คุณค่าของเราไม่ใช่สิ่งที่ต้องได้รับการยืนยันด้วยความคิดเห็นของคนอื่น

แน่นอนว่า เป็นใครก็ชื่นชอบคำชื่นชมแน่นอนว่า เป็นใครก็รู้สึกดีกับการที่คนอื่นมองเห็นคุณค่าของเราแน่นอนว่า เป็นใครก็อยากให้มีแต่คนที่รักเรา แต่ในความเป็นจริงเราทุกคนก็รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะชื่นชมเราเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะมองเห็นคุณค่าของเราและยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะรักเรา การถูกมองข้ามเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต การมีคนไม่รักเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แม้ในความธรรมดานั้นจะเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเจอ แต่มันคือความจริงที่เราทุกคนต้องเผชิญ บนโลกใบนี้การกระทำอะไรก็ตามของเราจะส่งผลกระทบต่อสิ่งอื่นและคนอื่นเสมอไม่ว่าจะส่งผลกระทบมากหรือน้อยก็ตามและโดยไม่ตั้งใจหลายครั้งการกระทำของเราก็อาจส่งผลให้ใครบางคนไม่ชอบเรา ความทุกข์มีหลายชนิดแต่หลักๆ คือ ความทุกข์ที่เกิดจากปัจจัยที่เราควบคุมได้กับความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่เราควบคุมได้คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยความคิดของตัวเราเอง ส่วนความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ได้แก่ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยความคิดของคนอื่น ใช่, เราควบคุมความคิดของคนอื่นไม่ได้หรอกคนอื่นอาจชอบเรา หรืออาจจะชังเราเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำอะไรกับความคิดของเขาได้ สิ่งที่เราทำได้คืออย่าไปกังวลกับความคิดของคนอื่นและอย่ายอมให้ความคิดเห็นของคนอื่นตัดสินคุณค่าของเรา เขาชอบเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า เรามีค่าเหนือใครเขาชังเรา ก็ไม่ได้แปลว่า เราด้อยค่ากว่าใคร สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราเป็น ทัศนคติที่เรามีต่อตัวเองและผู้อื่นต่างหากที่จะกำหนดว่า เราเป็นคนแบบไหน และมีคุณค่าอย่างไร ความคิดของเราต่างหากที่ตัดสินคุณค่าในตัวเรา

จงเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางผู้คนแบบที่เราอยากจะเป็น

แน่นอนครับว่าไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในเรื่องที่คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่สำหรับผมยังคงมีคำถามเสมอว่าจริงหรือไม่ที่คนเราเลือกที่จะเป็นไม่ได้เพราะผมเชื่อเสมอมาว่าคนเราเลือกได้ที่จะเป็น ถึงอย่างนั้นหลายคนอาจเถียงว่าเขาเลือกแล้วที่จะเป็นอะไรแล้วด้วยเหตุผลใดเขาถึงไม่ได้เป็นในสิ่งที่เขาต้องการ ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ การที่คนเราจะเป็นอะไร หรือคนเราจะเป็นอย่างไร 50% อยู่ที่ตัวของเรา อีก 50% อยู่ที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา คนเรามักใส่ใจกับ 50% แรก แต่มองข้าม 50% หลัง ดังนั้น แม้คนๆ นั้นจะพยายามมากสักเท่าไหร่ที่จะเป็นในสิ่งที่ต้องการแต่เขาไม่ได้เอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ สมัยก่อนนักร้องดังๆ มักจะเริ่มต้นจากการเป็นคนยกของในวงดนตรีเพราะเขารู้ว่า อยากเป็นอะไรให้เอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น นักเขียน, ศิลปิน หลายคนฝากตัวไปเป็นลูกศิษย์ของนักเขียน หรือศิลปินชื่อดังแม้ไม่ได้รับค่าตอบแทนอะไรเพียงเพราะเขาอยากเห็นวิถีชีวิต และวิธีการทำงานของคนแบบที่เขาอยากจะเป็นเพราะเขารู้ว่า อยากเป็นอะไรให้เอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น คนเราทุกคนมีความฝันและมีเป้าหมายในชีวิตความแตกต่างคือบางคนเชื่อว่าเขาเลือกที่จะเป็นไม่ได้แต่บางคนเชื่อว่า เขาเลือกได้ที่จะเป็น บางทีจุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้อยู่ที่เราเริ่มต้นด้วยความเชื่อแบบใด

