ที่สุดของความสุข เกิดขึ้นเมื่อปล่อยเป็น

ชื่อเสียง เงินทอง การนับถือ ความรัก และกำลังใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นพื้นฐานของคนทุกคนที่อยากได้มา เราส่วนใหญ่อยากมีชื่อเสียง เพราะจะได้มีคนรู้จักเรา สนใจเรา เราอยากมีเงินทอง เพราะเราอยากมีชีวิตที่มีความสุขสบาย เราอยากได้รับการนับถือ ให้คนมองเห็นคุณค่าของเรา เราอยากได้ความรัก เพราะเรารู้สึกว่า ความรักคือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ เราอยากได้กำลังใจ เพื่อจะไม่ต้องเดินต่อไปบนโลกใบนี้ด้วยความรู้สึกที่เดียวดาย เราคิดเสมอว่า มีแต่การได้มาเท่านั้น ที่จะทำให้เรามีความสุข แต่ในความเป็นจริง ใช่, แม้การได้มาอาจทำให้เรามีความสุข แต่ความรู้สึกตอนที่อยากจะได้มา และอยากที่จะไม่สูญเสียไป คือ สาเหตุใหญ่ของการมีความทุกข์ บางทีนะ, บางที ความสุขที่แท้จริง และยั่งยืน แม้ไม่หวือหวา แต่เป็นความสุขที่สงบเย็น คือ ความสุขของการเรียนรู้ที่จะปล่อยไป ไม่ได้หมายความว่า เราต้องปล่อยหรือละวางทุกสิ่งที่เรามี แต่คือการปล่อยความอยากที่จะได้ออกไป ปล่อยความยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งใด หรือใครก็ตามต้องเป็นของเรานิรันดร์ เมื่อเราเรียนรู้ที่จะปล่อย และไม่อยากจะได้มา เราจะมองเห็นสิ่งที่มีชัดเจนขึ้น และบางที เราอาจพบเจอว่า ความสุขที่เราตามหามาตลอด อยู่ตรงนี้เอง

เราเป็นใครและกำลังทำอะไรอยู่

ทุกวันที่เราใช้ชีวิตเราต้องเจอและต้องทำอะไรมากมายบางเรื่องราวทำให้เรามีความสุขบางเรื่องราวทำให้เรามีความทุกข์แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแบบไหนเราก็ผ่านมาได้แต่ละวัน การที่เราต้องใช้ชีวิตแต่ละวันเจอและผ่านเรื่องราวมากมายรู้สึกกับสิ่งต่างๆ มากมายอาจทำให้เราลืมไปว่า สิ่งสำคัญในชีวิตของเราคืออะไร ผมเชื่อว่า ในช่วงเวลาเริ่มต้นของชีวิต เราทุกคนมีความฝัน และความวาดหวังเป็นของตัวเอง มีสิ่งที่เราอยากเป็น มีสิ่งที่เราอยากทำ มีความปราถนาในเบื้องลึกของเรา ที่ไม่ได้มีภาระหน้าที่ ชื่อเสียง ความร่ำรวยเป็นตัวนำทาง แต่มีความรักเป็นสิ่งนำทาง รักที่จะทำรักที่จะเป็นรักที่จะใช้ชีวิตของเราไปกับสิ่งนั้น แต่เพราะเรื่องราวมากมายเหล่านั้นที่เราต้องพบ ต้องผ่านในแต่ละวันทำให้เราทำความฝัน และความวาดหวังเหล่านั้นหล่นหายไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีเราก็อาจเป็นใครที่เราไม่ได้ต้องการและกำลังทำอะไรที่เราไม่ได้มีความสุข บางทีนะ, บางทีสองคำถามสามัญธรรมดาง่ายๆที่เราควรหมั่นถามตัวเองบ่อยๆคือ เราเป็นใคร และเรากำลังทำอะไรอยู่ ในวันที่เรากำลังหลงทางโดยไม่รู้ตัวคำถามนี้อาจเป็นเหมือนกับเข็มทิศที่จะนำทางเรากลับไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง

วันนี้ยังไม่ใช่วันสุดท้ายที่เราจะมีลมหายใจ

เคยมีคนบอกว่า จงใช้ชีวิตราวกับว่า เป็นวันสุดท้าย ทำอะไรทำให้เต็มที่ เหมือนไม่มีวันพรุ่งนี้ให้เราได้ลงมือทำอีก คำกล่าวนี้ ต้องการให้เราทำสิ่งใดก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่น และไม่รั้งรอที่จะทำตามความต้องการจากเสียงเรียกร้องในหัวใจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็เห็นว่า เราควรใช้ชีวิตอย่างคนที่ยังมีวันพรุ่งนี้เสมอ โดยเฉพาะในมุมคิดด้านความสุข และความทุกข์ในชีวิต จงคิดไว้เสมอว่า วันนี้ยังไม่ใช่วันสุดท้ายที่เราจะมีลมหายใจ เวลาที่เรามีความสุข เราจะได้ไม่หลงละเลิงไปกับความสุข เพราะพรุ่งนี้เราอาจต้องพบกับความทุกข์ก็ได้ และในทางตรงกันข้าม ในวันที่มีความทุกข์ เราก็ไม่ต้องจมอยู่กับความทุกข์นั้น เพราะนี่ไม่ใช่วันสุดท้ายของชีวิต เรายังมีวันพรุ่งนี้ วันที่ความทุกข์ในตอนนี้จะกลายเป็นความทุกข์ของเมื่อวาน และเราต้องบอกตัวเองให้ก้าวต่อไป เพื่อที่จะรอรับความสุขที่กำลังรอเราอยู่ บางทีนะ บางที กับการใช้ชีวิต เราต้องลงมือทำอย่างคนที่ไม่มีวันพรุ่งนี้ แต่รู้สึกกับชีวิตอย่างคนที่ยังมีวันพรุ่งนี้เสมอ

ถ้าไม่อยากเสียใจกับสิ่งใด ก็อย่าเอาหัวใจเราไปผูกไว้กับสิ่งนั้น

ไม่มีใครอยากเป็นคนที่เสียใจหรอก ไม่มีใครอยากเป็นคนที่ต้องผิดหวัง จริงใช่ไหมว่า, หากเป็นไปได้ เราทุกคนก็อยากเป็นคนที่มีความสุข อยากเป็นคนที่มีรอยยิ้ม และอยากเป็นเจ้าของรอยยิ้มนั้นตลอดไป แต่ชีวิตไม่ได้เป็นอย่างนั้น เรื่องราวของชีวิตไม่เคยอนุญาตให้เรามีแค่ความสุข แต่ยังนำพาความทุกข์แวะเวียนมาให้เราได้รู้จักเสมอ แม้ว่า ถ้าทำได้เราจะไม่อยากรู้จักกับความทุกข์นั้นเลยก็ตาม การมีความทุกข์เป็นสิ่งที่เหนื่อย ไม่ใช่แค่เหนื่อยหนักที่ร่างกาย แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่ซึมลึกเข้าไปยังหัวใจของเรา คนเรานั้น ถ้าเหนื่อยกาย เหนื่อยมากแค่ไหนก็ยังพอทนไหวอยู่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเหนื่อยกายกลายมาเป็นความเหนื่อยใจ ขีดจำกัดของความรู้สึกที่เคยรับอะไรๆ ได้ไหว จะมีแต่ความเปราะบางลง และอารมณ์ความรู้สึกของเรา จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถแตกหักได้อย่างง่ายดาย สาเหตุของความเสียใจ ส่วนใหญ่เพราะเรามักเอาหัวใจของเราไปผูกไว้กับสิ่งต่างๆ ยิ่งเราเอาหัวใจของเราไปผูกไว้กับสิ่งใด เราก็ยิ่งเสียใจมากกับสิ่งนั้น เราเสียใจกับคนที่เรารัก เพราะเราเอาหัวใจไปผูกไว้กับคนที่เรารัก เราเสียใจกับสิ่งที่เราไฝ่ฝัน เพราะเราเอาหัวใจของเราไปผูกไว้กับความไฝ่ฝันของเรา การเอาหัวใจไปผูกไว้ หมายความว่า เราเอาความรู้สึกของเราไปคาดหวังกับสิ่งๆ นั้น ถ้าเราไม่เอาหัวใจของเราไปผูกกับสิ่งๆ นั้น แค่ทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด ทำอะไรก็ทำให้ดีที่สุด รักใครก็รักให้ดีที่สุด ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร อย่าไปคาดหวัง อย่าเอาหัวใจของเราไปผูกไว้ แค่เราได้ทำในส่วนของเราอย่างสุดความสามารถ นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

