ความทรงจำที่งดงาม ก็ยังเป็นแค่ความทรงจำ

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเราติดอยู่กับที่ไม่อาจก้าวเดินไปต่อไปในวันข้างหน้าคือการยึดติดกับความทรงจำ ไม่ใช่แค่ความทรงจำเก่าๆ ในเรื่องราวแย่ๆ เท่านั้นที่ทำให้ชีวิตของเราไม่ก้าวเดินไปไหนแต่บางครั้ง ความทรงจำดีๆ ด้วยที่ทำให้เราไม่อยากก้าวเดินต่อไป คนบางคนเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่ยังเอาความคิดของตัวเองไปผูกไว้กับเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตอยู่เสมอและคาดหวังว่า มันจะดีอย่างเดิมพอไม่เป็นอย่างที่คิด ก็ไปคิดเองว่า สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี คนหลายคน เริ่มต้นกับคนรักคนใหม่ แต่ก็ยังคงคิดถึงคนรักคนเก่าที่จากมา ยังตัดใจจากเขาไม่ได้จริงๆ สร้างความเจ็บปวดขึ้นมาในหัวใจ ทั้งหัวใจของเราเอง และหัวใจของคนใหม่ที่เขาไม่ได้รับรู้เรื่องราวใดๆ ด้วย อดีต ปัจจุบัน อนาคตคือช่วงเวลาที่แยกขาดออกจากกันแต่แปลกที่เราชอบเอามาปนกันจนกลายเป็นความทุกข์ใจมากกว่าความสุขใจ ความทรงจำ แสนดีแค่ไหนก็เป็นแค่ความทรงจำวันนี้ ปัจจุบัน ขณะนี้ต่างหากคือช่วงเวลาที่เรามีอยู่จริงและเราควรใช้มันไปอย่างคนที่มีความสุข ความทรงจำดีๆ ก็เหมือนภาพถ่ายเราจะย้อนกลับไปมองบ่อยแค่ไหนก็ได้แต่สิ่งสำคัญ คือ บางครั้งเราต้องเงยหน้าขึ้นมาจากภาพถ่ายและมองความงดงามที่กำลังเกิดขึ้นข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายมากที่สุด

สิ่งสำคัญของความรัก ไม่ใช่การได้มา แต่คือการรักษาไว้

ลึกๆ แล้ว ต่อให้เราเป็นคนที่หวาดกลัวการมีความรักสักเท่าไหร่แต่ในหัวใจ หากเลือกได้ เราคงอยากที่จะมีความรักที่แท้จริงกับใครสักคน ความรักที่เราไม่ต้องเสียใจความรักที่ไม่รู้สึกเหนื่อย และไม่รู้สึกว่า ต้องพยายามความรักที่เป็นเหมือนพลังงานให้กับหัวใจ เราจึงต่างแสวงหา ตามหา ไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งความรักแม้ว่า จะต้องเสี่ยงกับความเสียใจแต่หัวใจของเราก็จะสั่งให้เราเดินตามหัวใจของตัวเองเสมอ เพราะลึกๆ เราเชื่อว่า แม้จะต้องผิดหวังจากความรักสักกี่ครั้ง แต่การสมหวังจากความรักเพียงแค่ครั้งเดียวที่จะคงอยู่ตลอดไป นั่นก็มากเพียงพอแล้วกับชีวิตของคนหนึ่งคน ถึงอย่างนั้น เราอาจคิดว่า การไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งความรักเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดแล้วของความรักซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยสิ่งสำคัญที่สุดของความรักไม่ใช่การได้มาแต่คือการรักษาความรักนั้นไว้ต่างหาก เพราะถ้าพูดจริงๆ แล้วความรักแม้การได้มาจะเป็นเรื่องยากแต่การรักษาความรักไว้เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าคนมากมายที่ทำให้ความรักเกิดขึ้นมาได้แต่รักษาความรักไว้ไม่ได้เพราะเขาดูแลความรักยังไม่ดีพอจนต้องมานึกเสียใจภายหลัง เราอย่าเป็นคนนั้นเมื่อได้ความรักมาจงดูแลรักษาความรักนั้นให้ดีที่สุดโอบกอดความรักไว้ด้วยหัวใจของเราเหมือนของขวัญอันล้ำค่าที่จะไม่ยอมให้หายไป

