คุณค่าของเราไม่ใช่สิ่งที่ต้องได้รับการยืนยันด้วยความคิดเห็นของคนอื่น

แน่นอนว่า เป็นใครก็ชื่นชอบคำชื่นชมแน่นอนว่า เป็นใครก็รู้สึกดีกับการที่คนอื่นมองเห็นคุณค่าของเราแน่นอนว่า เป็นใครก็อยากให้มีแต่คนที่รักเรา แต่ในความเป็นจริงเราทุกคนก็รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะชื่นชมเราเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะมองเห็นคุณค่าของเราและยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะรักเรา การถูกมองข้ามเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต การมีคนไม่รักเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แม้ในความธรรมดานั้นจะเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเจอ แต่มันคือความจริงที่เราทุกคนต้องเผชิญ บนโลกใบนี้การกระทำอะไรก็ตามของเราจะส่งผลกระทบต่อสิ่งอื่นและคนอื่นเสมอไม่ว่าจะส่งผลกระทบมากหรือน้อยก็ตามและโดยไม่ตั้งใจหลายครั้งการกระทำของเราก็อาจส่งผลให้ใครบางคนไม่ชอบเรา ความทุกข์มีหลายชนิดแต่หลักๆ คือ ความทุกข์ที่เกิดจากปัจจัยที่เราควบคุมได้กับความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่เราควบคุมได้คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยความคิดของตัวเราเอง ส่วนความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ได้แก่ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยความคิดของคนอื่น ใช่, เราควบคุมความคิดของคนอื่นไม่ได้หรอกคนอื่นอาจชอบเรา หรืออาจจะชังเราเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำอะไรกับความคิดของเขาได้ สิ่งที่เราทำได้คืออย่าไปกังวลกับความคิดของคนอื่นและอย่ายอมให้ความคิดเห็นของคนอื่นตัดสินคุณค่าของเรา เขาชอบเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า เรามีค่าเหนือใครเขาชังเรา ก็ไม่ได้แปลว่า เราด้อยค่ากว่าใคร สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราเป็น ทัศนคติที่เรามีต่อตัวเองและผู้อื่นต่างหากที่จะกำหนดว่า เราเป็นคนแบบไหน และมีคุณค่าอย่างไร ความคิดของเราต่างหากที่ตัดสินคุณค่าในตัวเรา

จงเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางผู้คนแบบที่เราอยากจะเป็น

แน่นอนครับว่าไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในเรื่องที่คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่สำหรับผมยังคงมีคำถามเสมอว่าจริงหรือไม่ที่คนเราเลือกที่จะเป็นไม่ได้เพราะผมเชื่อเสมอมาว่าคนเราเลือกได้ที่จะเป็น ถึงอย่างนั้นหลายคนอาจเถียงว่าเขาเลือกแล้วที่จะเป็นอะไรแล้วด้วยเหตุผลใดเขาถึงไม่ได้เป็นในสิ่งที่เขาต้องการ ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ การที่คนเราจะเป็นอะไร หรือคนเราจะเป็นอย่างไร 50% อยู่ที่ตัวของเรา อีก 50% อยู่ที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา คนเรามักใส่ใจกับ 50% แรก แต่มองข้าม 50% หลัง ดังนั้น แม้คนๆ นั้นจะพยายามมากสักเท่าไหร่ที่จะเป็นในสิ่งที่ต้องการแต่เขาไม่ได้เอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ สมัยก่อนนักร้องดังๆ มักจะเริ่มต้นจากการเป็นคนยกของในวงดนตรีเพราะเขารู้ว่า อยากเป็นอะไรให้เอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น นักเขียน, ศิลปิน หลายคนฝากตัวไปเป็นลูกศิษย์ของนักเขียน หรือศิลปินชื่อดังแม้ไม่ได้รับค่าตอบแทนอะไรเพียงเพราะเขาอยากเห็นวิถีชีวิต และวิธีการทำงานของคนแบบที่เขาอยากจะเป็นเพราะเขารู้ว่า อยากเป็นอะไรให้เอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น คนเราทุกคนมีความฝันและมีเป้าหมายในชีวิตความแตกต่างคือบางคนเชื่อว่าเขาเลือกที่จะเป็นไม่ได้แต่บางคนเชื่อว่า เขาเลือกได้ที่จะเป็น บางทีจุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้อยู่ที่เราเริ่มต้นด้วยความเชื่อแบบใด