บางที การเจอเรื่องดีๆ ในชีวิต อาจเป็นเรื่องของฟ้าดิน แต่การปล่อยเรื่องร้ายๆ ไปจากชีวิต เป็นเรื่องของเรา

สิ่งที่จะส่งผลให้เรามีความสุข หรือว่า ความทุกข์ขึ้นอยู่กับในชีวิตของเรา อะไรคือสิ่งที่เราเจอ ถ้าเราเจอแต่เรื่องดีๆแน่นอนว่า ชีวิตของเราก็น่าจะมีความสุข ถ้าเราเจอแต่เรื่องร้ายๆก็แน่นอนเหลือเกินว่า ชีวิตของเราคงต้องเผชิญกับความทุกข์ ถึงอย่างนั้นเราต่างก็รับรู้ดีเช่นกันว่าบางเวลา ไม่ใช่ตัวเราเองทั้งหมดหรอกที่จะกำหนดให้สิ่งใดเกิดขึ้นกับชีวิตเรา ยังมีปัจจัยอื่นๆที่อยู่เหนือไปจากการควบคุมของเราเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้นได้แม้เราจะต้องการหยุดยั้ง เราจึงไม่อาจมีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตอย่างที่เราปราถนา บางครั้ง สิ่งที่เรียกว่า โชคชะตาก็นำพาเรื่องร้ายๆ มาให้เรา เป็นเหตุผลที่ทำให้เราทุกข์เป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่อยากก้าวต่อไปเป็นเหตุผลที่ทำให้เราท้อแท้ ซึ่งถ้าเรายอมตามเหตุผลเหล่านั้นนั่นแปลว่า เรื่องร้ายๆ ได้ทำหน้าที่ของมันสำเร็จ ใช่, การที่เรื่องดี หรือเรื่องร้าย จะเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา เป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุมของเราในบางเวลา แต่การที่เรื่องร้ายๆ จะส่งผลกระทบต่อเราได้มากน้อยแค่ไหน บ่อยครั้ง อยู่ที่เราเองว่าจะยอมให้เป็นอย่างนั้นไหม ผมพบว่าคนที่มีความสุขกับชีวิต ไม่ใช่คนที่เจอแต่เรื่องราวดีๆเพราะไม่มีใครหรอกที่จะเจอแต่เรื่องราวดีๆ แต่คนที่มีความสุขกับชีวิตคือ คนที่ในเวลาซึ่งเรื่องร้ายๆ ผ่านเข้ามาเขาสามารถเอาเรื่องร้ายๆ ออกไปจากชีวิตได้ไวที่สุด ด้วยการไม่แบกรับเรื่องร้ายๆ เหล่านั้นไว้ด้วยการปล่อย และวาง ให้เรื่องร้ายๆ เหล่านั้นเป็นอดีต บางทีนะ, บางทีคำถามสำคัญที่เราควรถามตัวเองในวันที่เจอเรื่องราวร้ายๆไม่ใช่คำถามที่ว่า ทำไมฉันต้องเจอแต่เรื่องราวแบบนี้ แต่เป็นคำถามที่ว่า ทำไมฉันถึงยังเก็บเรื่องราวร้ายๆ ไว้ในใจ ไม่ยอมปล่อยมันไปสักที

