ในความรักไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ

เราต่างตามหาความสมบูรณ์แบบ ทั้งในความสมบูรณ์แบบของตัวเอง และความสมบูรณ์แบบของผู้อื่น เราทุกคนอยากเป็นคนที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน เป็นคนที่ปราศจากข้อบกพร่องในเรื่องใดๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคน, ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่มีสักคนที่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง เราทุกคนต่างมีบาดแผล ร่องรอย ความชำรุดบกพร่อง ในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป จนอาจพูดได้ว่า ความไม่สมบูรณ์แบบเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ทุกคน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะนิยามคนหนึ่งคนไว้ในสถานะใด แท้จริงแล้ว เราทุกคนเหมือนกัน คือเราต่าง มีจุดที่’ต่าง’ และผิดไปจากคนอื่นเหมือนกัน ความรักเป็นเรื่องสากล ผมเชื่อว่า เราทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด มีความคิด ความเชื่อ หรือเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมแบบไหน เราต่างมีหัวใจที่จะรักใครสักคน เป็นทั้งผู้ที่พร้อมจะมอบความรัก และผู้ที่จะรับความรัก ส่งต่อ ปลูก และดูแลให้ความรักนั้นเติบโต เพื่อที่จะดูแลหัวใจกันและกัน ในความรัก การที่ความรักจะเริ่มต้นได้ เราต้องยอมรับกันให้ได้ก่อนว่า ไม่ว่าเราเป็นใคร ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เราต่างก็มีความบกพร่อง ที่อยากให้คนที่เรารักมาเติมเต็ม และยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ส่วนคนที่เรารักเขา เขาก็คงมีรอยแผล ความบกพร่อง ที่อยากให้เราดูแล และยอมรับในสิ่งที่เราเป็นเช่นกัน เพราะเมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราคิดเอาว่า เราสมบูรณ์แบบ หัวใจเราจะปิด ไม่ยอมรับความคิดเห็นของอีกคน และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราคาดหวังว่าคนที่เรารักจะสมบูรณ์แบบ […]

เราถูกสร้างมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน

เอาจริงๆ แล้ว ถ้าเป็นไปได้ คนเราทุกคนก็คงอยากพึ่งพาตัวเองมากกว่าพึ่งพาคนอื่น เพราะการที่เราทำอะไรด้วยตนเองได้ เพราะการที่เราพึ่งพาตัวเองได้อย่างเต็มที่ มันทำให้เรารู้สึกสบายใจมากกว่า ผมเองก็เป็นคนที่พยายามที่จะพึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด ถ้าดูแลตัวเองได้มากแค่ไหน ก็พยายามจะทำ อะไรก็ตามที่ต้องคอยให้คนอื่นช่วยเหลือ ผมก็พยายามจะฝึกฝน หรือหาทางแก้ แม้แต่ยอมลำบากมากขึ้น เพื่อที่จะไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น แต่มีปัญหาหนึ่ง ที่ทำอย่างไรผมก็พึ่งพาตัวเองไม่ได้สักที และการที่ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น มันทำให้ผมอดอึดอัดใจไม่ได้ แม้มันจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาของใครก็ตาม เวลาที่ไปทานอาหารบุฟเฟต์ ที่เราต้องเดินไปตักอาหารด้วยตนเอง ปัญหาคือเนื่องจากผมต้องใช้ไม้ค้ำยันในการเดิน ทำให้มือของผมต้องจับไว้กับไม้ค้ำยันตลอด จึงไม่สามารถเอามือไปถือจานได้ เมื่อต้องทานอาหารบุฟเฟต์ ผมเลยต้องขอความช่วยเหลือคนอื่นให้ถือจานไปให้ผมที่โต๊ะอาหารตลอด นานวันเข้าก็เกิดเป็นความอึดอัดใจและเกรงใจ จนผมตัดสินใจเลี่ยงการต้องไปทานอาหารแบบบุฟเฟต์ไปเลย แต่พอโตขึ้น ต้องมีหน้าที่การงานที่ออกไปสังสรรค์ สัมมนาตามโรงแรมต่างๆ การที่จะเลี่ยงไม่ทานอาหารแบบบุฟเฟต์ มันก็ทำไม่ได้ ถึงอย่างนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกต คือทุกคนที่ได้ช่วยเหลือผม ไม่มีใครสักคนที่ไม่เต็มใจ ทุกคนทำด้วยความรู้สึกยินดีด้วยกันทั้งนั้น การได้ช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้คนเรามีความสุข และเมื่อมองย้อนกลับไป ในเวลาที่ผมได้ช่วยเหลือคนอื่น ในแบบวิธีการที่ผมทำได้ ผมก็มีความสุขมากเช่นกัน บางทีนะ บางที การที่เราทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ เราต่างมีข้อบกพร่อง ผิดพลาด ที่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วยกันทั้งนั้น อาจเพราะมีใครบางคนจากบนฟ้า อยากบอกกับเราว่า คนเราเกิดมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน […]

