วันหนึ่งเราทุกคนต้องจากกัน แค่ทำปัจจุบันให้ดี จะได้ไม่ต้องมีวันพรุ่งนี้ที่รู้สึกเสียดาย

เมื่อเราอายุตั้งแต่ 0 – 10 ปีเป็นวัยที่เรากำลังเรียนรู้ และพบเจอเรื่องราว รวมถึงผู้คนใหม่ๆ เมื่อเราอายุตั้งแต่ 11 – 30 ปีเป็นช่วงเวลาที่เราจะเติบโต และรู้สึกผูกพันกับสิ่งต่างๆ และผู้คนที่เข้ามาในชีวิต จนเมื่อเราอายุสัก 30 ปีขึ้นไปแม้เราจะยังพบเจอเรื่องราวใหม่ๆ อยู่บ้างและแม้เราจะยังผูกพันกับผู้คนที่เข้ามาในชีวิตแต่เราจะเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างเราจะเริ่มสังเกตเห็นการจากลา ชีวิตของคนเราต้องเจอการจากลานับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งเราพบเจอกับผู้คนและเรื่องราวต่างๆ มากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องพบเจอกับการจากลามากเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง, ไม่มีการพบเจอใด และไม่มีการรู้จักใดที่ไม่จากลา บางการจากลามาอย่างไม่ทันสังเกตเราไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า นั่นคือการจากลาเราเพิ่งมารู้ตัวถึงการจากลา ในวันที่เราตระหนักว่าคงไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก บางการจากลามาอย่างไม่ทันเตรียมใจบางสิ่งบางอย่างก็ดีและราบรื่นจนเราเผลอคิดไปว่าวันสุดท้ายระหว่างกันไม่มีจริงแต่ความจริงคือเราต่างมีวันสุดท้ายกับอะไรบางสิ่งเสมอ บางการจากลาเราอาจเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วแต่การเตรียมใจและการทำใจอาจไม่ได้มาพร้อมกัน ถึงอย่างนั้นการจากลาเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงไม่ต่างจากการพบเจอ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้คือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุดคือการทำวินาทีนี้ให้มีค่ามากที่สุด อย่างน้อยในวันที่เราพบว่าการจากลาได้เดินทางมาถึงไม่ว่าด้วยเหตุผลใดแม้เราจะเสียใจ แต่ไม่มีอะไรที่เราจะเสียดาย

จงรักคนที่ทำให้รู้สึกว่า ความเงียบระหว่างกันไม่ใช่เรื่องน่าอึดอัด

การที่เราจะรักใครสักคน หรือแม้ไม่ถึงขั้นรัก แต่ตัดสินใจจะลองคบหาเปิดใจให้ใครสักคน อาจต้องมีเหตุผลดีๆ มากมาย เขาอาจเป็นคนนั้น คนที่คุยกันแล้วสบายใจ เขาอาจเป็นคนนั้น คนที่อยู่ด้วยแล้วรับรู้ถึงความเข้าใจ เขาอาจเป็นคนนั้น คนที่ความรักจากการกระทำเสียงดังมากกว่าคำพูด มีเหตุผลมากมาย ที่เราจะเลือกใครสักคนมาเป็นคนที่อยู่ข้างๆ เรา ใช้เวลาร่วมกันกับเรา ผ่านเรื่องราวทั้งดีและไม่ดีไปด้วยกัน ถึงอย่างนั้น สิ่งสำคัญกว่าแค่การเริ่มต้นรักกัน คือการที่จะรักษาความรักนั้นไว้ และการอยู่ร่วมกันในความรักนั้นให้ได้ คนเราตอนคบกันใหม่ๆ เหมือนการเรียนรู้ในเรื่องราวใหม่ๆ มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ทำให้เราอยากรู้ มีคำถามมากมายให้เราสงสัย มีอะไรมากมายให้เราต้องการค้นหา แต่พอเวลาผ่านไป สิ่งที่เราอยากค้นหา สิ่งที่เราอยากเรียนรู้ สิ่งที่เราอยากแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ย่อมลดน้อยลงตามวันเวลา คู่รักหลายๆ คู่ พูดน้อยกันเรื่อยๆ แต่คู่รักที่พูดกันน้อยลงมีสองแบบ แบบแรก คือ คู่รักที่ความสัมพันธ์กลายเป็นความจืดจาง และการอยู่ในความเงียบที่ไร้บทสนทนานั้น ทำให้ต่างคนต่างรู้สึกถึงอึดอัดในหัวใจ อีกแบบ คือ คู่รักที่ความสัมพันธ์เป็นไปด้วยความเข้าใจ ความสัมพันธ์แม้ไม่พูดกันเท่าเดิม แต่ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกมากกว่าเดิม ถึงต้องตกอยู่ในความเงียบระหว่างกัน ก็ให้ความรู้สึกสบายใจ ความปลอดโปร่งใจที่มีกันและกัน ในความรัก เราอาจชอบคนที่คุยด้วยแล้วถูกคอ มีทัศนคติที่ถูกใจ แต่คงจะดียิ่งกว่า ถ้าเราได้เจอและรักใครสักคน คนที่แม้แต่ในความเงียบ คำว่ารักยังดังอยู่ในความรู้สึก