สิ่งที่เราควรทำเวลาที่เผชิญหน้ากับความทุกข์

1. ความเป็นจริง ไม่มีใครอยากมีความทุกข์หรอก ใครๆ ก็อยากเป็นคนที่มีความสุขด้วยกันทั้งนั้น เพราะความทุกข์ คือ สิ่งที่ทำให้เราหม่นเศร้า และความทุกข์ คือสิ่งที่ทำให้เราหมดพลังหัวใจ การมีความทุกข์ไม่ใช่เรื่องที่น่าพึงปราถนาเลย ความสุขต่างหาก คือ สิ่งที่เราต่างไขว่คว้า 2. ถึงอย่างนั้น เราต่างก็ยอมรับความจริงที่ว่า แม้เราต่างไม่ปราถนาในสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ แต่ความทุกข์ คือ สิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงไปได้เช่นเดียวกัน เพราะความทุกข์ และความสุข เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิต เหมือนกับพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ มีขึ้น มีลง ชีวิตเราก็เป็นแบบนั้น เหมือนกับฤดูกาล มีเปลี่ยนผันแปรไป ชีวิตเราก็เป็นแบบนั้น 3. การหลีกหนีจากความทุกข์ จึงไม่เคยเป็นการหลบลี้จากปัญหาได้อย่างแท้จริง มีแต่การเผชิญหน้าและรับมือกับความทุกข์เท่านั้น ที่จะทำให้เราผ่านทุกอย่างไปได้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหนี ความทุกข์จะยังคงติดตามเรา แต่ถ้าเราเลือกหนทางแห่งการเผชิญหน้า ความทุกข์จะเป็นสิ่งที่เราผ่านไปได้ 4. เราต่างก็รู้กันดีว่า การเผชิญหน้ากับความทุกข์ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องมีวิธีการที่เราจะใช้ในการเผชิญหน้ากับความทุกข์ และวิธีการที่ดีที่สุด คือ การมีความอดทน และการมีทัศนคติที่ดี 5. การมีความอดทน จะช่วยให้เราอยู่กับความทุกข์ได้ ด้วยความรู้สึกที่ไม่เจ็บปวด หากความทุกข์เป็นสนามรบ […]

เพียงเพราะว่า ใครบางคนไม่ใช่ ความรักไม่ได้ผิด

เมื่ออะไรก็ตามที่เราคาดหวังเกิดความผิดพลาดขึ้นมาไม่เป็นอย่างที่เราคิด ไม่ใช่อย่างที่เราเห็นสิ่งแรกที่เรามักทำกันโดยไม่ได้ตั้งใจคือการหาว่า ‘ใคร’ หรือ ‘อะไร’ ที่ผิดพลาดและบ่อยครั้งมักจบลงตรงการไม่โทษคนอื่นก็โทษตัวเองทั้งที่ไม่ว่าจะโทษใครไปไม่เคยช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นมา นอกจากโทษคนอื่นและโทษตัวเองแล้วกับความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวังจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามความสัมพันธ์นั้นเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาสิ่งที่เราทำ คือการโทษความรัก ความรักกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีความรักกลายเป็นสิ่งที่โหดร้ายความรักกลายเป็นเรื่องที่เราหวาดกลัวความรักไม่ใช่สิ่งที่เรามองว่ามันสวยงามอีกต่อไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วความรักคือสิ่งที่ทำให้คนสองคนมาเจอกันและดึงดูดคนสองคนเข้าหากันแต่ความรักนั้นจะไปได้รอดตลอดหรือไม่อยู่ที่คนสองคนจะประคองความรักนั้นไว้ได้ดีแค่ไหน ในวันที่เราผิดหวังจากความรัก ในวันที่ความรักไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด แน่นอนว่า กับทุกเรื่องที่ผ่านมาไม่ว่าดีหรือว่าร้าย การทบทวนบทเรียนเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่อย่าได้หวาดกลัวความรัก อย่าได้ป้ายสีว่าความรักเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย อย่ามองความรักในแง่ร้าย ความรักคือสิ่งดีงามเหมือนกับทุกๆ สิ่งบนโลกใบนี้อยู่ที่เราเองจะใช้ความรักกันอย่างไรและรักษาความรักนั้นไว้ได้ยืนยงแค่ไหน เพราะในวันที่เรารู้สึกว่าความสุขไม่มีความหมายและในวันที่ข้างกายเราไม่มีใครอาจเป็นความรักนั่นแหละที่เยียวยาเราขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้เป็นความรักที่เรามอบให้ตัวเอง รักตัวเอง