Leave Group

ในยุคที่มีอถือเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตไม่แพ้ปัจจัยที่สี่ และเทคโนโลยี แอพพลิแคลชั่นต่างๆ ก็ทำหน้าที่เชื่อมโยงเราเข้ากับคนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย ไลน์กลายเป็นหนึ่งในโปรแกรมแชทยอดฮิตของคนไทย ซึ่งจะว่าไป โปรแกรมนี้ก็มีประโยชน์ และเอื้ออำนวยให้การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ด้วยการที่คนไทยนิยมชมชอบการใช้ไลน์กันเป็นจำนวนมาก ทำให้เรานิยมตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไลน์ที่เรียน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไลน์ที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไลน์คอนโด วัตถุประสงค์ก็คงมีไว้เพื่อแปลกเปลี่ยน พูดคุย สนทนากันในเรื่องราวต่างๆ บางที คงง่ายขึ้น ที่เราจะส่งข้อความทีไปถึงกลุ่มคนมากๆ ได้ทีเดียว ดีกว่าต้องมาส่งทีละข้อความ เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเพิ่งซื้อคอนโดใหม่ ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ที่คิดคำนวณมาอย่างรอบคอบแล้ว ทั้งในด้านทำเล และในด้านของราคา อยู่พักอาศัยมาเกือบสองเดือน ก็รู้สึกมีความสุขดี ไม่มีอะไร อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เพราะว่า เป็นคนที่เข้าใจได้ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรหรอกที่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่เป็นข้อบกพร้องเล็กๆ น้อยๆ หรืออะไรก็ตามที่อาจพาลพาให้หงุดหงิดหัวใจ ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ เรียกได้เลยว่า ผมอยู่มาสองเดือนกว่าอย่างสงบสุข จนมาเมื่อไม่กี่วันก่อน นิติบุคคลคอนโดปราถนาดีตั้งไลน์กลุ่มลูกบ้านขึ้นมา เพื่อหวังว่า จะเป็นหนึ่งในช่องทางการสื่อสารระหว่างนิติกับลูกบ้าน แรกๆ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่พอเวลาผ่านไปได้สักพัก จากช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างนิติกับลูกบ้าน กลายเป็นช่องทางที่ลูกบ้านจะเข้ามาบ่น ว่า และระบายอารมณ์ของตนเองต่างๆ นาๆ […]

ที่คนเรารู้สึกว่าขาด เพราะชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

โดยธรรมชาติแล้ว คนเรามักมองว่า เราไม่มีอะไร และไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่า อะไรที่เรามี เราชอบโฟกัสในสิ่งที่เราขาด มากกว่าสนใจในสิ่งที่เรามี จนลืมมองและคิดอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เราคิดว่า เราขาดนั้น เราจำเป็นต้องมีมันจริงๆ หรือเปล่า ด้วยกายภาพส่วนตัว ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมไม่สามารถวิ่งได้ ที่ทำได้ คือ เดินเร็วๆ เท่านั้น แต่นั่นก็ไม่เคยเร็วทันคนอื่นสักที ตอนเป็นเด็ก ผมเอาแต่เฝ้าคิดว่า ถ้าเราได้วิ่งเล่นอย่างเด็กคนอื่นคงจะดี ถ้าเราสามารถเดินได้ด้วยระดับความเร็วเท่ากับคนอื่นคงจะดี คงจะดี… ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า มันจะดีจริงๆ หรือเปล่า และความสามารถในการวิ่งของคนอื่น มันเป็นความสามารถที่ผมจำเป็นต้องมีด้วยหรือไม่ จำเป็นไหม ที่ผมต้องวิ่งได้ บางที เราก็เอาแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เพื่อพบว่า ตัวเองขาดอะไรไปบ้าง ทั้งที่สิ่งที่เราไม่มีอาจไม่จำเป็นอะไรกับเราเลยก็ได้ แต่สิ่งที่เรามีต่างหาก สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่ต้น นั่นเป็นพรสวรรค์ที่ใครบางคนมอบให้ และเราควรเริ่มต้นพัฒนาจากจุดนั้น การที่ผมไม่อาจวิ่งได้อย่างคนอื่น มันทำให้ผมใช้เวลาไปกับการอยู่ตัวเอง ด้วยการอ่านหนังสือ และด้วยการเขียนหนังสือ จนผมเป็นนักเขียนอย่างทุกวันนี้ บางทีนะ บางที ถ้าผมวิ่งได้อย่างคนอื่น ผมอาจไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ และเล่มท่ีผ่านๆ มาเลยก็ได้ และนั่นก็คงไม่ใช่ชีวิตแบบที่ผมต้องการ คุณก็เช่นกัน การที่คุณไม่ได้เก่ง […]