ความเสมอต้นเสมอปลายในความหมายของความสัมพันธ์ คือการที่ความใส่ใจจะไม่ลดลงตามวันเวลา

เวลาที่คนสองคนคบกันใหม่ๆความใส่ใจคือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติแม้เรื่องเล็กน้อยของคนที่เราชอบเราก็จะสนใจอยากรู้และเมื่อได้รู้แล้ว ก็จะจดจำไม่รู้ลืม ความใส่ใจเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสัมพันธ์จะเห็นได้ว่า ยิ่งเราใส่ใจใครบางคนมากเท่าไหร่ยิ่งแสดงให้เห็นว่า ใครคนนั้นมีความหมายกับเรามากเท่านั้น ความใส่ใจก็เหมือนกับความสนใจแต่ความสนใจจะลึกซึ้งน้อยกว่าความใส่ใจความสนใจมีวันที่จะจางลงส่วนความใส่ใจเป็นสิ่งที่ไม่ควรจางลงไปง่ายๆ ตามวันเวลา ในทางตรงกันข้าม ยิ่งคบกันนานมากขึ้น ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น ความใส่ใจระหว่างกัน ควรยิ่งเป็นสิ่งที่เพิ่มมากขึ้นไปอีก แต่ในความเป็นจริง มักไม่ได้เป็นอย่างนั้น ยิ่งคบกันมาอย่างยาวนานแค่ไหน ความใส่ใจระหว่างกันยิ่งลดลง และเมื่อไหร่ก็ตามที่ความใส่ใจน้อยลงเมื่อนั้นความรักจะเริ่มจืดจางลงกลายเป็นความเฉยชาจนหมดรักไปในท้ายที่สุด หากเป็นไปได้และหากหัวใจของเรายังรักกันอยู่เราอย่ายอมให้ความใส่ใจลดน้อยลงตามวันเวลาแต่ให้ความใส่ใจเป็นสิ่งที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความใส่ใจเมื่อเราเติมลงไปในความสัมพันธ์นั่นคือความรักที่เราแสดงออกผ่านการกระทำแม้ไม่ต้องมีคำพูดใด

ชีวิตเรา เราเป็นเจ้าของ

บางคน อาจมีคำถามว่าชีวิตเราทุกวันนี้ที่เกิดมาแท้จริงแล้ว เป็นของใคร เป็นของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเป็นของครูบาอาจารย์ผู้ให้ความรู้เป็นของเพื่อนผู้เป็นมิตรข้างกายเป็นของเจ้านายผู้บังคับบัญชาหรือว่า เป็นของคนรักผู้ใช้ชีวิตร่วมกัน ชีวิตเราใครกันที่เป็นเจ้าของ คำตอบคือ ชีวิตเราไม่ใช่คนอื่นเป็นเจ้าของ แต่ชีวิตเรา เราเองเป็นเจ้าของ เราเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิจะเลือกหนทางเดิน เราเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิจะคิดฝันถึงชีวิตแบบที่เราอยากจะเป็น ใช่, และไม่อาจปฏิเสธพ่อแม่ ครูอาจารย์ เพื่อน เจ้านาย และคนรักเขาต่างปราถนาดี และคิดถึงสิ่งดีๆ ให้กับเราการที่เรายืนยันว่า ชีวิตเราเป็นของเราไม่ได้หมายความว่า เราต้องปฏิเสธที่จะรับความปราถนาดี และคำแนะนำจากผู้คนเหล่านั้นในทางตรงกันข้าม ยิ่งเพราะเป็นชีวิตของเราเรายิ่งต้องเปิดหัวใจเราให้กว้าง เพื่อที่จะรับฟังคำแนะนำจากคนต่างๆเพื่อให้ชีวิตของเราไม่ล้มลงกลางทางและเดินไปสู่จุดหมายอย่างมีความสุข แต่การรับฟังเป็นคนละเรื่องกับการอนุญาตให้คนอื่นตัดสินใจแทนเราในเรื่องราวชีวิตของเราและการรับฟังยิ่งเป็นคนละเรื่องกับการยินยอมให้ใครก็ตามมาชี้นำ หรือจัดวางชีวิตของเรา จริงอยู่ว่า ในการตัดสินใจของเราเองอาจมีผิดพลาด ล้มเหลว และหกล้มแต่เมื่อนั่นคือชีวิตของ การต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของเราเองจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และเราต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น เพราะสิ่งที่คนๆ หนึ่งจะเสียใจมากที่สุดไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในชีวิตแต่คือการตัดสินใจเอาชีวิตของเราไปไว้บนการตัดสินใจของคนอื่น

การเจอกันของเราเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ อยู่ที่เราทำมันให้มีความหมายหรือเปล่า

มีความคิดเกี่ยวกับการพบเจอกันหลักๆ อยู่บนโลกนี้สองแนวความคิดความคิดแรก คือการพบเจอกันของมนุษย์ทุกคนเป็นเรื่องของความบังเอิญไม่เกี่ยวอะไรกับการที่มีใครลิขิตไว้ความคิดที่สอง คือการพบเจอกันของเราทุกคนเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่าวันนี้ เราคนนี้ จะต้องพบเจอคนๆ นี้ เพื่อสิ่งนี้ ผมเองมีความเชื่อว่าการเจอกันของคนสองคนอาจเป็นได้ทั้งเรื่องของความบังเอิญและอาจเป็นได้ทั้งเรื่องที่ถูกกำหนดไว้แล้วส่วนจะเป็นการพบเจอกันในความหมายอย่างใดบ่อยครั้งไม่ใช่เรื่องของฟ้าดินเป็นผู้กำหนดแต่เป็นเราเองต่างหากที่เป็นผู้กำหนด หากในการพบเจอกันนั้นเรามีแต่ทำร้ายกันเรามีแต่ความประสงค์ไม่ดีต่อกันและเราทิ้งขว้างความสัมพันธ์นั้นไปความสัมพันธ์นั้นก็ไม่ได้มีความหมายอะไรต่อใครเลยอย่างมากอย่างดีก็เป็นเพียงบทแผลที่จะฝากริ้วรอยไว้เป็นบทเรียนเตือนหัวใจของเรา แต่ถ้าการพบเจอกันนั้นเราทำสิ่งดีๆ ต่อกัน เราปราถนาดีซึ่งกันและกันและเรามอบความรักที่แท้จริงให้ต่อกันการพบเจอนั้นก็จะมีความหมาย และไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สำหรับผมไม่สำคัญหรอกว่า ความรักนั้น ความสัมพันธ์นั้นจะจบลงอย่างไรเพราะไม่มีอะไรที่จะไม่จบลงไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะแสนดี หรือว่าขมขื่นไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะรักมาก หรือว่าจืดจางถึงอย่างไรทุกความสัมพันธ์ต่างมีวันจบลงแค่จะจบลงตอนที่เราต่างยังมีลมหายใจหรือไม่เท่านั้น สิ่งที่สำคัญคือความสัมพันธ์ตอนที่ยังมีอยู่ต่างหากหากเราทำทุกวันของความสัมพันธ์ที่มีกันให้ความหมายและเป็นสิ่งที่จะตราตรึงอยู่ในความประทับใจของเราตลอดไปไม่ว่าจะจบลงแบบไหน เราไม่ได้พบกันเพราะความบังเอิญ