ชีวิตคือการเรียนรู้จากเรื่องราวระหว่างทาง

หากชีวิตคือการเดินทางบ่อยครั้งที่คนเรามัวแต่สนใจที่จุดหมายจนลืมดื่มด่ำกับบรรยากาศระหว่างทางที่เราได้เดินทางผ่านมา ในการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางนั้น แน่นอนว่า ไม่ได้มีแต่ความสุข หรือความสบายให้เราได้ซึมซับหรอก หลายครั้ง และบ่อยครั้ง เป็นความทุกข์ เป็นความเศร้าที่ผ่านเข้ามา เป็นสิ่งที่หากเป็นไปได้ เราอยากจะผ่านมันไปให้ไวที่สุด และอยากจะลืมเลือนว่า เรื่องราวเหล่านั้นเคยเกิดขึ้น ทั้งที่ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปดูสักนิด เราจะพบว่า มีอะไรๆ มากมายเหลือเกินให้เราได้เรียนรู้ ลุงของผมจบการศึกษาระดับชั้นประถม 4ครอบครัวของเราตอนนั้น ปู่ ย่า ไม่ได้มีฐานะดีมากนักทำให้ไม่สามารถส่งเสียลูกแต่ละคนให้จบการศึกษาระดับสูงได้ แต่ลุงของผมเป็นคนที่รักในการเรียนรู้แม้จะจบเพียงชั้นประถม 4 แต่ลุงของผมสามารถเล่นดนตรีเป็นและสามารถสนทนาภาษาอังกฤษกับชาวต่างประเทศได้แน่นอนว่า แม้สำเนียงจะไม่ดี และแกรมม่าไม่ได้เป๊ะแต่ความรู้ด้านภาษาของลุงก็มากพอที่จะคุยกับชาวต่างชาติได้อย่างสบาย ผมถามลุงว่า ลุงเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากไหนลุงผมบอกว่า ลุงเรียนภาษาอังกฤษจากการอ่านหนังสือด้วยตนเองที่สำคัญ ลุงเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากระหว่างทาง ในการเดินทาง ถ้าเราสังเกต จะมีป้ายบอกทาง และป้ายโฆษณาต่างๆ ตั้งไว้ริมทางและหากเราพิจารณาให้ดีป้ายเหล่านั้นที่เป็นภาษาไทยมักจะมีภาษาอังกฤษกำกับอยู่ ลุงของผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจากป้ายเหล่านั้น เป็นการเรียนรู้จากเรื่องราวระหว่างทางที่แท้จริง นั่นทำให้ผมตระหนักว่าไม่แค่การเรียนภาษาอังกฤษหรอกแต่ในการเรียนรู้ของชีวิตหากเราไม่มองข้ามระหว่างทางไม่เอาแต่มุ่งไปที่จุดหมายแต่มองรายละเอียดจากสิ่งที่เราผ่านมาบ้าง เรื่องราวระหว่างทางที่ผ่านมาของเราจะเป็นบทเรียนชั้นดีให้เราได้เรียนรู้ และไม่ว่า เรื่องสุข หรือเศร้าที่เราเคยเจอไม่มีเรื่องไหนที่เข้ามาอย่างสูญเปล่าอีกต่อไป เพราะทุกเรื่องคือบทเรียนของเรา

เพราะอะไรเราถีงควรสนิทกับความเหงาไว้บ้าง

น่าจะมีคนไปค้นคว้าเสียทีว่า โลกใบนี้มีความเหงาเกิดขึ้นมานานเท่าไหร่แล้ว สมัยที่เรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ แล้วต้องออกเดินล่าเพียงลำพังในผืนป่า เราจะรู้สึกเหงาเหมือนสมัยปัจจุบันที่เราต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังท่ามกลางตึกสูงตระหง่านหรือเปล่า ในยุคนี้ ความเหงาดูราวกับเป็นเรื่องโหดร้าย สินค้ามากมายถูกออกแบบมาเพื่อคลายความเหงาให้กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ หนังสือ และแอพพลิแคลชั่นต่างๆ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้เรามี “อะไรทำ” จะได้ไม่ต้องจมอยู่กับความเหงา แม้กับความสัมพันธ์ บางครั้ง บางคนยังใช้ความสัมพันธ์เป็นเกราะกำบังความเหงา เมื่อเขาพบว่า การต้องนอนเพียงลำพัง การไม่มีใครให้บอกว่ารัก เป็นชีวิตที่แสนเดียวดาย จริงอยู่ ความเหงาอาจไม่ใช่เพื่อนที่น่ารัก แต่ใช่ไหมว่า หากเป็นคนความเหงาก็ไม่ควรนับเป็นศัตรู เพราะหากให้พูดอย่างตรงไปตรงมา ความเหงาไม่เคยทำร้ายเรา อย่างน้อยก็ไม่เท่ากับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของผู้คน หากความเหงาเป็นมนุษย์ ความเหงาคงเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ที่อาจพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ และออกจะขี้อายเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อนคนนี้ไม่เคยทำในสิ่งที่เพื่อนเขาจะไม่ทำกัน เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยทิ้งเราไว้กลางทาง เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยหมดรักเรา เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยเอาเราไปนินทา และเพื่อนที่ชื่อความเหงา คือ เพื่อนที่เปิดโอกาสให้เราได้อยู่กับตัวเอง อย่าหวาดกลัวความเหงา ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ลองทำความรู้จัก สนิทกับความเหงาดูบ้าง เพราะในโลกของความเหงา ไม่มีใครต้องเสียน้ำตาเพราะว่าใครหมดใจ

เรื่องง่ายๆ ที่ผู้ชาย (บางคน) (อาจ) ไม่รู้

สมัยตอนที่ผมเป็นเด็ก เคยมีเพลงๆ หนึ่ง ของคุณปาน ธนพร ดังมากชื่อเพลงประมาณว่า “เรื่องง่ายๆ ที่ผู้ชายไม่รู้”เนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องราวต่างๆ ที่ผู้ชายไม่รู้และเรื่องราวเหล่านั้น ก็มักเป็นเรื่องความรู้สึกของผู้หญิงแม้สำหรับผม การจะเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงไม่ควรจัดอยู่ในหมวดง่ายแต่ก็มีบางเรื่องที่ผมคิดว่า ผู้ชายอย่างเราควรรู้นะครับ 1.ส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงจะเป็นคนที่ชอบง่าย รักยาก และเลิกรักยากยิ่งกว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ จะค่อนข้างปลื้ม หรือชื่นชมคนง่ายครับแต่ความปลื้ม และความชื่นชมนั้น ไม่ใช่ความรัก เพราะสำหรับการที่จะรักใครสักคน ผู้หญิงส่วนใหญ่ค่อนข้างรักคนยากเลยแล้วที่ผู้หญิงรักใครยากก็ไม่ใช่อะไร เพราะว่า ผู้หญิงเลิกรักยากเช่นกัน ดังนั้น ถ้ายังไม่แน่ใจว่า คนๆ นั้นจะเป็นคนที่ใช่จริงๆ หรือเปล่าผู้หญิงก็มักยังไม่ตกลงปลงใจด้วยเท่าไหร่ เพราะรู้ว่า หากตกลงปลงใจคบกันไปแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ผู้หญิงคนนั้นมักจะเลิกรักได้ยากมากๆ 2.ถึงผู้หญิงจะเลิกรักยาก แต่ถ้าผู้หญิงหมดรักแล้ว จะหมดรักเลย เมื่อไหร่ก็ตาม ที่คุณทำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง หมดรักไปแล้วจริงๆ ส่วนใหญ่แล้วให้เลิกคิดถึงการหวนคืนกลับมาดีกันดังเดิมเลยครับ เพราะสำหรับผู้หญิงคนนั้น คุณจะไม่มีตัวตนอะไรกับเธออีกต่อไปสำหรับเธอ คุณได้ตายไปจากใจแล้ว เพราะคุณจะไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาในความรักของเธอได้อีกเลบ 3.ผู้หญิงเข้มแข็งกว่าที่เราคิด และน้ำตาไม่ได้แปลว่า อ่อนแอเลย ผู้หญิงส่วนใหญ่ ดูเป็นคนที่มีความอ่อนไหว อ่อนโยน แต่อย่าตีความว่าความอ่อนไหว หรืออ่อนโยนเป็นความอ่อนแอเลยนะครับ เพราะในความเป็นจริง […]