บางความทรงจำยาวนานกว่าการได้พบเจอกัน

อาจจะเป็นไปอย่างที่มีคนเคยพูดว่าเรื่องราวของคนๆ หนึ่ง จะอยู่ยาวนานที่สุดในความทรงจำของคนอื่นจึงมีบางคนบนโลกใบนี้ที่เราอาจไม่ได้เจอกับเขามาเนิ่นนานแล้วแต่ความทรงจำระหว่างเรากับเขายังเป็นเรื่องราวที่ to be continued… อยู่เสมอ คนๆ นั้น ยังเป็นคนที่เรายังคิดถึงอยู่ โดยไม่ต้องพยายามคิดถึง จดจำได้อยู่ แม้บางเวลาอาจอยากที่จะลืม คนที่เรื่องราวเก่าๆ ระหว่างเราและเขา ยังทำให้เราหัวเราะและร้องไห้ได้เสมอ ผมมีเพื่อนสมัยเรียนคนหนี่งตอนนั้นเพื่อนคนนี้แอบรักสาวร่วมห้องเรียนแต่เขาไม่เคยได้เปิดเผยความรู้สึกนั้นออกไปถึงอย่างนั้นด้วยอาการที่เก็บไว้ไม่ออกเพื่อนเกือบทั้งชั้น ก็พอจะเดาได้ว่า เพื่อนคนนี้รู้สึกอย่างไรก็สาวร่วมห้องเรียนคนนั้นแต่เมื่อเรียนจบทุกคนก็ต้องแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเองและห่างเหินกันไปเป็นตามธรรมดาของชีวิตที่ต้องเติบโต จนเมื่อเร็วๆ นี้ในการนัดเจอเพื่อนเก่าเพื่อนของผมสารภาพให้ฟังว่าทุกวันนี้ยังลืมสาวร่วมห้องเรียนคนนั้นไม่ได้เลย ช่วงเวลาสามปีที่ได้เรียนอยู่ด้วยกันยังอยู่กับเขาทุกวันแม้เวลาจะผ่านมาสิบปีแล้ว คนบางคนอยู่ในความทรงจำนานกว่าชีวิตจริง ความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่มักสั้นกว่าความรักเสมอ เพราะบางครั้งความรักเกิดขึ้นแล้วแต่ความสัมพันธ์ยังไม่เกิดขึ้น และบางเวลาความสัมพันธ์ได้จบลงไปแล้วแต่ความรักยังไม่ยอมจบลงไปเลยจริงๆ ใครบางคนแค่ถูกเปลี่ยนสถานะจากคนที่เรารักเป็นคนที่เรายังรักและไม่ลืม