อย่าให้วันแย่ๆ แค่หนึ่งวัน อยู่กับเราเกินข้ามวัน

มนุษย์ทุกคนมีวันที่ดีและมีวันที่แย่ ในความเป็นจริงถ้าจะพูดกันให้ยุติธรรมแม้กระทั่งในวันที่ดีก็มีเรื่องราวที่แย่ๆ อยู่และแม้ในวันที่เรามองว่า มันเป็นวันที่แย่ก็มีเรื่องราวดีๆ อยู่ วันที่ดี หรือว่าวันที่แย่ บ่อยครั้งเกิดขึ้นเพราะเราเอาหัวใจไปรู้สึกกับเรื่องราวไหนของวันนั้นมากกว่ากัน ถึงอย่างนั้นแม้กระทั่งวันที่ว่าแย่วันที่ไม่ดีเลยของเราสุดท้ายแล้วมันก็คือวันหนึ่งวันเป็นวันแค่หนึ่งวันใน 365 วัน ไม่ได้ยาวนานไปกว่านั้นไม่ได้ต่อเนื่องไปกว่านั้นถ้าใจของเราไม่ยินยอม บ่อยครั้งที่วันแย่ๆ ของวันหนี่งกลายเป็นวันที่แย่ๆ ของเราทั้งสัปดาห์ หรือทั้งเดือน หรือทั้งปีเพราะเราไม่ปล่อยให้วันแย่ๆ วันนั้น จบลงแค่วันนั้นแต่เรายังเอาวันแย่ๆ วันนั้นมาคิดต่อ ติดพัน ค้างคาอยู่ในหัวใจ นั่นคือเหตุผลที่ความทุกข์ไม่ยอมจางหายไปและความทุกข์ได้อยู่กับเรายาวนานกว่าที่เป็นจริง ไม่เป็นไรหรอกถ้าวันนี้จะเป็นวันที่แย่ไม่เป็นไรหรอกหากทุกอย่างจะไม่เป็นเหมือนใจเราแค่หยุดวันนี้ ไว้แค่วันนี้แล้วปล่อยให้วันใหม่ได้ทำหน้าที่ของมัน

