มีค่า4. เราบังคับใจใครให้รักเราตลอดไปไม่ได้หรอก หากเรายังไม่รักตัวเองได้ตลอดเวลา5. สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วล้วนมีค่า แม้กระทั่งกับความสัมพันธ์ที่จบลงด้วยการจากลา ไม่ใช่ไม่มีความหมายอะไร การที่เราได้เรียนรู้ความรักจากความไม่รัก จะช่วยบอกบทเรียนที่สำคัญที่สุดกับเราว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา ล้วนเกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์บางอย่าง ความสำเร็จ ความสมหวังจะสอนเราเรื่องของความสุขแบบชั่วครั้งชั่วคราวแต่ความผิดหวัง และความล้มเหลวในเรื่องใดก็ตามที่จะบอกกับเราว่า ความสุขที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร