เราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ ที่ต้องยอมปล่อยใครบางคนออกไปจากชีวิต

ใช่หรือไม่ว่าในชีวิตของคนหนึ่งคนเราได้มีโอกาสได้พบเจอผู้คนมากมาย บางคนก็ได้แค่ “พบเจอ” จริงๆแต่บางคนเราก็ได้กลายเป็น “คนรู้จัก”และอีกไม่มากที่กลายเป็น “ความผูกพัน” การพบเจอแต่ละครั้งกับคนแต่ละคนมีความหมายกับเราแตกต่างกันออกไป บางคนเจอเพื่อสร้างความสุขให้กับเราในขณะที่บางการพบเจอมีสถานะเป็นความเศร้าในหัวใจแต่ไม่ว่า ในสถานะความรู้สึกแบบไหนทุกคนต่างเข้ามาและจากไปเหมือนกัน ไม่มีใครจะอยู่ในชีวิตเราไปตลอดและเราก็ไม่ได้อยู่ในชีวิตใครไปตลอดได้ การเจอกับการจากเป็นของคู่กันพอๆ กับความสุขกับความเศร้า แม้นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่อยากยอมรับแต่มันก็เป็นความจริงมากพอที่เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยง เราอาจเคยรักใครบางคนมาก และยังรักคนๆ นั้นอยู่ คิดว่า เขาจะอยู่กับเราตลอดไป แต่ถ้าวันหนึ่งใจของเขาไม่ได้อยู่กับเราแล้ว และตัวของเขาก็ไม่ได้ปราถนาจะอยู่กับเราอีกต่อไป ยิ่งเขาอยากจะไป ยิ่งเราพยายามที่จะรั้งไว้ คนที่ต้องเสียใจที่สุดก็คือเรา บางทีนะ, บางทีเราต้องยอมความจริงความจริงที่ว่า สุดท้ายแล้วคนเราล้วนต้องจากกันโดยเฉพาะการจากลาที่เกิดขึ้นเพราะว่า ใจของอีกคนไม่อยากอยู่สุดท้ายแล้วต่อให้พยายามรั้งแค่ไหน เราก็รั้งไว้ไม่ไหวการพยายามรั้งเขาไว้ ไม่ต่างอะไรกับการยื้อความเสียใจให้ตัวเอง พอเถอะนะถ้าเขาไม่ได้รักเราแล้วพอเถอะนะถ้าเขาไม่ได้อยากอยู่กับเราแล้วจงปล่อยเขาไปกลับมารักตัวเองให้มากๆเอาใจที่บอบช้ำเพราะเคยให้เขามาเยียวยาความรู้สึกของเรา แล้ววันหนึ่งเราจะนึกขอบใจตัวเองที่ยอมปล่อยเขาไปในวันนั้น วันที่เราไม่ได้รักกันมากพอ

สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นกลายเป็นอดีตเสมอ

เวลาที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้เวลาที่ไม่ใช่สิ่งซึ่งมนุษย์สมมติขึ้นมาเองคือเวลาอดีต เวลาปัจจุบัน เวลาอนาคต ปัจจุบัน คือ เวลา ณ ขณะนี้ เวลาตอนนี้ ที่เรากำลังเดิน คิด พูด กระทำต่างๆ อยู่อดีตคือเวลาก่อนปัจจุบันเกิดขึ้นส่วนอนาคตคือเวลาหลังจากปัจจุบันผ่านไป ทุกอดีตเคยเป็นปัจจุบันทุกอนาคคตกำลังกลายเป็นปัจจุบันและทุกปัจจุบันเคยเป็นอดีตและอนาคต ความทุกข์ของคนเราเกิดขึ้นได้มากมายจากหลายสาเหตุทุกข์เพราะสุขภาพทุกข์เพราะความรักทุกข์เพราะการงานทุกข์เพราะอะไรได้อีกมากมายแต่ส่วนใหญ่แล้ว คนเราทุกข์เพราะอดีต แน่นอนว่า ตอนที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตอนนั้นเราทุกข์เพราะสิ่งนั้นแต่พอสิ่งนั้นผ่านไปแล้วกลายเป็นเพียงอดีตไปแล้วเราก็ยังเอาใจของเราตามไปทุกข์กับอดีตนั้น เรื่องราวบางเรื่องราวเหตุการณ์บางเหตุการณ์ผ่านไปนานแล้วปัจจุบันกำลังส่งยิ้มให้เราและอนาคตกำลังส่งประกายแสงแห่งความหวังบางครั้งบางหน เรากลับไม่ยอมปล่อยอดีตไปจากชีวิตของเรา สิ่งใดก็ตามเกิดขึ้นไม่ว่าสิ่งนั้นจะทำให้เราสุขไม่ว่าสิ่งนั้นจะทำให้เราทุกข์ในที่สุด สิ่งนั้นจะกลายเป็นอดีต ตัวเราเองใจของเราเองที่ต้องอยู่กับปัจจุบันที่ต้องมั่นคงกับตอนนี้ นาทีนี้ ขณะนี้ ปล่อยให้อดีตเป็นเรื่องของสิ่งที่ผ่านปล่อยให้อนาคตเป็นเรื่องของสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น สบตากับปัจจุบันเพราะนั่นคือช่วงเวลาที่มีอยู่จริงตอนนี้

ทำอย่างไรให้ปีใหม่ไม่สูญเปล่า

สำหรับหลายคนปีใหม่คือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองการเฉลิมฉลองสำหรับการเริ่มต้นใหม่ เราหลายๆ คนมักใช้เทศกาลปีใหม่เป็นจุดเริ่มต้นทั้งจุดเริ่มต้นของการบอกลาปีเก่าทั้งจุดเริ่มต้นของการต้อนรับปีใหม่ เวลาที่เราบอกว่าเราบอกลาปีเก่าในความหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ปีเก่าที่เราบอกลาแต่เรายังบอกลาสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ด้วย เราบอกลาความผิดหวังเราบอกลาความเสียใจเราบอกลาบางคนที่เดินออกไปจากชีวิตเราบอกลาบางคนที่เราเลือกที่จะเดินออกไปจากชีวิตของเขา การบอกลา คือ การเลือกจะทิ้งทิ้งบางอย่าง ทิ้งบางเรื่องราวที่เราไม่ต้องการเอาไปในปีใหม่ด้วยทิ้งไว้ที่ปีเก่า การบอกลา คือ การปล่อยปล่อยสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ปล่อยสิ่งที่หนักอยู่ในใจของเราปล่อยไว้ให้เป็นอดีต ในขณะที่เราบอกลาเราก็เปิดรับกับการเริ่มต้นเริ่มต้นทำสิ่งดีๆเริ่มต้นที่จะทำสิ่งตั้งใจเริ่มต้นที่จะทำสิ่งใหม่ๆเริ่มต้นที่จะเป็นคนใหม่ อย่าให้ปีใหม่เป็นแค่ช่วงเวลาของการกิน ดื่ม เฉลิมฉลองที่พอสร่างเมา แล้วเราก็กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม แต่ให้ปีใหม่ เป็นแรงบันดาลใจที่เราจะเป็นคนที่ดีขึ้นเริ่มจากการคิดในสิ่งที่ต่างไปจากเดิมทำในสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมไม่ต้องมากมาย ไม่ต้องยิ่งใหญ่แค่เริ่มเปลี่ยนแปลงทั้งทางความคิด และการกระทำในสิ่งที่เหมือนดูว่าเล็กน้อยแต่ก็มากพอที่จะทำให้เราอยากเปลี่ยนแปลง และเริ่มใหม่ในสิ่งที่ใหญ่ขึ้น ให้ปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งการทบทวนสิ่งใดที่เราอยากทำต่อสิ่งใดที่เราอยากจะพอสิ่งใดที่เราอยากทำให้ดีขึ้น เมื่อปีใหม่ปีหน้ามาถึงเราจะพบว่า เราเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ที่ล้มเหลวกับความตั้งใจเก่าๆ อย่างเดิมทุก ๆ ปี อย่าให้ปีใหม่เป็นแค่เรื่องของความรู้สึกแต่ให้เป็นเรื่องของการคิดและลงมือทำ

ทุกวันคือของขวัญที่ไม่ต้องจับฉลาก

เมื่อเข้าสู่เทศกาลปีใหม่เกือบทุกสถานที่ไม่ว่าจะโรงเรียน หรือที่ทำงานจะมีกิจกรรมเลี้ยงสังสรรค์มากมาย แน่นอนว่าแต่ละงาน ก็จะมีกิจกรรมที่ไม่ได้ต่างกันออกไปนักการกินเลี้ยง การร้องเพลง ล้วนเป็นกิจกรรมที่ขาดกันไม่ได้ในโอกาสแห่งการเฉลิมฉลองเช่นนี้ และอีกกิจกรรมที่อยู่คู่กันกับงานเลี้ยงปีใหม่เสมอคือการจับฉลากของรางวัล ผมเอง เป็นคนปราศจากโชคในเรื่องของการเสี่ยงดวงทุกชนิดไม่ต้องพูดถึงการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรอกเอาแค่เรื่องการจับฉลากรางวัลปีใหม่นี่แหละ แน่นอนว่า การจับฉลากจะมีการจับรางวัลพิเศษ ซึ่งจะมีบางคนที่ไม่ได้รางวัลพิเศษนั้นและผมเอง เป็นหนึ่งในคนที่ไม่เคยได้เลยและถึงแม้ในวันที่ชื่อผมถูกจับฉลากขึ้นมาอ่านประกาศผมก็มักไม่ได้อยู่ตรงนั้น ทำให้ไม่ได้รับรางวัล แต่เปล่าหรอกผมไม่ได้น้อยใจในโชคชะตาและวาสนาแต่อย่างใดอีกทั้งยังเข้าใจโดยถ่องแท้ว่า นี่คือกิจกรรมการร่วมสนุก เพียงแต่เรื่องการจับสลากของรางวัลทำให้ผมคิดว่าในชีวิตของคนเราจะมีสิ่งพิเศษต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตของแต่ละคนต่างกันออกไปเป็นสิ่งพิเศษที่คนบนฟ้าจับฉลากมาให้กับเราตั้งแต่เกิดไม่ว่าจะเป็นสุขภาพที่ดี ความสามารถพิเศษเฉพาะด้านความพร้อมของครอบครัว เป็นต้น แต่แม้เราแต่ละคนจะได้ฉลากที่ต่างกันออกไปถึงอย่างนั้น เราทุกคนก็ได้ของขวัญพิเศษที่เหมือนกันของขวัญนั้นคือ ชีวิต ชีวิตคือสิ่งที่พิเศษชีวิตเป็นของขวัญในตัวของมันเอง ไม่สำคัญหรอกว่าคุณเกิดมาไม่ร่ำรวยหากคุณใช้ชีวิตอย่างประหยัด และขยันโอกาสแห่งเงินทองก็จะมาหาคุณ ไม่สำคัญหรอกว่า สติปัญญาของคุณไม่เทียบเท่าคนอื่นเพียงคุณรักในการศึกษาความรู้จะเป็นของคุณ ไม่สำคัญหรอกว่า เราจะเกิดมามีสุขภาพอ่อนแอแค่ไหนถ้าเราออกกำลังกาย และทานอาหารที่มีประโยชน์ทุกอย่างจะดีขึ้น ชีวิตคือของขวัญที่พิเศษในตัวของมันเอง และเพราะมีชีวิต เราจึงสร้างของขวัญที่พิเศษให้ตัวเราเองได้ทุกวันด้วยการลงมือทำ อยากมีความสุขจงมองโลกในแง่ดี อยากเรียนเก่งจงขยันหาความรู้ อยากมีความรักที่ดีจงมองเห็นคุณค่าในตัวเองและผู้อื่น ชีวิตคือของขวัญที่เราได้มาโดยไม่ต้องจับฉลากและได้มาเหมือนกันทุกคน ปีใหม่นี้ เราอยากให้ชีวิตเราเป็นอย่างไรจงใช้ชีวิตของเราไปอย่างนั้นจงใช้ชีวิตของเราด้วยความรู้สึกที่ขอบคุณเพราะชีวิตคือของขวัญที่เราได้รับมาเพียงครั้งเดียว

ความรักคือสิ่งที่ลืมได้ยาก

ในโลกนี้มีมนุษย์หลายประเภท มนุษย์ที่ขี้ลืม มนุษย์ที่ความจำดี ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นบุคคลที่ถูดจัดอยู่ในมนุษย์ประเภทไหนก็ตาม เราทุกคนต่างมีเรื่องราวบางอย่างที่ไม่อาจลืม และมีคนบางคนที่ผ่านมานานแค่ไหนเราก็ยังจำเขาได้ดี ส่วนใหญ่ คนเรามักจะลืมเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่กลับจำได้ว่า เราได้หมดความสำคัญกับใครบางคนไปแล้ว หรืออาจเป็นเพราะการที่เราไม่สำคัญกับใคร มันอาจเป็นเรื่องที่สำคัญกับหัวใจของเรา นอกจากนี้ คนเรามักให้ความสำคัญกับความรัก เพราะความรักคือสิ่งที่ทำให้คนเราสุขได้มากที่สุด และทุกข์ได้มากที่สุด และความรักเช่นกัน ที่อาจทำให้คนๆ หนึ่งไม่รู้สึกอะไรเลยอีกต่อไป อาจเพราะว่า เป็นอย่างนั้น เพราะว่า ความรักเป็นเรื่องสำคัญกับเราทุกคน เราถึงไม่อาจลืมเรื่องราวของความรัก และไม่อาจลืมคนที่เราเคยรักได้ง่ายๆ ยิ่งอยากลืม ยิ่มไม่ลืม ยิ่งไม่อยากจำ ยิ่งจดจำ ความรักเป็นสิ่งที่ลืมได้ยาก การก้าวผ่านความผิดหวังจากความรักมาได้ จึงไม่ใช่การก้าวผ่านมาด้วยการลืม แต่เราจะก้าวผ่านความผิดหวังจากความรักมาได้ด้วยความเข้าใจ เข้าใจในความไม่แน่นอน เข้าใจในความไม่ยั่งยืน เข้าใจในความเปลี่ยนแปลง เข้าใจและอยู่กับมัน

การรอคือกระบวนการหนึ่งของการผลิบาน

สิ่งหนึ่งที่อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มีความสำคัญ ไม่น้อยกว่าสิ่งอื่นใด คือการหาร้านตัดผมที่ถูกใจ และร้านตัดผมที่ถูกใจ เอาจริงๆ หายากไม่แพ้หาคนที่ถูกใจเลย ร้านที่ช่างตัดผมไม่พูดเยอะไปจนกลายเป็นความน่ารำคาญ แต่ก็ไม่เงียบจนน่าอึดอัด ร้านที่ตัดผมของเราออกมาได้พอดีอย่างที่ใจเราต้องการ ไม่สั้นเกินไป ไม่ยาวเกินไป ร้านที่เราเข้าไปในร้านก็ไม่ต้องอธิบายอีกแล้วว่าจะตัดทรงไหน แต่ช่างตัดผมสามารถจำทรงผมของเราได้ ร้านตัดผมแบบนี้หายาก และเมื่อหาเจอแล้ว เรามักใช้บริการกันไปยาวๆ ผมเองเป็นคนที่ใช้บริการร้านตัดผมร้านไหน ก็มักใช้บริการร้านนั้นซ้ำๆ มาโดยตลอด ไม่ค่อยที่จะเปลี่ยนร้าน อย่างที่บอกการหาร้านตัดผม ไม่ใช่แค่เรื่องของทรงผมที่ถูกใจ แต่เป็นเรื่องของความสบายใจอีกด้วย เมื่อสองปีที่ผ่านมา ผมต้องย้ายจากจังหวัดชลบุรีมาอยู่กรุงเทพ ฯ อย่างถาวร นั่นแปลว่า ผมต้องเปลี่ยนร้านตัดผมด้วย และช่วงเวลาที่ผมมาอยู่กรุงเทพ ฯ ผมได้เปลี่ยนร้านตัดผมหลายร้านมาก จนกว่าจะเจอร้านที่ถูกใจ ร้านตัดผมที่ผมใช้บริการอยู่ เป็นร้านตัดผมที่บรรยากาศดูเก่าๆ แต่ข้างในร้านมีเครื่องปรับอากาศเปิดตลอดเวลาอย่างดี มีช่างตัดผมคือคุณลุงวัย 70 กว่าปี คุณลุงอายุมากแล้ว เดินก็ไม่ค่อยจะไหว แต่ฝีไม้ลายมือการตัดผมของคุณลุง บอกได้เลยว่ายังเหลือร้าย คุณลุงเป็นคนที่ตัดผมละเอียด และมีบทสนทนาที่พอดี รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูด รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเงียบ ตอนที่ผมมาตัดผมกับคุณลุงครั้งแรก จำได้ว่า ตอนตัดเสร็จ ผมรู้สึกไม่ประทับใจ และไม่แน่ใจว่า แสดงออกทางสีหน้าหรือเปล่า แต่คิดในใจว่า […]

อย่าเพิ่งแน่ใจในสิ่งที่เราคิดว่ารู้

บางครั้ง เราคิดว่า บางเรื่องราวเราคือคนที่รู้ดีมากที่สุด เรายอมที่จะยืนยัน โต้เถียง กับคนอื่น เพื่อแสดงจุดยืนในความเชื่อของความรู้ของเรานั้น และบ่อยครั้ง หลังจากการโต้เถียงผ่านไป เราก็พบว่า เราไม่ได้รู้อย่างถูกต้องตั้งแต่แรก สิ่งที่เราคิดว่าเรารู้จริง จริงๆ แล้วอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เรารู้ ต้องยอมรับว่า โลกเปลี่ยนไปทุกวัน และโลกใบนี้ก็เหมือนจะหมุนเร็วขึ้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เราค้นพบความรู้ใหม่ๆ และทำให้เราได้ลบล้างความรู้แบบเก่าๆ ท่ีไม่จริงอีกต่อไป สมัยก่อนเราเชื่อกันว่า คนที่รู้เยอะมากที่สุด คือคนที่ได้เปรียบ แต่ในยุคนี้ ยุคที่เรามีข้อมูลมากมายล้นหลาม ยุคที่การหาความรู้ทำได้เพียงปลายนิ้วคลิก คนที่รู้เยอะที่สุด อาจไม่สำคัญเท่า คนที่รู้จริงที่สุด และรู้ลึกที่สุด วันนี้ โลกไม่ได้ต้องการคนที่รู้ทุกเรื่องบนโลกใบนี้ แต่โลกต้องการคนที่รู้จริงในบางเรื่องของโลกใบนี้ และความรู้นั้น ต้องเป็นความรู้ที่ไม่นิ่ง ไม่ตายตัว แต่เป็นความรู้ที่พร้อมจะเปิดรับความรู้อื่นๆ ที่เข้ามา ที่สำคัญ ความรู้ต่างๆ ไม่อาจเริ่มต้นได้อย่างแท้จริง ถ้าเรายังไม่รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราอยากรู้ นั่นหมายความว่า เราต้องรู้จักตัวเองเสียก่อน

On this day : วันนี้ในอดีต

ทุกๆ เช้าที่ผมเข้า Facebookนอกจากผมจะคอยเช็คข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ไหลผ่านหน้า News feed แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ผมทำในทุกๆ วันคือการกดเข้าไปดู On this day On this day เป็นเมนูหนึ่งใน Facebook หน้าที่ของมันคือการพาเราไปย้อนความทรงจำว่าในวันเวลาเดียวกันของปีก่อนๆเราได้ Post อะไรลงบน Facebook ของเราบ้าง สำหรับผม On this day เป็นเหมือนเครื่องเตือนความจำไม่ใช่แค่เตือนว่า วันนี้ในปีนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเราแต่เตือนให้เห็นด้วยว่า ความคิดของเราในอดีตเคยเป็นอย่างไร ผมพบว่าความคิดของตัวเองเปลี่ยนไปมากหลายๆ ความคิดเห็นของเรา ณ วัยวันนั้นที่เรารู้สึกว่า มันเท่ มันเจ๋งเหลือเกินวันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป เราอาจอมยิ้มให้กับความคิดที่ไม่เดียงสาเหล่านั้น หลายๆ ความคิดที่เราคิดว่า ความคิดของเราถูกต้องและไม่ยอมรับความคิดของคนอื่นวันนี้แม้แต่ตัวเราเองก็อาจไม่เห็นด้วยกับความคิดของตัวเราเองในตอนนั้น ที่สำคัญหลายเรื่องราว หลายเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในวันนั้นเราเคยคิดว่า มันเป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิต เป็นเรื่องราวที่เราไม่มีวันลืมแต่พอเวลาผ่านไป วันเวลาเหล่านั้นก็เป็นแค่เพียงความทรงจำที่ดีๆ และเช่นกันกับเรื่องราวที่ว่าร้ายๆ เป็นวันที่แย่ที่สุดในชีวิตของเราวันเวลาที่เราไม่เคยคิดว่า จะผ่านมาได้หากวันหนึ่งมองย้อนกลับมามันก็เป็นเพียงวันแย่ๆ วันหนึ่งที่เราได้ผ่านมาแล้วและวันเวลานั้นก็ไม่อาจทำร้ายเราได้อีกต่อไป กับเรื่องราวในตอนนี้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในวันนี้เราอาจรู้สึกสุขกับมันเหลือเกินหรืออาจรู้สึกว่าทุกข์กับมันเหลือเกิน ขอให้เราเข้าใจว่าสุดท้ายแล้ววันนี้ก็จะกลายเป็นอดีตไปและในปีหน้า เมื่อเรามองย้อนกลับมาในวันนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากความทรงจำที่เราเลือกได้ว่า จะมองมันจากมุมไหน