เหตุผลที่เราไม่ควรร้องไห้เพราะเขาอีกต่อไป

ความสัมพันธ์ที่มีนามว่าความรักคือคำสั้นๆ ที่ทำให้คนเราเสียน้ำตาได้มากที่สุดบางครั้ง ในความสัมพันธ์ เราเสียน้ำตาเมื่อความสุขเอ่อล้นในหัวใจแต่บ่อยครั้ง ในความสัมพันธ์ เราเสียน้ำตาเพราะว่า รู้สึกเสียใจ ความเสียใจมาจากความผิดหวังและความผิดหวังมาจากความคาดหวังยิ่งเราเคยคาดหวังกับความสัมพันธ์มากเพียงใดเราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะผิดหวัง เสียใจจากความสัมพันธ์นั้นมากเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นการมีความหวังในความสัมพันธ์ย่อมดีกว่าเพราะคงไม่มีอะไรแย่เท่าการตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่หมดหวัง สิ่งที่แปลกคือ แม้กระทั่งในวันที่ความสัมพันธ์นั้นได้จบลงไปแล้ว แต่บางคนก็ยังคงร้องไห้ เสียน้ำตาให้กับความสัมพันธ์เก่าๆ เหล่านั้น และนี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงไม่ควรที่จะร้องไห้เพราะเขาอีกต่อไป 1.อดีตผ่านไปแล้ว และเราแก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่มีใครควรเสียน้ำตาให้กับสิ่งที่ไม่ย้อนคืน เราต้องยอมรับให้ได้ว่า เวลาที่เราอยู่ตรงนี้ วินาทีนี้ คือปัจจุบัน ปัจจุบันที่ไม่มีเขา ปัจจุบันที่มีเพียงเรา ส่วนเรื่องราวและผู้คนที่เราร้องไห้ให้นั้น คือเรื่องราวและผู้คนในอดีต ที่ถึงอย่างไรก็คงไม่ย้อนกลับมา แท้จริงชีวิตของคนเราควรมองไปข้างหน้า และอยู่กับปัจจุบัน เราใช้เวลากับการเสียน้ำตาให้อดีตมามากจนเกินไปแล้ว 2. เมื่อเขาไม่ได้เห็นว่าเราสำคัญอีกต่อไป แล้วทำไมเราถึงต้องรู้สึกไปเองว่า เขายังสำคัญ คนเราทุกคนมีคุณค่า ตัวของเราเองก็มีคุณค่า ถ้าเลือกได้ใครๆ ก็อยากมีความรักที่สุขสมหวัง แต่เมื่อเลือกไม่ได้ เราก็ต้องเข้าใจว่า ความผิดหวังคือส่วนหนึ่งของชีวิต การยอมรับความผิดหวัง คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราไปต่อได้ การยอมรับว่า เราไม่ได้สำคัญกับเขาอีกต่อไป จะช่วยให้เราเข้าใจว่า ทำไมเราถึงไม่ควรเสียเวลามาร้องไห้ให้กับเขาอีกแล้ว เพราะยิ่งเขามองว่าเราไม่สำคัญ เรายิ่งต้องให้ความสำคัญกับตัวเราเอง 3.เราดูดีที่สุดตอนยิ้ม ไม่ใช่ตอนที่เราร้องไห้ ผู้หญิงที่สวยที่สุดในตัวเรา ผู้ชายที่หล่อที่สุดในตัวเราคือคนที่กำลังยิ้มอยู่ […]