ความเหงา คือ ส่วนหนึ่งของวิชาการอยู่กับตัวเองให้เป็น

หากเราเชื่อว่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้คือการเรียนรู้ สิ่งต่างๆ ที่เราต้องพบเจอในแต่ละวัน คงไม่ต่างอะไรจากบทเรียนในแต่ละวิชา ความผิดหวัง การอกหัก อาจเป็นบทเรียนหนึ่งของวิชาการเรียนรู้กับความรัก ความล้มเหลว ความผิดพลาด อาจเป็นอีกบทเรียนของวิชาการที่จะประสบความสำเร็จ ถ้ามองให้เห็น เราจะพบว่าทุกอย่างบนโลกนี้คือบทเรียนที่มีเรื่องราวมากมายให้เราได้เรียนรู้ไม่จบสิ้น แล้วกับสิ่งที่เรียกว่า ความเหงาล่ะมีบทเรียนอยู่ในนั้นด้วยหรือไม่ คำตอบคือใช่สำหรับเรา ความเหงาคือบทเรียนของวิชาการอยู่กับตัวเองให้เป็น ใช่ไหมว่า ในวันๆ หนึ่งเราต้องพบเจอผู้คนมากมายในแต่ละวันกับบางคนเราพบเจอแล้วก็เลยผ่านไปในเวลาไม่ช้านานแต่กับบางคน เมื่อพบเจอแล้วเราก็เผลอเอาใจไปผูกพัน ความผูกพันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขและรู้สึกอบอุ่นในหัวใจแต่ขณะเดียวกัน ความผูกพันก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเราปวดร้าวได้อย่างมากที่สุดเมื่อวันที่ความสัมพันธ์ได้ห่างหายไป ความเหงา คือความรู้สึกโดดเดี่ยวในหัวใจไม่มีใครชอบความเหงาหรอกแต่ถึงอย่างนั้น ความเหงาคือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังจริงๆและช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังเป็นช่วงเวลาที่มีค่าเพราะในช่วงเวลาเหล่านั้นเราจะได้ทบทวนตัวเองอย่างแท้จริงว่าที่ผ่านมาเราเอาหัวใจไปฝากไว้ที่ใครมากไปหรือเปล่า

เมื่อไหร่กัน ที่เราควรพอกับบางความสัมพันธ์เสียที

ไม่ว่ากับความสัมพันธ์ใดหากเป็นไปได้ เราก็คงอยากให้ความสัมพันธ์นั้นคงอยู่ตลอดไปเพราะกับสิ่งที่เรียกว่า ความสัมพันธ์ไม่ใช่ของเล่นเมื่อรักกับใคร เราคงไม่อยากรักๆ เลิกๆแต่ถ้าทำได้ เราคงอยากรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ให้นานที่สุด ถึงอย่างนั้น มันก็มีบางความสัมพันธ์ที่เราอาจต้องตัดใจให้มันจบลงสักทีแม้ว่า ลึกๆ แล้วเรายังอยากรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ก็ตาม 1.ความสัมพันธ์ที่ยิ่งคบกัน ยิ่งเหนื่อยใจ จริงว่า เวลาเรารักใครก็ตามเราอาจไม่ได้คาดหวังสิ่งใดจากความสัมพันธ์นั้นเราแค่ขอให้เรากับเขาเป็นความสุขของกันและกันเป็นพลังให้กันในวันที่เหนื่อยล้าเป็นกำลังใจให้กันในวันที่อ่อนแรง แต่หากความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ยิ่งคบยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งอยู่ด้วยกัน ยิ่งรู้สึกเหมือนห่างไกลกัน ความสัมพันธ์ที่ใครคนนึงวิ่งตาม แต่ใครอีกคนวิ่งหนี ความสัมพันธ์นั้นคงเหนื่อยเกินไปที่เราจะยื้อไว้ 2.ความสัมพันธ์ที่ความคิดต่างกันออกไป แน่นอนว่า ความคิดต่างไม่ใช่เรื่องผิดและคนที่รักกัน ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกอย่างเพราะบ่อยครั้ง ความคิดที่แตกต่างก็ทำให้เราได้มองเรื่องราวอื่นๆ ในมุมใหม่ แต่ที่สำคัญคือความต่างของความคิดนั้นต้องมีทางมาบรรจบกันต้องมีจุดที่มาพบกันที่ตรงกลาง หากความต่างของความคิดนั้นไม่เคยตรงกันและไม่เคยปรับเข้าหากัน เราคงต้องการคู่รัก มากกว่าคนที่จะมาเป็นคู่รบ 3.ความสัมพันธ์ที่คนสองคนต่างหมดรักกันแล้ว แม้เป็นสิ่งที่น่าเศร้า แต่เราคงต้องยอมรับว่าความรักมีวันหมดอายุ สิ่งสำคัญคือเมื่อความรักของคนสองคนหมดอายุและอยู่กันอย่างคนที่ไม่ได้รักกันอีกต่อไปแล้วการที่จะทนฝืนความสัมพันธ์นั้นไว้ไม่ได้ช่วยให้เรารักกันมากขึ้นได้มีแต่จะทำให้ความรู้สึกที่เรามีให้กันมันจมลงไปมากขึ้น บางทีนะ, บางทีในวันที่เราไม่อยากจับมือกันอีกต่อไปแล้วสิ่งง่ายๆ ที่เราทำให้กันได้คือ เราควรปล่อยมือกันไปเสียที

