แค่ยอมรับ ไม่ได้แปลว่า ยอมแพ้

มีคนถามผมว่า วิธีการรับมือกับความเสียใจ ไม่ว่าจะเป็นความเสียใจจากความผิดหวังด้านความรัก หรือว่า ความเสียใจในการใช้ชีวิตกับเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องพบเจอในแต่ละวัน คืออะไร ผมมักบอกว่า วิธีการรับมือกับความเสียใจได้ดีที่สุด คือการยอมรับความจริง เพื่อที่จะยอมรับให้ได้ว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว หลายคนมองว่า การยอมรับความจริงเท่ากับการยอมแพ้ ทั้งที่ในความเป็นจริงการยอมรับความจริงไม่ใช่การยอมแพ้แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามการยอมรับความจริง คือหนทางเดียวที่เราจะก้าวข้ามผ่านความผิดหวังไปได้ เพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่เพราะตราบใดก็ตามที่เรายังหลอกตัวเองอยู่ ตราบใดที่เรายังไม่ยอมรับความจริงในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ตราบเท่านั้นที่ความทุกข์ขื่นขมยังถมทับอยู่ในหัวใจของเรา หญิงสาวคนหนึ่ง คบกันกับคนรักมาสิบกว่าปี เธอเชื่อใจในหนุ่มคนรักของเธอมาก และไม่เคยคิดถึงการลาจาก แต่วันหนึ่งเหมือนโดนฟ้าผ่า เธอค้นพบว่า เธอไม่ใช่คนเดียวที่ชายหนุ่มของเธอรักอีกต่อไป เธอพยายามหาวิถีทางที่จะตัดใจจากความสัมพันธ์ แต่เธอไม่อาจมองเห็นทางออกนั้น ทางออกนั้น แท้จริง คือการที่หญิงสาวต้องยอมรับว่า ชายหนุ่มมีคนอื่นแล้ว และเธอไม่ใช่รักเดียวของเขาอีกต่อไป การยอมรับความจริงเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่บางครั้ง ความเจ็บปวดนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้คนเราตัดใจได้ หลายคนรู้ว่า ไม่มีหวัง แต่เลือกที่จะหลอกตัวเอง เพื่อที่จะมีความสุขกับความไม่จริง ทั้งที่ความสุขในความไม่จริงนั้น ไม่ใช่ความสุขเลย มีแต่การยอมรับความจริงเท่านั้น ที่จะช่วยให้เราผ่านมันไปได้จริงๆ

เราอาจต้องการความรัก แต่ไม่ได้ต้องการคนในฐานะคู่รัก

เพลงดังเพลงหนึ่งของวง The beatle ร้องว่า all you need is love แปลได้ว่า สิ่งทั้งหมดที่เธอต้องการคือความรัก ผมเชื่อว่า เราทุกคนบนโลกใบนี้ไม่ว่าใคร เราต้องการความรักด้วยกันทั้งนั้น หากลมหายใจคือสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิต ความรักคงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรายังอยากมีชีวิตต่อไป แต่การต้องการความรักในความคิดของผม ไม่ได้แปลว่า เราต้องการที่จะรับความรักเท่านั้น แต่แปลว่า เราต้องการที่จะให้ความรักแก่คนอื่นด้วย มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อรับ หรือให้ความรักอย่างเดียว แต่เราเกิดมาเพื่อทั้งรับและให้ความรักไปด้วยกัน ความรักหากไม่ได้รับ ก็ไม่อิ่มเอิบในหัวใจ แต่หากไม่ได้ให้ ความรักก็ไม่ผลิบานในใจของเราเช่นกัน ในความรัก เราเลยอยากเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับ แต่การที่เราอยากเป็นผู้ให้และผู้รับในความรัก ไม่ได้แปลว่า เราต้องการความสัมพันธ์ในสถานะของคู่รักเสมอไป กับบางคน เขาก็พบว่า การมีชีวิตโสด การอยู่คนเดียว เขาก็มีความสุข และมีความรักในหัวใจได้ แทนที่จะมอบความรักและชีวิตให้กับคนๆ เดียว แต่เขาสามาถมอบความรักให้คนอื่นๆ และสิ่งอื่นๆ รวมถึงรักตัวเองการมีความรัก และการมีคู่รักไม่ใช่เรื่องที่แย่ หรือว่า เลวร้าย แต่การมีความรักโดยไม่ได้มีคู่รักก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่เช่นกัน เราทุกคนสามารถมีความรักได้ ไม่ว่าเราจะมีใครในสถานะคนรักหรือเปล่า

คนเรามักตกหลุมรักในสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์

หากจะพูดตรงๆ คงไม่มีใครอยากที่จะมีความทุกข์ไม่มีใครหรอกที่อยากจะถูกกลบไปด้วยความเศร้าจนเต็มล้นในหัวใจในทางตรงกันข้าม เราต่างอยากมีรอยยิ้มที่เป็นสุขและอยากมีเสียงหัวเราะในทุกวันที่ใช้ชีวิต ถึงอย่างนั้น ในความเป็นจริงยิ่งกว่าเราต่างต้องเผชิญกับความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นและความทุกข์มักจะดูผ่านไปได้ยากเย็นเสมอเมื่อความทุกข์นั้นมาในรูปแบบของคนที่เรารัก เคยสังเกตไหม ยิ่งเรารักใครบางคนมากเท่าไหร่ ยิ่งเราปราถนาใจในใครบางคนมากเพียงใด ความทุกข์จะยิ่งท่วมท้นมากขึ้นเท่านั้น เหมือนที่เคยมีคนเคยบอกไว้ว่า คนที่ทำให้เรารักได้ คือ คนที่ทำให้เราเสียใจได้ ทั้งที่ในความจริงสื่งที่ควรเป็นแล้วความรักควรเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขไม่ใช่ความทุกข์ในหัวใจ แต่เป็นไปได้ไหมว่าบางทีนะ, บางทีไม่ใช่ความรักหรอกที่ทำให้เรามีความทุกข์แต่เป็นการยึดติดในความรักนั้นต่างหากที่ทำให้เราทุกข์ใจยึดติดว่า ใจของเรากับเขาต้องตรงกันยึดติดว่า ความรู้สึกของเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนไปยิ่งเรายึดติดมากเท่าไหร่ เรายิ่งสลัดความทุกข์ได้ไม่พ้นมากเท่านั้น สิ่งที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ไม่รักแต่คือการบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่ยอมให้ความรักนั้นทำให้เราตกอยู่ในความทุกข์ถ้าจะเป็นความรัก ก็จะเป็นความรักที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ และเมื่อเราเข้าใจแล้วแม้อาจจะมีอะไรมากระทบให้เราเสียใจบ้างเราจะบอกตัวเองได้ว่า ไม่เป็นไร

วันวาเลนไทน์ของคนไม่มีแฟน

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก เพราะมีวันแห่งความรักรอเราอยู่ตรงวันที่ 14 กุมภาพันธ์วันที่หนุ่มสาว และผู้คนทั่วไป จะแสดงออกถึงความรักที่มีให้กันหลังจากด้วยภาระหน้าที่ต่างๆ ทำให้แม้ในสถานะของการเป็นคนรักแต่ความรักคือสิ่งที่เราแสดงออกถึงกันน้อยเกินไป ในเดือนแห่งความรัก โดยเฉพาะในวันแห่งความรักดอกไม้สีสันสวยงามสะดุดตา ของขวัญนานาชนิดจะถูกจัดแจงและแต่งเสริมเพื่อมอบให้กับคนที่เป็นความรู้สึกพิเศษของเราทั้งกับคนที่เราแอบรักเขา หรือกับคู่รักที่คบหากันมาเนิ่นนาน แต่ถึงอย่างนั้นโลกนี้ไม่ได้มีแค่คนที่มีคู่รักมีคนไม่น้อยเลย ที่ยังคงครองสถานะความโสดอยู่และอาจรู้สึกว่า ในวันแห่งความรักนั้นช่างเป็นวันที่ขัดเขิน และน่าอึดอัดสำหรับตัวเอง ในความคิดเห็นของผม วันแห่งความรัก ไม่ได้แปลว่า เป็นวันแห่งคู่รัก เพราะฉะนั้นต่อให้เราเป็นคนที่ไม่ได้มีคู่รัก เราก็สามารถมีความสุขกับวันแห่งความรักได้ หากเราเป็นผู้ที่รักตัวเอง และมีความรักมอบให้กับคนอื่น จริงอยู่ อาจไม่มีดอกไม้สักดอกที่ใครมอบให้กับเราแต่ถึงอย่างนั้น เราก็สามารถมอบของขวัญให้กับตัวเราเองได้ด้วยการดูหนังดีๆ สักเรื่อง ฟังเพลงดีๆ สักเพลง อ่านหนังสือดีๆ สักเล่มหรือแม้แต่อาจไม่ต้องมีของขวัญชิ้นใดเลยแค่ตระหนักว่า วันทุกวันที่เรายังมีลมหายใจเป็นสิ่งที่สุดแสนจะพิเศษมากมายแค่ไหน เท่านั้นก็เท่ากับเราได้มอบของขวัญให้กับตัวเองในทุกๆ วันแล้ว