เหตุผลที่เรายังไม่ควรรักใคร

ความรักเป็นสิ่งสวยงามเรื่องนี้เป็นความจริงที่ไม่ว่าใครก็ยากจะปฏิเสธผมเองก็ยอมรับในความงดงามของความรักและปราถนาในความรักเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นความรักก็เหมือนทุกสิ่งไม่ใช่ว่าจะเหมาะสมกับทุกคนในทุกสถานการณ์โดยเฉพาะความรัก เป็นเรื่องมากกว่าแค่รักแต่ความรักเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตแต่ความรักเป็นเรื่องของการบริหารจัดการความสัมพันธ์ความรักจึงไม่ใช่เรื่องง่ายแค่รักแต่ความรักเรียกร้องความเข้าใจ และต้องการความรับผิดชอบ คนทุกคนควรมีความรัก และควรรักใครถ้าหัวใจบอกว่ารัก แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกครั้ง และไม่ใช่ทุกเวลาที่ความรักเพรียกหา แล้วเราต้องกระโจนลงไปในความรักเสมอ บางครั้ง บางครา แม้อาจดูเหมือนมีเหตุผลมากมายที่เราจะรักใครบางคน แต่มันก็มีบางเหตุผลเหมือนกัน ที่บอกให้เรารู้ว่า เรายังไม่ควรที่จะรัก และเรายังไม่พร้อมที่จะรัก อย่าเพิ่งรักใคร ถ้าเรารู้ตัวว่า ไม่พร้อมรับมือกับความเสียใจ ความรักไม่ได้นำพามาซึ่งสุขสมหวังเสมอไปหรอก ในทางตรงกันข้าม คนเราต้องยอมพบเจอกับความผิดหวังนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อที่จะได้พบเจอความสมหวังในความรักสักหนึ่งครั้ง เป็นการสมหวังในความรัก ครั้งที่จะอยู่กับเราตลอดไป แต่ถ้าเรารู้สึกว่า ใจเรายังอ่อนแอเกินกว่าที่จะเสียใจ เปราะบางเกินกว่าจะรับแรงกระแทกของความผิดหวังได้ไหวในตอนนี้ การเก็บหัวใจไว้รอวันที่พร้อม ไม่มีคำว่าสายเกินไป จงรักใครเพราะว่ารัก อย่ารักใครเพียงเพราะว่าเหงา บ่อยครั้ง ความเหงาทำให้รู้สึกว่า เราต้องการใครสักคนแต่ความรู้สึกว่า เราต้องการใครสักคน นั่นไม่ใช่ความรู้สึกเดียวกันกับความรักเพราะความรัก คือ ความรู้สึกที่ว่า เราอยากมีใครคนนั้นไปตลอดชีวิต อย่าให้ความเหงา หลอกว่าเรากำลังต้องการความรัก เพราะความรักที่เกิดขึ้นจากความเหงา มักไม่ยืนยาว และสร้างความปวดร้าวให้หัวใจของคนสองคนได้เสมอ รักในวันที่เราพร้อมเป็นผู้ให้ ความรักไม่ใช่การเรียกร้องความรักไม่ใช่การสนองความปราถนาใดของตนเองความรักคือความสุขที่ได้ให้และความพอใจที่เห็นคนที่เรารักมีความสุข ความรักต้องการความเสียสละเมื่อเรารักใคร เราอาจต้องยอมสละความเป็นเราไปครึ่งหนึ่งเพื่อที่เราจะเป็นเราที่พอดีกันกับอีกครึ่งหนึ่งที่เราตามหามาตลอดชีวิต เมื่อจะมีความรัก จงแน่ใจเสียก่อนว่า เราพร้อมที่จะเป็นฝ่ายให้ ไม่ได้หวังเพียงแค่จะเป็นฝ่ายรับ

วิธีรับมือพายุที่เข้ามาในชีวิต : เมื่อเราต่างมีพายุลูกนั้นเป็นของตัวเอง

เช้าวันนี้ สิ่งที่อยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่คือเรื่องราวของพายุปาบึกที่พัดพาเข้ามาในบริเวณจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยสร้างความเสียหายและสูญเสียไปไม่น้อย แต่ในท่ามกลางความมืดมิดของพายุก็มีแสงสว่างบางอย่างให้เราได้มองเห็นเป็นแสงสว่างที่เกิดขึ้นจากการเตรียมพร้อมรับมือกับพายุทำให้ภัยธรรมชาติครั้งนี้แม้เลวร้าย แต่ไม่ร้ายแรงเท่าที่กังวลเป็นเพราะเมื่อรู้ว่า พายุจะเข้ามาไม่มีใครประมาททุกคนร่วมใจกันเตรียมรับมือกับพายุ ในมุมหนึ่ง เราทุกคนก็มีช่วงเวลาที่พบเจอพายุพัดพาเข้ามาในชีวิตของเรา เป็นพายุที่เข้ามาในชื่อของปัญหา เป็นพายุที่เข้ามาในชื่อของอุปสรรค เป็นพายุที่เข้ามาในนามของความเปลี่ยนแปลง เราทุกคนบนโลกใบนี้ ต่างต้องเจอพายุลูกนั้นของชีวิตด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่ทำให้คนแต่ละคนผ่านพายุที่พัดเข้ามาในชีวิตได้ คือ วิธีการที่เราใช้ในการรับมือพายุลูกนั้น และการที่เราจะรับมือกับพายุได้เราต้องยอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าแม้ในวันที่ชีวิตของเราดูสงบ สุข และสดใสนั่นไม่ได้แปลว่า เราจะไม่เจอปัญหา หรืออุปสรรคใดๆ เข้ามาในชีวิต ในทางตรงกันข้ามพายุแห่งปัญหาจะเข้ามาพัดพาชีวิตเราอย่างไม่ทันตั้งตัว เราจึงต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอว่าวันนี้เราสุข พรุ่งนี้เราอาจทุกข์วันนี้เป็นวันที่ดี พรุ่งนี้อาจเป็นวันที่แย่ การเตรียมพร้อมรับมือกับพายุที่เข้ามาไม่ได้ช่วยให้พายุไม่เข้ามาถึงอย่างไรปัญหา อุปสรรคก็จะเข้ามาในชีวิตของเราอยู่ดี แต่การเตรียมพร้อมจะทำให้เรามีสติและสตินี่แหละที่จะนำพาเราผ่านปัญหาทั้งปวงไปได้แน่นอนว่า อาจเปียกปอนแน่นอนว่า อาจมีบางส่วนในหัวใจของเรากลายเป็นซากปรักหักพัง ถึงอย่างนั้น ในวันที่ผ่านมาได้เราก็จะรู้ว่า แม้เราไม่อาจแก้ไขอดีตที่ผ่านมาแล้วได้แต่เราสามารถสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้ใหม่อีกครั้ง ไม่สำคัญว่าจะต้องเจอพายุแห่งชีวิตอีกกี่ลูกไม่สำคัญว่าจะต้องเผชิญปัญหาต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาอีกกี่ครั้ง สำคัญคือทุกครั้งที่ผ่านมาได้เราไม่ลังเลใจที่จะเริ่มใหม่ทุกครั้งด้วยความหวังถึงสิ่งที่ดีงามยิ่งกว่าเดิม เพราะไม่มีพายุลูกไหนที่จะไม่ผ่านไป