ชีวิตคือการเรียนรู้จากเรื่องราวระหว่างทาง

หากชีวิตคือการเดินทางบ่อยครั้งที่คนเรามัวแต่สนใจที่จุดหมายจนลืมดื่มด่ำกับบรรยากาศระหว่างทางที่เราได้เดินทางผ่านมา ในการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางนั้น แน่นอนว่า ไม่ได้มีแต่ความสุข หรือความสบายให้เราได้ซึมซับหรอก หลายครั้ง และบ่อยครั้ง เป็นความทุกข์ เป็นความเศร้าที่ผ่านเข้ามา เป็นสิ่งที่หากเป็นไปได้ เราอยากจะผ่านมันไปให้ไวที่สุด และอยากจะลืมเลือนว่า เรื่องราวเหล่านั้นเคยเกิดขึ้น ทั้งที่ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปดูสักนิด เราจะพบว่า มีอะไรๆ มากมายเหลือเกินให้เราได้เรียนรู้ ลุงของผมจบการศึกษาระดับชั้นประถม 4ครอบครัวของเราตอนนั้น ปู่ ย่า ไม่ได้มีฐานะดีมากนักทำให้ไม่สามารถส่งเสียลูกแต่ละคนให้จบการศึกษาระดับสูงได้ แต่ลุงของผมเป็นคนที่รักในการเรียนรู้แม้จะจบเพียงชั้นประถม 4 แต่ลุงของผมสามารถเล่นดนตรีเป็นและสามารถสนทนาภาษาอังกฤษกับชาวต่างประเทศได้แน่นอนว่า แม้สำเนียงจะไม่ดี และแกรมม่าไม่ได้เป๊ะแต่ความรู้ด้านภาษาของลุงก็มากพอที่จะคุยกับชาวต่างชาติได้อย่างสบาย ผมถามลุงว่า ลุงเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากไหนลุงผมบอกว่า ลุงเรียนภาษาอังกฤษจากการอ่านหนังสือด้วยตนเองที่สำคัญ ลุงเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากระหว่างทาง ในการเดินทาง ถ้าเราสังเกต จะมีป้ายบอกทาง และป้ายโฆษณาต่างๆ ตั้งไว้ริมทางและหากเราพิจารณาให้ดีป้ายเหล่านั้นที่เป็นภาษาไทยมักจะมีภาษาอังกฤษกำกับอยู่ ลุงของผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจากป้ายเหล่านั้น เป็นการเรียนรู้จากเรื่องราวระหว่างทางที่แท้จริง นั่นทำให้ผมตระหนักว่าไม่แค่การเรียนภาษาอังกฤษหรอกแต่ในการเรียนรู้ของชีวิตหากเราไม่มองข้ามระหว่างทางไม่เอาแต่มุ่งไปที่จุดหมายแต่มองรายละเอียดจากสิ่งที่เราผ่านมาบ้าง เรื่องราวระหว่างทางที่ผ่านมาของเราจะเป็นบทเรียนชั้นดีให้เราได้เรียนรู้ และไม่ว่า เรื่องสุข หรือเศร้าที่เราเคยเจอไม่มีเรื่องไหนที่เข้ามาอย่างสูญเปล่าอีกต่อไป เพราะทุกเรื่องคือบทเรียนของเรา

วันหนึ่งเราทุกคนต้องจากกัน แค่ทำปัจจุบันให้ดี จะได้ไม่ต้องมีวันพรุ่งนี้ที่รู้สึกเสียดาย