คุณยังอยู่เสมอในความคิดถึงหลังจากนั้น

พอผ่านวัยและวันของชีวิตมาถึงจุดหนึ่ง ผมก็พบความจริงบางอย่าง แม้มันอาจดูเป็นความจริงที่โหดร้าย และเราอาจอยากปฏิเสธที่จะยอมรับ แต่กฎของความจริง คือต่อให้เราพยายามจะหลีกหนีแค่ไหน ความจริงก็จะยังเป็นความจริงอยู่เสมอ ความจริงที่ผมพบคือ คนเราเกิดมาเพื่อพบเจอและลาจากกันไป เป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด บางครั้งเราจากกันตอนที่ยังมีลมหายใจ บางครั้งเราจากกันตอนที่ความไม่จีรังของชีวิตกำลังแสดงผลงานของมัน แต่ไม่ว่าเราจะจากกันในตอนไหน ในเวลาใด ใช่, สุดท้ายเราทุกคนต้องจากกัน แม้อาจดูเหมือนว่าโหดร้าย แต่ธรรมชาติไม่ได้ใจร้ายกับเราเกินไปนัก ชีวิตได้สร้างสิ่งหนึ่งไว้กับเรา เพื่อที่จะเก็บคนๆ หนึ่งให้อยู่กับเราได้ตลอดไป เท่าที่สมองและหัวใจของเราจะทำได้ เราเรียกสิ่งนั้นว่า ความคิดถึง และความคิดถึงนั่นเองเป็นเครื่องมือที่เราจะใช้เพื่อเรียกความทรงจำ โดยเฉพาะความทรงจำเรื่องของคนที่สำคัญ ที่ต่อให้นานวันแค่ไหน เรื่องราวของเขาจะอยู่ในหัวใจของเราเสมอ แม้จะสิบปี หรือยี่สิบปี หรือกระทั่งวันสุดท้ายของเรา เขาก็จะยังไม่เลือนหายไป ในชีวิตคนหนึ่งคน มันจะมีบางคนที่เราคิดถึงเขามากเป็นพิเศษ จนเรารู้สึกราวกับว่า ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่เราไม่คิดถึงเขา และต่อให้เขากับเราไม่ได้พบเจอกันมานานแสนนานเท่าไหร่ ความรู้สึกของเรา ความทรงจำของเรา ก็จะบอกกับเราว่า เขายังอยู่กับเราเสมอ ในรูปแบบของความคิดถึงหลังจากนั้น เป็นความคิดถึงที่จะฝังรากลึกและผลิดอกออกผลงดงามในหัวใจของเรา ตลอดกาล

ความสมบูรณ์แบบไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์แบบ

เดี๋ยวนี้ ผมมักคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมากขึ้น จะเป็นอย่างไรถ้าเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างไรถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ทุกอย่างมันจะดีขึ้นไหม ถ้าบางเหตุการณ์ในอดีตไม่เคยเกิดขึ้น และมันจะดีขึ้นไหม ถ้าผมเป็นคนที่สมบูรณ์แบบได้มากกว่านี้ ตอนเด็กๆ ผมเก็บเอาความรู้สึกที่ว่า ตัวเองไม่สมบูรณ์แบบ และแตกต่าง แปลกแยกจากคนอื่นเอาไว้ในใจ เหมือนเป็นก้อนเล็กๆ ในความรู้สึก ที่อาจไม่ได้ทำร้ายเรา แต่รบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา มันจะดีกว่านี้ไหม ถ้าผมสมบูรณ์แบบเหมือนคนอื่นเขา จนเติบโตขึ้น ผ่านวัยและวัน พบและเจอผู้คนมากมาย ที่เปิดเปลือยเผยชีวิต จิตใจ และความคิดให้กับกันและกัน ความจริงคือ ผมเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ มีสภาพร่างกายที่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่ความจริงอีกข้อ ที่ผมได้เรียนรู้ คือ ไม่มีใครสักคนบนโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบเลย เราทุกคนต่างมีบาดแผล ร่องรอย ที่แหว่งลึกด้วยกันทั้งนั้น แม้มันอาจไม่ได้ปรากฎอยู่บนร่างกายเรา แต่มันปรากฎชัดเจนในหัวใจของเรา ไม่ใช่ผมคนเดียวบนโลกใบนี้ แต่ลึกๆ แล้ว เราทุกคนต่างรู้ว่า เราไม่สมบูรณ์แบบ เรายังมีความผิดพลาด บกพร่อง และแปลกแยกแตกต่างอย่างที่มนุษย์คนนึงพึงจะมี ใช่, บางทีนะ บางที ความไม่สมบูรณ์แบบนั่นแหละ คือ สิ่งที่ติดตัวมนุษย์เราทุกคนมาตั้งแต่เกิด และมันอาจไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว หรืออับอายเลยก็ได้ เมื่อเราทุกคนต่างมีความไม่สมบูรณ์แบบด้วยกันทั้งนั้น และความเชื่อว่า […]