สิ่งสำคัญของความรัก ไม่ใช่การได้มา แต่คือการรักษาไว้

ลึกๆ แล้ว ต่อให้เราเป็นคนที่หวาดกลัวการมีความรักสักเท่าไหร่แต่ในหัวใจ หากเลือกได้ เราคงอยากที่จะมีความรักที่แท้จริงกับใครสักคน ความรักที่เราไม่ต้องเสียใจความรักที่ไม่รู้สึกเหนื่อย และไม่รู้สึกว่า ต้องพยายามความรักที่เป็นเหมือนพลังงานให้กับหัวใจ เราจึงต่างแสวงหา ตามหา ไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งความรักแม้ว่า จะต้องเสี่ยงกับความเสียใจแต่หัวใจของเราก็จะสั่งให้เราเดินตามหัวใจของตัวเองเสมอ เพราะลึกๆ เราเชื่อว่า แม้จะต้องผิดหวังจากความรักสักกี่ครั้ง แต่การสมหวังจากความรักเพียงแค่ครั้งเดียวที่จะคงอยู่ตลอดไป นั่นก็มากเพียงพอแล้วกับชีวิตของคนหนึ่งคน ถึงอย่างนั้น เราอาจคิดว่า การไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งความรักเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดแล้วของความรักซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยสิ่งสำคัญที่สุดของความรักไม่ใช่การได้มาแต่คือการรักษาความรักนั้นไว้ต่างหาก เพราะถ้าพูดจริงๆ แล้วความรักแม้การได้มาจะเป็นเรื่องยากแต่การรักษาความรักไว้เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าคนมากมายที่ทำให้ความรักเกิดขึ้นมาได้แต่รักษาความรักไว้ไม่ได้เพราะเขาดูแลความรักยังไม่ดีพอจนต้องมานึกเสียใจภายหลัง เราอย่าเป็นคนนั้นเมื่อได้ความรักมาจงดูแลรักษาความรักนั้นให้ดีที่สุดโอบกอดความรักไว้ด้วยหัวใจของเราเหมือนของขวัญอันล้ำค่าที่จะไม่ยอมให้หายไป

ความเหงา คือ ส่วนหนึ่งของวิชาการอยู่กับตัวเองให้เป็น

หากเราเชื่อว่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้คือการเรียนรู้ สิ่งต่างๆ ที่เราต้องพบเจอในแต่ละวัน คงไม่ต่างอะไรจากบทเรียนในแต่ละวิชา ความผิดหวัง การอกหัก อาจเป็นบทเรียนหนึ่งของวิชาการเรียนรู้กับความรัก ความล้มเหลว ความผิดพลาด อาจเป็นอีกบทเรียนของวิชาการที่จะประสบความสำเร็จ ถ้ามองให้เห็น เราจะพบว่าทุกอย่างบนโลกนี้คือบทเรียนที่มีเรื่องราวมากมายให้เราได้เรียนรู้ไม่จบสิ้น แล้วกับสิ่งที่เรียกว่า ความเหงาล่ะมีบทเรียนอยู่ในนั้นด้วยหรือไม่ คำตอบคือใช่สำหรับเรา ความเหงาคือบทเรียนของวิชาการอยู่กับตัวเองให้เป็น ใช่ไหมว่า ในวันๆ หนึ่งเราต้องพบเจอผู้คนมากมายในแต่ละวันกับบางคนเราพบเจอแล้วก็เลยผ่านไปในเวลาไม่ช้านานแต่กับบางคน เมื่อพบเจอแล้วเราก็เผลอเอาใจไปผูกพัน ความผูกพันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขและรู้สึกอบอุ่นในหัวใจแต่ขณะเดียวกัน ความผูกพันก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเราปวดร้าวได้อย่างมากที่สุดเมื่อวันที่ความสัมพันธ์ได้ห่างหายไป ความเหงา คือความรู้สึกโดดเดี่ยวในหัวใจไม่มีใครชอบความเหงาหรอกแต่ถึงอย่างนั้น ความเหงาคือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังจริงๆและช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังเป็นช่วงเวลาที่มีค่าเพราะในช่วงเวลาเหล่านั้นเราจะได้ทบทวนตัวเองอย่างแท้จริงว่าที่ผ่านมาเราเอาหัวใจไปฝากไว้ที่ใครมากไปหรือเปล่า