บาดแผลบางชนิด เยียวยาได้ด้วยวันเวลาเท่านั้น

มีคนถามผมมาว่าผ่านมาแล้ว 1,038 วันทำไมถึงยังลืมใครบาคนไม่ได้เลย ผมไม่ได้ตอบอะไรเขาไปแต่นึกในใจว่าตราบใดที่ยังนับวันเวลาอยู่แบบนั้นนั่นเท่ากับว่า เขายังไม่ได้ไปไหนเลย ใช่, วันเวลาอาจผ่านมา 1,038 วันแต่ใจของเขายังคงอยู่กับวันที่ 1 ที่คนที่เขารักได้จากลาไปอยู่ด้วยการคิดถึงอยู่ด้วยการเฝ้านับวันเวลาอยู่ด้วยการกอดรั้งอดีตเอาไว้ เวลาที่คนหนึ่งคนอกหักจะมีคำแนะนำและวิธีในการเยียวยาความเสียใจมากมายหลายอย่างชนิดที่ถ้าจะเขียนออกมาเป็นหนังสือ ก็คงได้หนังสือออกมาเป็นเล่มๆ แต่ถึงอย่างนั้นไม่มีวิธีไหนที่จะช่วยให้เราหายจากความเสียใจได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนทุกวิธีล้วนมีคำว่า “ต้องใช้เวลา” มาเกี่ยวพัน ดังนั้น กุญแจสำคัญที่สุดของการออกมาจากความเสียใจคือวันเวลาทุกอย่างต้องใช้เวลา และเราต้องเรียนรู้ที่จะให้เวลากับหัวใจตัวเอง ในทางตรงกันข้ามวันเวลาอย่างเดียวก็อาจยังไม่เพียงพอ หากเรายังใช้วันเวลาเหล่านั้นหมดไปกับความเสียใจและการคิดถึง หากชีวิตเป็นเหมือนการเดินทางด้วยรถยนต์เราคงไม่อาจเดินหน้าไปไหนได้ไกลหากเอาแต่มองย้อนไปข้างหลังมีแต่การขับรถไปข้างหน้าเท่านั้นที่จะพาเราผ่านอดีตไปได้ บางที เราก็ต้องถามตัวเองว่าเรารักตัวเองมากพอที่จะเดินหน้าไปต่อหรือเปล่า

ไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่า การหลงคิดว่า สิ่งใดจะคงอยู่ตลอดไป

เอาเข้าจริงแล้ว ชีวิตของคนเราพบเจอความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงความสัมพันธ์ พบเจอ รู้จัก จากลา ตั้งแต่เกิดมา เราพบความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง เราเป็นเด็กทารก เราค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ เป็นเด็กน้อย เป็นวัยรุ่น เป็นวัยทำงาน และเราก็จะเริ่มแก่เรื่อยๆ จนหมดอายุขัยไปในที่สุด ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ จนเราไม่ทันสังเกตเห็น แต่ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงทำหน้าที่ของมันเสมอ ไม่หยุดนิ่ง กับความสัมพันธ์เช่นกัน เราพบเจอ รู้จัก และจากลาคนมากมาย เรามีเพื่อนตั้งแต่เรียนอนุบาล เรียนประถม เรียนมัธยม เรียนมหาวิทยาลัย จนเพื่อนวัยทำงาน เรามีคนรักที่เราตกหลุมรักเขาเป็นคนแรก และมีคนรักที่เราคิดว่า จะรักเขาเป็นคนสุดท้าย ในขณะที่อนาคตกำลังรอเราอยู่ข้างหน้าปัจจุบันก็กำลังค่อยๆ กลายเป็นอดีตตลอดเวลาแม้มีบทเรียนมากมายเกี่ยวกับการจากลาให้เราได้เรียนรู้แต่เราก็เป็นนักเรียนที่ดื้อดึงคนนึงผู้เชื่อว่า ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิมเสมอ และการคิดว่า ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม นั่นคือสาเหตุของความเจ็บปวด เจ็บปวดเพราะสุดท้ายทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดี สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรเลยที่จะเหมือนเดิม เราไม่ใช่ใครที่จะมาหยุดยั้งวันเวลาได้เราเป็นแค่คนธรรมดาที่ต้องเรียนรู้กระแสธารแห่งวันเวลาที่กำลังไหลผ่านเราไปในทุกวัน