ใช้หัวใจเพื่อรับฟังคำว่ารัก

หลายคู่ หลายคน แม้จะคบกันมานานแสนนาน แต่ก็ยังมีปัญหาความไม่เข้าใจกัน   โดยเฉพาะ เมื่อคบกันไประยะ ปัญหาเรื่องรัก ไม่รัก มักจะจบไป เพราะคบกันมาจนป่านนี้ก็คงพอรู้ใจว่ารักกัน   แต่สิ่งที่เป็นปัญหา และมักสร้างความบาดหมางเป็นริ้วรอยของความรู้สึก   คือ คำว่ารักเราไม่เท่ากัน   มักจะมีฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างน้อย ที่พอคบกันไปสักพัก แล้วจะรู้สึกว่ารักเราไม่เท่ากัน   เราเองเป็นฝ่ายที่รักเขามากกว่า เราเองเป็นฝ่ายที่ให้เขาไปทั้งใจ เราเองเป็นฝ่ายบอกรัก ในคำว่ารักที่เขาไม่ตอบกลับมาเหมือนอย่างเคย   พอคบกันไป เราบอกรักกันน้อยลง น้อยลงทุกวัน จนอาจกลายเป็นไม่บอก และคำว่ารักที่หายไป บางครั้งมันก็อาจทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ความรักมันหายไปด้วยหรือเปล่า   บางครั้งอาจใช่ แต่บางทีก็อาจไม่ใช่ เพราะถ้าจะว่ากันตามตรง คนเราแต่ละคนมีวิธีการแสดงความรักที่ต่างกัน   การที่คนๆ หนึ่งไม่ค่อยพูดคำว่ารัก นั่นก็ไม่ได้แปลว่า เขาไม่รัก เขาอาจแค่รู้สึกว่า ทุกวันที่อยู่ด้วยกัน ทุกการกระทำที่มีต่อกัน นั่นคือคำว่ารักที่บอกกันในทุกๆ วินาที ด้วยภาษาที่เป็นสากล ไม่จำต้องสื่อด้วยถ้อยคำใด แต่รับรู้ได้ผ่านทางความรู้สึก   เพียงแค่เราจะลองใช้หัวใจฟังคำว่ารัก เราอาจจะได้ยินคำนั้นบ่อยกว่าที่ใช้หูฟัง

เราเลือกได้ว่าจะจดจำเรื่องราวที่ผ่านมาแบบไหน

จริงๆ แล้ว เราทุกคนอาจใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิต ไปกับการจัดการความทรงจำของเราเอง โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว   ตอนต้น เราใช้เวลากับการสะสมความทรงจำ   ตอนกลาง เราใช้เวลากับการสร้างความทรงจำ   จากนั้น เราใช้เวลากับการพยายามจำและพยายามลืมบางความทรงจำ   และในตอนปลาย เราใช้เวลาไปกับการทบทวนความทรงจำ   จนวันที่เราไม่อยู่อีกแล้ว สิ่งที่ยังอยู่เกี่ยวกับเรา ก็คือเรื่องราวของเราในความทรงจำของคนอื่น   สิ่งผมสังเกตเห็นคือ คนเราไม่ค่อยให้ความเป็นกลางกับความทรงจำสักเท่าไหร่   บางเรื่อง เราก็จดจำมันในแง่ดีจนเกินไป จนใช้เวลาหมดไปกับการถวิลหาเรื่องราวเหล่านั้น กระทั่งลืมสิ่งที่อยู่ในปัจจุบัน   และกับบางเรื่อง เราก็จดจำมันในแง่ร้ายเกินไป ทั้งที่มันอาจมีเรื่องราวดีๆ มากมาย ให้เราได้จดจำ   แต่เพราะว่า เราจดจำแต่แง่ร้าย เราก็เลยมีแต่ความทุกข์   เป็นความทุกข์ในความทรงจำ เป็นความทุกข์ในการพยายามลืมความทรงจำ   ซึ่งในความเป็นจริง ทุกเรื่องราวมีทั้งด้านที่ดีและด้านที่ร้าย   การมองทุกเรื่องอย่างเข้าใจว่า มันไม่ได้ดีไปทั้งหมด หรือมันไม่ได้แย่ไปทั้งหมด   นั่นอาจเป็นทางเลือกในการจดจำความทรงจำ แบบที่ทำให้เราสามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างไม่สุขหรือทุกข์จนเกินไป