เมื่อไหร่กัน ที่เราควรพอกับบางความสัมพันธ์เสียที

ไม่ว่ากับความสัมพันธ์ใดหากเป็นไปได้ เราก็คงอยากให้ความสัมพันธ์นั้นคงอยู่ตลอดไปเพราะกับสิ่งที่เรียกว่า ความสัมพันธ์ไม่ใช่ของเล่นเมื่อรักกับใคร เราคงไม่อยากรักๆ เลิกๆแต่ถ้าทำได้ เราคงอยากรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ให้นานที่สุด ถึงอย่างนั้น มันก็มีบางความสัมพันธ์ที่เราอาจต้องตัดใจให้มันจบลงสักทีแม้ว่า ลึกๆ แล้วเรายังอยากรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ก็ตาม 1.ความสัมพันธ์ที่ยิ่งคบกัน ยิ่งเหนื่อยใจ จริงว่า เวลาเรารักใครก็ตามเราอาจไม่ได้คาดหวังสิ่งใดจากความสัมพันธ์นั้นเราแค่ขอให้เรากับเขาเป็นความสุขของกันและกันเป็นพลังให้กันในวันที่เหนื่อยล้าเป็นกำลังใจให้กันในวันที่อ่อนแรง แต่หากความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ยิ่งคบยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งอยู่ด้วยกัน ยิ่งรู้สึกเหมือนห่างไกลกัน ความสัมพันธ์ที่ใครคนนึงวิ่งตาม แต่ใครอีกคนวิ่งหนี ความสัมพันธ์นั้นคงเหนื่อยเกินไปที่เราจะยื้อไว้ 2.ความสัมพันธ์ที่ความคิดต่างกันออกไป แน่นอนว่า ความคิดต่างไม่ใช่เรื่องผิดและคนที่รักกัน ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกอย่างเพราะบ่อยครั้ง ความคิดที่แตกต่างก็ทำให้เราได้มองเรื่องราวอื่นๆ ในมุมใหม่ แต่ที่สำคัญคือความต่างของความคิดนั้นต้องมีทางมาบรรจบกันต้องมีจุดที่มาพบกันที่ตรงกลาง หากความต่างของความคิดนั้นไม่เคยตรงกันและไม่เคยปรับเข้าหากัน เราคงต้องการคู่รัก มากกว่าคนที่จะมาเป็นคู่รบ 3.ความสัมพันธ์ที่คนสองคนต่างหมดรักกันแล้ว แม้เป็นสิ่งที่น่าเศร้า แต่เราคงต้องยอมรับว่าความรักมีวันหมดอายุ สิ่งสำคัญคือเมื่อความรักของคนสองคนหมดอายุและอยู่กันอย่างคนที่ไม่ได้รักกันอีกต่อไปแล้วการที่จะทนฝืนความสัมพันธ์นั้นไว้ไม่ได้ช่วยให้เรารักกันมากขึ้นได้มีแต่จะทำให้ความรู้สึกที่เรามีให้กันมันจมลงไปมากขึ้น บางทีนะ, บางทีในวันที่เราไม่อยากจับมือกันอีกต่อไปแล้วสิ่งง่ายๆ ที่เราทำให้กันได้คือ เราควรปล่อยมือกันไปเสียที

ความรู้สึกของคนข้างๆ เป็นสิ่งที่เปราะบางเกินกว่าจะเฉยชา

ไม่ว่านิยามของความสัมพันธ์ระหว่างเราแต่ละคนจะคืออะไรแต่ในความคิดเห็นของผมการใส่ใจในความรู้สึกของกันและกันควรรวมอยู่ในสิ่งที่ต้องมีในความสัมพันธ์ เมื่อเราพบกัน เมื่อเรารักกันความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่เราสนใจโดยเฉพาะเขาจะรู้สึกกับเราอย่างไรเขาจะคิดกับเราแบบไหนวันที่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเขาจะประทับใจ และมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำร่วมกันหรือเปล่า แต่แปลกที่ ยิ่งความสัมพันธ์ของคนสองคนขยับเข้าใกล้ การใส่ใจในความรู้สึกของกันกลับยิ่งเขยิบห่าง เหมือนก่อนรักกัน เราสนใจความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่พอรักกัน ต่างฝ่ายต่างคิดถึงความรู้สึกของตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ควรเป็นอย่างนั้นเลย ยิ่งรักกัน ยิ่งคบกันมานาน ยิ่งผูกพันกัน ความรู้สึกของอีกฝ่าย ยิ่งเป็นสิ่งที่เราต้องดูแล ยิ่งให้ใจกันยิ่งอยู่ข้างๆ กันหัวใจของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่เรายิ่งต้องทนุถนอม ความรักไม่ได้แปลว่าเราจะเฉยชาและมองข้ามความรู้สึกของอีกคนอย่างไรก็ได้แต่ความรักของการดูแลกันและกันให้ดีที่สุดในทุกด้านรวมถึงด้านของความรู้สึก เพราะเมื่อไหร่ที่ความรู้สึกในหัวใจของใครบางคนแตกสลายต่อให้เคยรักกันมามากเท่าไหร่ก็แทบไม่มีวันจะประกอบกลับมาให้เป็นอย่างเดิม