วันที่ร้ายๆ สร้างความหมายให้วันที่ดีๆ

ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ต่อให้เราอยากจะให้วันทุกวันเป็นวันที่ดี แต่วันบางวันมันก็ไม่ดีอย่างที่เราคิดเท่าไหร่ มักมีปัญหา หรือสิ่งต่างๆ ที่ไม่เป็นใจมาให้เราได้พบเจอ จนถ้าหากทำได้ เราก็อยากที่จะกดข้ามวันนั้นไปเลย เผื่อที่จะตื่นเช้ามาเป็นวันใหม่ ถึงอย่างนั้น ในความเป็นจริง เราก็ไม่สามารถกดข้ามวันที่แย่ๆ ไปได้ แต่ถึงเราจะกดข้ามไม่ได้ แต่ตราบใดที่เวลายังคงเดินไปข้างหน้าเสมอ วันที่แย่ๆ เวลาที่ไม่เป็นใจ ก็จะค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านเราไปในทุกนาที รู้ตัวอีกทีวันเหล่านั้นก็กลายเป็นอดีตแล้ว ในความเป็นจริง วันที่แย่ๆ เหล่านั้นนี่แหละ ที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของวันที่ดีๆ เพราะหากทุกวันเป็นวันที่ดีๆ เป็นวันที่เป็นอย่างใจของเรา วันที่ดีๆ เหล่านั้นก็คงไม่มีความหมาย เพราะกลายเป็นความเคยชิน ที่เราเลือกการมองข้าม มากกว่าที่จะมองเห็นหรือให้ค่ากับวันดีๆ เหล่านั้น ที่สำคัญ วันที่แย่ๆ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดวันที่ดีๆ ขึ้น เพราะในวันที่แย่ๆ อย่างนั้น ชีวิตมักมอบบทเรียนที่ล้ำค่าให้กับเรา เป็นบทเรียนที่สอนให้เรารู้ว่า เราจะหลีกเลี่ยงวันแย่ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกอย่างไร และเราจะมีวันที่ดีๆ ได้อย่างไร ในวันที่เรารู้สึกว่า มันเป็นวันที่แย่ หรือว่า เป็นวันที่ไม่ดี อย่าได้กลัว หรือว่า หวาดหวั่น เพราะวันแย่ๆ ก็เหมือนความมืดมิด ที่จะทำให้เรามองเห็นวันดีๆ ที่เป็นดั่งแสง […]