จงมีความสุขให้ได้ แม้ในวันที่ทุกข์มาเยือน

หากชีวิตของคนเราเป็นฤดูกาลก็คงเป็นชีวิตที่มีฤดูกาลผลัดเปลี่ยนเวียนหมุนกันไปฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว ชีวิตเรา ก็มีฤดูแห่งความสุข ฤดูแห่งความทุกข์ และฤดูที่รู้สึกหน่วงๆ ในหัวใจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ในความเป็นจริงเราต่างก็ปราถนาให้ชีวิตของเรามีแต่ความสุขพบเจอแต่เส้นทางที่ราบรื่นและเรียบง่ายไม่มีอุปสรรค ปราศจากขวากหนาม แต่ในความเป็นจริงชีวิตจะไม่ปฏิบัติต่อเราอย่างนั้นชีวิตจะนำพาความลำบาก นำพาปัญหาและเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เป็นอย่างใจมาให้เราได้พบเจอ ใครๆ ก็อยากมีความสุข แต่ชีวิตก็ขยันพาความทุกข์มาให้เรา บางทีนะ, บางที คงจะดีถ้าเราไม่ปล่อยให้ความสุขของเราแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่ต้องเจอ เวลามีความสุข เราอาจสุขตาม แต่เวลาเจอความทุกข์ ใจเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ตาม เพราะไม่ว่าอะไรก็ตามจะเกิดขึ้นกับเราสิ่งนั้นเป็นเพียงสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบกับหัวใจของเราแต่ใจของเราจะโอนอ่อนไปทางไหนขึ้นอยู่กับหัวใจของเราเอง ทุกข์เข้ามาเราก็สุขกลับไปได้ถ้าเราเข้าใจว่า ความทุกข์นั้นเป็นครู เข้ามาเพื่อสอนบทเรียนให้เราและยิ่งเข้าใจว่า ความทุกข์นั้นเป็นของชั่วคราวมาแล้วก็หายไป เวลาที่มีความสุขจงสุขให้เต็มที่อย่างดอกไม้ที่ผลิบานเวลาที่มีความทุกข์ก็จงมีความสุขเช่นกันสุขเพื่อให้รู้ว่า ความทุกข์นั้นไม่แข็งแกร่งพอชนะใจเรา