เมื่อเราอายุตั้งแต่ 0 – 10 ปีเป็นวัยที่เรากำลังเรียนรู้ และพบเจอเรื่องราว รวมถึงผู้คนใหม่ๆ เมื่อเราอายุตั้งแต่ 11 – 30 ปีเป็นช่วงเวลาที่เราจะเติบโต และรู้สึกผูกพันกับสิ่งต่างๆ และผู้คนที่เข้ามาในชีวิต จนเมื่อเราอายุสัก 30 ปีขึ้นไปแม้เราจะยังพบเจอเรื่องราวใหม่ๆ อยู่บ้างและแม้เราจะยังผูกพันกับผู้คนที่เข้ามาในชีวิตแต่เราจะเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างเราจะเริ่มสังเกตเห็นการจากลา ชีวิตของคนเราต้องเจอการจากลานับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งเราพบเจอกับผู้คนและเรื่องราวต่างๆ มากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องพบเจอกับการจากลามากเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง, ไม่มีการพบเจอใด และไม่มีการรู้จักใดที่ไม่จากลา บางการจากลามาอย่างไม่ทันสังเกตเราไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า นั่นคือการจากลาเราเพิ่งมารู้ตัวถึงการจากลา ในวันที่เราตระหนักว่าคงไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก บางการจากลามาอย่างไม่ทันเตรียมใจบางสิ่งบางอย่างก็ดีและราบรื่นจนเราเผลอคิดไปว่าวันสุดท้ายระหว่างกันไม่มีจริงแต่ความจริงคือเราต่างมีวันสุดท้ายกับอะไรบางสิ่งเสมอ บางการจากลาเราอาจเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วแต่การเตรียมใจและการทำใจอาจไม่ได้มาพร้อมกัน ถึงอย่างนั้นการจากลาเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงไม่ต่างจากการพบเจอ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้คือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุดคือการทำวินาทีนี้ให้มีค่ามากที่สุด อย่างน้อยในวันที่เราพบว่าการจากลาได้เดินทางมาถึงไม่ว่าด้วยเหตุผลใดแม้เราจะเสียใจ แต่ไม่มีอะไรที่เราจะเสียดาย

เพียงเพราะว่า ใครบางคนไม่ใช่ ความรักไม่ได้ผิด

เมื่ออะไรก็ตามที่เราคาดหวังเกิดความผิดพลาดขึ้นมาไม่เป็นอย่างที่เราคิด ไม่ใช่อย่างที่เราเห็นสิ่งแรกที่เรามักทำกันโดยไม่ได้ตั้งใจคือการหาว่า ‘ใคร’ หรือ ‘อะไร’ ที่ผิดพลาดและบ่อยครั้งมักจบลงตรงการไม่โทษคนอื่นก็โทษตัวเองทั้งที่ไม่ว่าจะโทษใครไปไม่เคยช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นมา นอกจากโทษคนอื่นและโทษตัวเองแล้วกับความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวังจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามความสัมพันธ์นั้นเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาสิ่งที่เราทำ คือการโทษความรัก ความรักกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีความรักกลายเป็นสิ่งที่โหดร้ายความรักกลายเป็นเรื่องที่เราหวาดกลัวความรักไม่ใช่สิ่งที่เรามองว่ามันสวยงามอีกต่อไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วความรักคือสิ่งที่ทำให้คนสองคนมาเจอกันและดึงดูดคนสองคนเข้าหากันแต่ความรักนั้นจะไปได้รอดตลอดหรือไม่อยู่ที่คนสองคนจะประคองความรักนั้นไว้ได้ดีแค่ไหน ในวันที่เราผิดหวังจากความรัก ในวันที่ความรักไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด แน่นอนว่า กับทุกเรื่องที่ผ่านมาไม่ว่าดีหรือว่าร้าย การทบทวนบทเรียนเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่อย่าได้หวาดกลัวความรัก อย่าได้ป้ายสีว่าความรักเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย อย่ามองความรักในแง่ร้าย ความรักคือสิ่งดีงามเหมือนกับทุกๆ สิ่งบนโลกใบนี้อยู่ที่เราเองจะใช้ความรักกันอย่างไรและรักษาความรักนั้นไว้ได้ยืนยงแค่ไหน เพราะในวันที่เรารู้สึกว่าความสุขไม่มีความหมายและในวันที่ข้างกายเราไม่มีใครอาจเป็นความรักนั่นแหละที่เยียวยาเราขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้เป็นความรักที่เรามอบให้ตัวเอง รักตัวเอง