เหตุผลบางข้อของคนนอนดึก

โดยปกติแล้ว ผมไม่ใช่คนที่นอนดึก เอาเข้าจริงผมมักจะนอนตั้งแต่หัวค่ำ จนถูกล้อเรียกว่าเป็นเด็กอนามัยด้วยซ้ำ แต่ในบางวัน บางเวลา อยู่ดีๆ ผมก็นอนดึกเหมือนกัน เมื่อความรู้สึกบางอย่าง เข้ามาโจมตีหัวใจ นี่เองอาจเป็นเหตุผลที่บางคนนอนดีก 1 .ความเหงา ไม่มีใครชอบความเหงาหรอกและยิ่งเหงามากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เราไม่อยากนอนเพราะว่า เราอยากจะหาอะไรทำเพื่อให้ความเหงานั้นได้จางลงไป แต่ยิ่งดึกเท่าไหร่ แทนที่ความเหงาจะจางลงไป กลายเป็นว่า บ่อยครั้งยิ่งดึก ความรู้สึกของความเหงาในหัวใจก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น 2. ความคิดถึง ช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เงียบงันกว่ากลางวันและบ่อยครั้งที่ความเงียบของกลางคืนมันเงียบเสียจนเราได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเสียงหัวใจที่บอกว่าเรายังลืมใครบางคนไม่ได้เลย หากภาพยนตร์จะฉายได้ชัดที่สุดตอนปิดไฟความทรงจำก็คงจะแจ่มชัดมากที่สุดในช่วงเวลาที่แสงของดวงอาทิตย์ได้ลับเลือนไปจากขอบฟ้า เรื่องราวต่างๆ ที่เคยคิดว่าลืมได้แล้ว เรากลับพบว่า มันยังอยู่ที่เดิม แค่เราเก็บซ่อนเรื่อราวเหล่านั้นไว้ ภายใต้คำว่าไม่เป็นไร บางทีนะ, บางทีไม่ว่านอนไม่หลับเพราะเหงาหรือว่านอนไม่หลับเพราะว่าคิดถึงใครบางคน สุดท้ายแล้วเราก็รู้ว่า คืนนี้จะต้องผ่านไปแล้วเช้าวันใหม่จะเฝ้ารอรอยยิ้มของเรา

ข้อดีของการทำ To do list

ทำไมต้องทำ To do list ในความเป็นจริง สมองของเราทุกคนทำงานอยู่เกือบตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่เวลาที่เรากำลังหลับอยู่ สมองของเราก็ไม่ได้หยุดทำงานไปด้วยแต่อย่างใด แต่ละวันที่ผ่านเข้ามา มีเรื่องราวมากมายให้เราต้องจด ต้องจำ และต้องทำ บางอย่างเร่งด่วน บางอย่างรอได้ บางอย่างสำคัญ บางอย่างไม่สำคัญ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเป็นสิ่งที่ต้องทำ เราก็ควรที่จะต้องทำ สมองของคนเรามีความหมาย เพราะเราใช้สมองของเราไปกับการคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมา เพื่อสร้างพลังบวกให้กับตัวของเราเองในแต่ละวัน การที่สมองของเราต้องทั้งจดจำเรื่องราว และคิดไปด้วย อาจทำให้สมองของเราทำงานหนักมากจนเกินไป และคิดอะไรได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนที่ต้องจำในภารกิจที่ต้องทำ ก็อาจหลงลืมตกหล่นไปได้ การทำ To do list จะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของสมองเราในการต้องจดจำเรื่องราวต่างๆ และยังเป็นการช่วยจัดระเบียบความคิดของเราเองว่า เรื่องใดสำคัญที่ต้องทำก่อน เรื่องใดที่ทำไว้ทีหลังได้ วิธีการจด To do list เวลาที่ดีที่สุด ในการจด to do list คือ เวลากลางคืนก่อนนอน จะเป็นช่วงเวลาที่เราทบทวน to do list ของวันที่ผ่านมา ว่าเราได้ทำอะไรลงไปบ้าง และเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้วางแผนกับวันพรุ่งนี้ ว่าเรามีอะไรที่ต้องทำ […]