พรุ่งนี้คือวันที่ยังมาไม่ถึง วันนี้คือวันที่มีอยู่จริง

สองสิ่งที่ทำให้คนเรามีความทุกข์กับชีวิตสิ่งหนึ่งอาจดูเป็นด้านบวก สิ่งหนึ่งอาจดูเป็นด้านลบแต่ทั้งสองสิ่งต่างมอบความเศร้าให้กับเราได้ การคาดหวัง แท้จริงแล้ว ชีวิตของคนเราควรมีความหวังและการมีความหวังเป็นเรื่องงดงามของชีวิตความหวังคือพลังที่ขับเคลื่อนให้คนเราเดินหน้าไปต่อ ความหวังไม่ต่างอะไรจากแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดความหวังไม่ผิดอะไรไปจากสายน้ำท่ามกลางความเหือดแห้งของฤดูร้อน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความหวังเปลี่ยนเป็นความคาดหวังเมื่อนั้น ความทุกข์จะเข้ามาแทนที่ความสุข การคาดหวัง คือ การคาดว่า ความหวังนั้นจะเป็นจริงหากความหวังคือระหว่างทางที่สวยงามการคาดหวัง ก็อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ปลายทางเรารู้สึกหม่นเศร้า ชีวิตของคนเราควรมีความหวังแต่อย่าคาดหวังมากจนเกินไปทำแต่ละวัน แต่ละก้าว แต่ละนาทีอย่างมีความสุขหากเราทำวันทุกวันให้ดี ปลายทางจะเป็นอย่างไรไม่มีอะไรต้องเสียใจ ความกังวล ความกังวล คือการเอาทุกข์ของวันข้างหน้ามาไว้กับวันนี้ความกังวล คือการเอาความคิดด้านลบมากลบปัจจุบัน จริงอยู่ ความกังวลอาจมีข้อดีบ้างที่ทำให้เราไม่ประมาทกับชีวิต อะไรก็ตาม หากอยู่ในความพอดีก็อาจมีแง่มุมที่ดีแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความพอดีกลายเป็นน้อยไป หรือว่ามากไปสุดท้ายแล้ว จะสร้างปัญหาให้กับความรู้สึกของเรามากกว่าประโยชน์ ความกังวลก็เช่นกันเรามีความกังวลได้แต่อย่างให้ความกังวลทำให้เราเป็นทุกข์จนมองไม่เห็นความสุขของปัจจุบัน พรุ่งนี้ในวันนี้ สุดท้ายแล้ววันพรุ่งนี้ คือ วันหน้าของวันนี้วันนี้วันพรุ่งนี้ยังมาไม่ถึงเราก็ยังไม่ต้องรีบเร่งให้วันพรุ่งนี้มาถึงด้วยการเอาความคาดหวัง หรือความกังวลซึ่งเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้มาใส่ในวันนี้ เราต้องเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่าทำวันนี้ให้ดีแล้ววันพรุ่งนี้จะดีเอง

เราจะลดน้ำหนักของความทุกข์ได้อย่างไร

ตอนนี้กระแสเรื่องของการรักสุขภาพเป็นเรื่องที่กำลังมาแรงผู้คนต่างหันมาสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพของตัวเองโดยเฉพาะเรื่องของการลดน้ำหนัก การควบคุมน้ำหนักให้มีรูปร่างที่ดี เพื่อที่จะมีสุขภาพที่ดี ในการลดน้ำหนักตัว มีหลักเกณ์ในการลดมากมายแต่หัวใจสำคัญของการลดน้ำหนักทุกสูตรคือ การที่กินเข้ามาให้น้อยกว่ากำลังกายที่ออกไป นอกจากเรื่องของการลดน้ำหนักแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่เราควรมาใส่ใจกันคือการลดน้ำหนักความทุกข์ในหัวใจของเราเอง เพราะความทุกข์เป็นสิ่งที่มีน้ำหนักและแต่ละวันที่ผ่านไป เป็นเราเองที่สะสมพลังงานของความทุกข์ไว้ในหัวใจมากมายโดยที่เราไม่ได้เอาออกไปบ้าง หากจะอยากลดน้ำหนักของความทุกข์ลง เราต้องพยายามที่จะไม่นำเข้า แบกรับความทุกข์ใหม่ๆ เข้ามาในหัวใจ และรู้จักที่จะออกกำลังเอาความทุกข์ไปจากหัวใจ การออกกำลังใจ คือ การมีทัศนคติที่ดี การมองโลกที่แง่บวก ยิ่งเรามีทัศนคติที่ดี ยิ่งเรามองโลกในแง่บวก ความทุกข์ในหัวใจก็จะยิ่งถูกขับออกไปมากเท่านั้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราไม่เอาความทุกข์เข้ามา และเราขับไล่ความทุกข์ออกไปน้ำหนักของความทุกข์ในหัวใจของเราก็จะไม่เหลือและเราก็จะไม่รู้สึกหนักใจอีกต่อไป เพราะความสุขคือการมีหัวใจที่เบาสบาย