บางความทรงจำยาวนานกว่าการได้พบเจอกัน

อาจจะเป็นไปอย่างที่มีคนเคยพูดว่าเรื่องราวของคนๆ หนึ่ง จะอยู่ยาวนานที่สุดในความทรงจำของคนอื่นจึงมีบางคนบนโลกใบนี้ที่เราอาจไม่ได้เจอกับเขามาเนิ่นนานแล้วแต่ความทรงจำระหว่างเรากับเขายังเป็นเรื่องราวที่ to be continued… อยู่เสมอ คนๆ นั้น ยังเป็นคนที่เรายังคิดถึงอยู่ โดยไม่ต้องพยายามคิดถึง จดจำได้อยู่ แม้บางเวลาอาจอยากที่จะลืม คนที่เรื่องราวเก่าๆ ระหว่างเราและเขา ยังทำให้เราหัวเราะและร้องไห้ได้เสมอ ผมมีเพื่อนสมัยเรียนคนหนี่งตอนนั้นเพื่อนคนนี้แอบรักสาวร่วมห้องเรียนแต่เขาไม่เคยได้เปิดเผยความรู้สึกนั้นออกไปถึงอย่างนั้นด้วยอาการที่เก็บไว้ไม่ออกเพื่อนเกือบทั้งชั้น ก็พอจะเดาได้ว่า เพื่อนคนนี้รู้สึกอย่างไรก็สาวร่วมห้องเรียนคนนั้นแต่เมื่อเรียนจบทุกคนก็ต้องแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเองและห่างเหินกันไปเป็นตามธรรมดาของชีวิตที่ต้องเติบโต จนเมื่อเร็วๆ นี้ในการนัดเจอเพื่อนเก่าเพื่อนของผมสารภาพให้ฟังว่าทุกวันนี้ยังลืมสาวร่วมห้องเรียนคนนั้นไม่ได้เลย ช่วงเวลาสามปีที่ได้เรียนอยู่ด้วยกันยังอยู่กับเขาทุกวันแม้เวลาจะผ่านมาสิบปีแล้ว คนบางคนอยู่ในความทรงจำนานกว่าชีวิตจริง ความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่มักสั้นกว่าความรักเสมอ เพราะบางครั้งความรักเกิดขึ้นแล้วแต่ความสัมพันธ์ยังไม่เกิดขึ้น และบางเวลาความสัมพันธ์ได้จบลงไปแล้วแต่ความรักยังไม่ยอมจบลงไปเลยจริงๆ ใครบางคนแค่ถูกเปลี่ยนสถานะจากคนที่เรารักเป็นคนที่เรายังรักและไม่ลืม

หลังช่วงเวลาของความสุข จะตอบคำถามว่า เรายังใช่คนที่อยากร่วมทุกข์ด้วยกันหรือเปล่า

ใครๆ ก็อยากมีความสุขความสุขเป็นทั้งปลายทางที่เราอยากเดินไปให้ถึงและเป็นทั้งระหว่างทางที่เราอยากมีในทุกๆ วัน เวลาที่เราเรียน หรือเวลาที่เราทำงานหากว่า เลือกได้ เราก็คงอยากทำในสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขกับความสัมพันธ์เช่นกัน หากเป็นไปได้ เราก็คงอยากมีความสัมพันธ์ที่มีความสุข เคยมีคนบอกว่า แม้เราจะตั้งสเป๊คส่วนตัวของแต่ละคนไว้อย่างไร แต่หากได้อยู่กับใครแล้วรู้สึกมีความสุข บางครั้งสเป๊คก็ไม่ได้สำคัญอีกต่อไป หากเลือกได้เราคงอยากรักคนที่การอยู่ด้วยกันแล้วหัวใจของเรารู้สึกสบายใจไม่มีความทุกข์ หรือว่า ความเศร้าใดมาทำให้ต้องหม่นหมอง ถึงอย่างนั้นในความเป็นจริงชีวิตของคนเราทุกคนไม่ใช่ว่าจะมีแต่ความสุขความทุกข์ก็เป็นของที่มาคู่กัน แม้กับใครบางคนที่เรารู้สึกว่า การได้อยู่กับเขาแล้วมีความสุขก็ตามคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในบางช่วงเวลาเราก็ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ไปด้วยกัน การที่เราอยู่กับใครแล้วมีความสุขนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า เขาคือคนที่เราอยากอยู่ด้วยหรือเปล่าแต่การที่เราอยู่กับใครในช่วงเวลาที่มีความทุกข์นั่นจะตอบคำถามว่า เขาใช่คนที่เราอยากมีอยู่ข้างๆ ไปตลอกชีวิตจริงหรือไม่ เพราะการที่เราจะหาคนที่ร่วมสุข หรือคนที่ทำให้เรามีความสุขอาจไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นจนเกินไปแต่การหาคนที่พร้อมจะร่วมทุกข์ไปกับเรา คนที่ทำให้แม้แต่การเผชิญหน้ากับความเศร้าก็ยังเป็นเรื่องอบอุ่นใจคนๆ นั้น คือ คนที่มีความหมายกับเราจริงๆ