หลังช่วงเวลาของความสุข จะตอบคำถามว่า เรายังใช่คนที่อยากร่วมทุกข์ด้วยกันหรือเปล่า

ใครๆ ก็อยากมีความสุขความสุขเป็นทั้งปลายทางที่เราอยากเดินไปให้ถึงและเป็นทั้งระหว่างทางที่เราอยากมีในทุกๆ วัน เวลาที่เราเรียน หรือเวลาที่เราทำงานหากว่า เลือกได้ เราก็คงอยากทำในสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขกับความสัมพันธ์เช่นกัน หากเป็นไปได้ เราก็คงอยากมีความสัมพันธ์ที่มีความสุข เคยมีคนบอกว่า แม้เราจะตั้งสเป๊คส่วนตัวของแต่ละคนไว้อย่างไร แต่หากได้อยู่กับใครแล้วรู้สึกมีความสุข บางครั้งสเป๊คก็ไม่ได้สำคัญอีกต่อไป หากเลือกได้เราคงอยากรักคนที่การอยู่ด้วยกันแล้วหัวใจของเรารู้สึกสบายใจไม่มีความทุกข์ หรือว่า ความเศร้าใดมาทำให้ต้องหม่นหมอง ถึงอย่างนั้นในความเป็นจริงชีวิตของคนเราทุกคนไม่ใช่ว่าจะมีแต่ความสุขความทุกข์ก็เป็นของที่มาคู่กัน แม้กับใครบางคนที่เรารู้สึกว่า การได้อยู่กับเขาแล้วมีความสุขก็ตามคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในบางช่วงเวลาเราก็ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ไปด้วยกัน การที่เราอยู่กับใครแล้วมีความสุขนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า เขาคือคนที่เราอยากอยู่ด้วยหรือเปล่าแต่การที่เราอยู่กับใครในช่วงเวลาที่มีความทุกข์นั่นจะตอบคำถามว่า เขาใช่คนที่เราอยากมีอยู่ข้างๆ ไปตลอกชีวิตจริงหรือไม่ เพราะการที่เราจะหาคนที่ร่วมสุข หรือคนที่ทำให้เรามีความสุขอาจไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นจนเกินไปแต่การหาคนที่พร้อมจะร่วมทุกข์ไปกับเรา คนที่ทำให้แม้แต่การเผชิญหน้ากับความเศร้าก็ยังเป็นเรื่องอบอุ่นใจคนๆ นั้น คือ คนที่มีความหมายกับเราจริงๆ

ความสัมพันธ์ที่ไม่ควรใกล้กันไปมากกว่านี้

ความรักเป็นเรื่องของหัวใจไม่ว่าจะเป็นหัวใจที่ตั้งใจหรือว่า หัวใจที่เผลอใจก็ตามแต่เมื่อเป็นเรื่องของหัวใจแล้วเหตุผลใดๆ ที่เราเคยใช้ในเรื่องราวต่างๆเมื่อเป็นเรื่องราวของความรักแล้วเหตุผลเหล่านั้นจะถูกลดทอนไปจนไม่เหลือ สมัยก่อน เคยเข้าใจว่าหากเรารักใคร เราต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์กับเขาเอาตัวของเราไปอยู่ใกล้ๆ กับเขาเพื่อที่จะได้เจอเขาเพื่อที่จะได้พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ดีขึ้น เมื่อเติบโตขึ้น เข้าสู่โลกที่เรียกว่า ผู้ใหญ่เราจึงพบว่า ความสัมพันธ์ที่มาในนามของความรักมีอะไรที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิด ไม่ใช่ทุกคนที่เรารู้สึกดีหรอก ที่เราจะแสดงความรู้สึกที่มีให้เขาออกไปได้ ไม่ใช่ทุกคนที่เราอยากอยู่ใกล้หรอก ที่เราจะเอาตัวของเราไปอยู่ใกล้เขาได้ และไม่ใช่ทุกคนที่เรารู้ว่ารักหรอก ที่เราจะบอกเขาว่ารักได้ เพราะบางครั้งแม้ความรักจะเป็นความสุขแต่ความรักก็อาจเป็นทุกข์ได้หากเรารักใครบางคนผิดเวลา ผิดสถานะ การเก็บความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจและเลือกที่จะรักษาระยะห่างระหว่างกันไว้จึงอาจเป็นทางที่ดีที่สุดที่เราทำได้ในฐานะของคนที่รู้สึกรักกัน