ความทรงจำที่งดงาม ก็ยังเป็นแค่ความทรงจำ

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเราติดอยู่กับที่ไม่อาจก้าวเดินไปต่อไปในวันข้างหน้าคือการยึดติดกับความทรงจำ ไม่ใช่แค่ความทรงจำเก่าๆ ในเรื่องราวแย่ๆ เท่านั้นที่ทำให้ชีวิตของเราไม่ก้าวเดินไปไหนแต่บางครั้ง ความทรงจำดีๆ ด้วยที่ทำให้เราไม่อยากก้าวเดินต่อไป คนบางคนเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่ยังเอาความคิดของตัวเองไปผูกไว้กับเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตอยู่เสมอและคาดหวังว่า มันจะดีอย่างเดิมพอไม่เป็นอย่างที่คิด ก็ไปคิดเองว่า สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี คนหลายคน เริ่มต้นกับคนรักคนใหม่ แต่ก็ยังคงคิดถึงคนรักคนเก่าที่จากมา ยังตัดใจจากเขาไม่ได้จริงๆ สร้างความเจ็บปวดขึ้นมาในหัวใจ ทั้งหัวใจของเราเอง และหัวใจของคนใหม่ที่เขาไม่ได้รับรู้เรื่องราวใดๆ ด้วย อดีต ปัจจุบัน อนาคตคือช่วงเวลาที่แยกขาดออกจากกันแต่แปลกที่เราชอบเอามาปนกันจนกลายเป็นความทุกข์ใจมากกว่าความสุขใจ ความทรงจำ แสนดีแค่ไหนก็เป็นแค่ความทรงจำวันนี้ ปัจจุบัน ขณะนี้ต่างหากคือช่วงเวลาที่เรามีอยู่จริงและเราควรใช้มันไปอย่างคนที่มีความสุข ความทรงจำดีๆ ก็เหมือนภาพถ่ายเราจะย้อนกลับไปมองบ่อยแค่ไหนก็ได้แต่สิ่งสำคัญ คือ บางครั้งเราต้องเงยหน้าขึ้นมาจากภาพถ่ายและมองความงดงามที่กำลังเกิดขึ้นข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายมากที่สุด

กฎข้อแรกของการใช้ชีวิต คือเป็นตัวของตัวเอง

ยิ่งเราอายุมากขึ้นได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิตได้พบเจอกับผู้คนมากมายได้ตกหลุมรัก และได้เป็นคนที่ถูกรักได้เป็นคนที่หมดรัก และได้เป็นคนที่ถูกหมดรักเรายิ่งพบกับตัวเองว่า เราเป็นตัวของตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ คนเราเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุดตอนเป็นเด็กและยิ่งเราโตมากขึ้นไม่ว่าด้วยกรอบของสังคม หรือว่าด้วยความคาดหวังของใครจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเราเป็นตัวของตัวเองน้อยกว่าที่เคยเป็นมา เราเริ่มแต่งตัวตามคนอื่นใช้ชีวิตในวิถีทางของคนอื่นทำตามความคาดหวังของคนอื่นยอมเปลี่ยนตัวเองเป็นคนอื่นเพื่อให้คนอื่นมารักเรา ทั้งที่ในความจริง เราคงดีใจมากกว่า ถ้าจะมีใครสักคนรักเรา และภูมิใจในตัวเรา จากสิ่งที่เราเป็น จากตัวตนของเราจริงๆ ไม่ใช่เพราะเราเป็นอย่างที่ใครคาดหวัง ยิ่งโตมากขึ้นเรายิ่งเป็นตัวเองน้อยลงแต่ยิ่งโตมากขึ้นเรายิ่งต้องเป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้น เพราะไม่ว่าจะสุข หรือจะทุกข์หากเป็นไปได้ เราคงอยากเป็นตัวของตัวเองยิ้มก็ยิ้มอย่างที่เราเป็นร้องไห้ก็ร้องไห้อย่างที่เป็นเรา เพราะการใช้ชีวิตด้วยการเป็นคนอื่นมันฝืนจนเกินไป