ความสัมพันธ์ที่ไม่ควรใกล้กันไปมากกว่านี้

ความรักเป็นเรื่องของหัวใจไม่ว่าจะเป็นหัวใจที่ตั้งใจหรือว่า หัวใจที่เผลอใจก็ตามแต่เมื่อเป็นเรื่องของหัวใจแล้วเหตุผลใดๆ ที่เราเคยใช้ในเรื่องราวต่างๆเมื่อเป็นเรื่องราวของความรักแล้วเหตุผลเหล่านั้นจะถูกลดทอนไปจนไม่เหลือ สมัยก่อน เคยเข้าใจว่าหากเรารักใคร เราต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์กับเขาเอาตัวของเราไปอยู่ใกล้ๆ กับเขาเพื่อที่จะได้เจอเขาเพื่อที่จะได้พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ดีขึ้น เมื่อเติบโตขึ้น เข้าสู่โลกที่เรียกว่า ผู้ใหญ่เราจึงพบว่า ความสัมพันธ์ที่มาในนามของความรักมีอะไรที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิด ไม่ใช่ทุกคนที่เรารู้สึกดีหรอก ที่เราจะแสดงความรู้สึกที่มีให้เขาออกไปได้ ไม่ใช่ทุกคนที่เราอยากอยู่ใกล้หรอก ที่เราจะเอาตัวของเราไปอยู่ใกล้เขาได้ และไม่ใช่ทุกคนที่เรารู้ว่ารักหรอก ที่เราจะบอกเขาว่ารักได้ เพราะบางครั้งแม้ความรักจะเป็นความสุขแต่ความรักก็อาจเป็นทุกข์ได้หากเรารักใครบางคนผิดเวลา ผิดสถานะ การเก็บความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจและเลือกที่จะรักษาระยะห่างระหว่างกันไว้จึงอาจเป็นทางที่ดีที่สุดที่เราทำได้ในฐานะของคนที่รู้สึกรักกัน

จงรักคนที่ทำให้รู้สึกว่า ความเงียบระหว่างกันไม่ใช่เรื่องน่าอึดอัด

การที่เราจะรักใครสักคน หรือแม้ไม่ถึงขั้นรัก แต่ตัดสินใจจะลองคบหาเปิดใจให้ใครสักคน อาจต้องมีเหตุผลดีๆ มากมาย เขาอาจเป็นคนนั้น คนที่คุยกันแล้วสบายใจ เขาอาจเป็นคนนั้น คนที่อยู่ด้วยแล้วรับรู้ถึงความเข้าใจ เขาอาจเป็นคนนั้น คนที่ความรักจากการกระทำเสียงดังมากกว่าคำพูด มีเหตุผลมากมาย ที่เราจะเลือกใครสักคนมาเป็นคนที่อยู่ข้างๆ เรา ใช้เวลาร่วมกันกับเรา ผ่านเรื่องราวทั้งดีและไม่ดีไปด้วยกัน ถึงอย่างนั้น สิ่งสำคัญกว่าแค่การเริ่มต้นรักกัน คือการที่จะรักษาความรักนั้นไว้ และการอยู่ร่วมกันในความรักนั้นให้ได้ คนเราตอนคบกันใหม่ๆ เหมือนการเรียนรู้ในเรื่องราวใหม่ๆ มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ทำให้เราอยากรู้ มีคำถามมากมายให้เราสงสัย มีอะไรมากมายให้เราต้องการค้นหา แต่พอเวลาผ่านไป สิ่งที่เราอยากค้นหา สิ่งที่เราอยากเรียนรู้ สิ่งที่เราอยากแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ย่อมลดน้อยลงตามวันเวลา คู่รักหลายๆ คู่ พูดน้อยกันเรื่อยๆ แต่คู่รักที่พูดกันน้อยลงมีสองแบบ แบบแรก คือ คู่รักที่ความสัมพันธ์กลายเป็นความจืดจาง และการอยู่ในความเงียบที่ไร้บทสนทนานั้น ทำให้ต่างคนต่างรู้สึกถึงอึดอัดในหัวใจ อีกแบบ คือ คู่รักที่ความสัมพันธ์เป็นไปด้วยความเข้าใจ ความสัมพันธ์แม้ไม่พูดกันเท่าเดิม แต่ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกมากกว่าเดิม ถึงต้องตกอยู่ในความเงียบระหว่างกัน ก็ให้ความรู้สึกสบายใจ ความปลอดโปร่งใจที่มีกันและกัน ในความรัก เราอาจชอบคนที่คุยด้วยแล้วถูกคอ มีทัศนคติที่ถูกใจ แต่คงจะดียิ่งกว่า ถ้าเราได้เจอและรักใครสักคน คนที่แม้แต่ในความเงียบ คำว่ารักยังดังอยู่ในความรู้สึก

เพราะอะไรเราถีงควรสนิทกับความเหงาไว้บ้าง

น่าจะมีคนไปค้นคว้าเสียทีว่า โลกใบนี้มีความเหงาเกิดขึ้นมานานเท่าไหร่แล้ว สมัยที่เรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ แล้วต้องออกเดินล่าเพียงลำพังในผืนป่า เราจะรู้สึกเหงาเหมือนสมัยปัจจุบันที่เราต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังท่ามกลางตึกสูงตระหง่านหรือเปล่า ในยุคนี้ ความเหงาดูราวกับเป็นเรื่องโหดร้าย สินค้ามากมายถูกออกแบบมาเพื่อคลายความเหงาให้กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ หนังสือ และแอพพลิแคลชั่นต่างๆ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้เรามี “อะไรทำ” จะได้ไม่ต้องจมอยู่กับความเหงา แม้กับความสัมพันธ์ บางครั้ง บางคนยังใช้ความสัมพันธ์เป็นเกราะกำบังความเหงา เมื่อเขาพบว่า การต้องนอนเพียงลำพัง การไม่มีใครให้บอกว่ารัก เป็นชีวิตที่แสนเดียวดาย จริงอยู่ ความเหงาอาจไม่ใช่เพื่อนที่น่ารัก แต่ใช่ไหมว่า หากเป็นคนความเหงาก็ไม่ควรนับเป็นศัตรู เพราะหากให้พูดอย่างตรงไปตรงมา ความเหงาไม่เคยทำร้ายเรา อย่างน้อยก็ไม่เท่ากับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของผู้คน หากความเหงาเป็นมนุษย์ ความเหงาคงเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ที่อาจพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ และออกจะขี้อายเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อนคนนี้ไม่เคยทำในสิ่งที่เพื่อนเขาจะไม่ทำกัน เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยทิ้งเราไว้กลางทาง เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยหมดรักเรา เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยเอาเราไปนินทา และเพื่อนที่ชื่อความเหงา คือ เพื่อนที่เปิดโอกาสให้เราได้อยู่กับตัวเอง อย่าหวาดกลัวความเหงา ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ลองทำความรู้จัก สนิทกับความเหงาดูบ้าง เพราะในโลกของความเหงา ไม่มีใครต้องเสียน้ำตาเพราะว่าใครหมดใจ