ความรู้สึกของคนข้างๆ เป็นสิ่งที่เปราะบางเกินกว่าจะเฉยชา

ไม่ว่านิยามของความสัมพันธ์ระหว่างเราแต่ละคนจะคืออะไรแต่ในความคิดเห็นของผมการใส่ใจในความรู้สึกของกันและกันควรรวมอยู่ในสิ่งที่ต้องมีในความสัมพันธ์ เมื่อเราพบกัน เมื่อเรารักกันความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่เราสนใจโดยเฉพาะเขาจะรู้สึกกับเราอย่างไรเขาจะคิดกับเราแบบไหนวันที่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเขาจะประทับใจ และมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำร่วมกันหรือเปล่า แต่แปลกที่ ยิ่งความสัมพันธ์ของคนสองคนขยับเข้าใกล้ การใส่ใจในความรู้สึกของกันกลับยิ่งเขยิบห่าง เหมือนก่อนรักกัน เราสนใจความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่พอรักกัน ต่างฝ่ายต่างคิดถึงความรู้สึกของตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ควรเป็นอย่างนั้นเลย ยิ่งรักกัน ยิ่งคบกันมานาน ยิ่งผูกพันกัน ความรู้สึกของอีกฝ่าย ยิ่งเป็นสิ่งที่เราต้องดูแล ยิ่งให้ใจกันยิ่งอยู่ข้างๆ กันหัวใจของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่เรายิ่งต้องทนุถนอม ความรักไม่ได้แปลว่าเราจะเฉยชาและมองข้ามความรู้สึกของอีกคนอย่างไรก็ได้แต่ความรักของการดูแลกันและกันให้ดีที่สุดในทุกด้านรวมถึงด้านของความรู้สึก เพราะเมื่อไหร่ที่ความรู้สึกในหัวใจของใครบางคนแตกสลายต่อให้เคยรักกันมามากเท่าไหร่ก็แทบไม่มีวันจะประกอบกลับมาให้เป็นอย่างเดิม

กฎข้อแรกของการใช้ชีวิต คือเป็นตัวของตัวเอง

ยิ่งเราอายุมากขึ้นได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิตได้พบเจอกับผู้คนมากมายได้ตกหลุมรัก และได้เป็นคนที่ถูกรักได้เป็นคนที่หมดรัก และได้เป็นคนที่ถูกหมดรักเรายิ่งพบกับตัวเองว่า เราเป็นตัวของตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ คนเราเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุดตอนเป็นเด็กและยิ่งเราโตมากขึ้นไม่ว่าด้วยกรอบของสังคม หรือว่าด้วยความคาดหวังของใครจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเราเป็นตัวของตัวเองน้อยกว่าที่เคยเป็นมา เราเริ่มแต่งตัวตามคนอื่นใช้ชีวิตในวิถีทางของคนอื่นทำตามความคาดหวังของคนอื่นยอมเปลี่ยนตัวเองเป็นคนอื่นเพื่อให้คนอื่นมารักเรา ทั้งที่ในความจริง เราคงดีใจมากกว่า ถ้าจะมีใครสักคนรักเรา และภูมิใจในตัวเรา จากสิ่งที่เราเป็น จากตัวตนของเราจริงๆ ไม่ใช่เพราะเราเป็นอย่างที่ใครคาดหวัง ยิ่งโตมากขึ้นเรายิ่งเป็นตัวเองน้อยลงแต่ยิ่งโตมากขึ้นเรายิ่งต้องเป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้น เพราะไม่ว่าจะสุข หรือจะทุกข์หากเป็นไปได้ เราคงอยากเป็นตัวของตัวเองยิ้มก็ยิ้มอย่างที่เราเป็นร้องไห้ก็ร้องไห้อย่างที่เป็นเรา เพราะการใช้ชีวิตด้วยการเป็นคนอื่นมันฝืนจนเกินไป

เหตุผลบางข้อของคนนอนดึก

โดยปกติแล้ว ผมไม่ใช่คนที่นอนดึก เอาเข้าจริงผมมักจะนอนตั้งแต่หัวค่ำ จนถูกล้อเรียกว่าเป็นเด็กอนามัยด้วยซ้ำ แต่ในบางวัน บางเวลา อยู่ดีๆ ผมก็นอนดึกเหมือนกัน เมื่อความรู้สึกบางอย่าง เข้ามาโจมตีหัวใจ นี่เองอาจเป็นเหตุผลที่บางคนนอนดีก 1 .ความเหงา ไม่มีใครชอบความเหงาหรอกและยิ่งเหงามากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เราไม่อยากนอนเพราะว่า เราอยากจะหาอะไรทำเพื่อให้ความเหงานั้นได้จางลงไป แต่ยิ่งดึกเท่าไหร่ แทนที่ความเหงาจะจางลงไป กลายเป็นว่า บ่อยครั้งยิ่งดึก ความรู้สึกของความเหงาในหัวใจก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น 2. ความคิดถึง ช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เงียบงันกว่ากลางวันและบ่อยครั้งที่ความเงียบของกลางคืนมันเงียบเสียจนเราได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเสียงหัวใจที่บอกว่าเรายังลืมใครบางคนไม่ได้เลย หากภาพยนตร์จะฉายได้ชัดที่สุดตอนปิดไฟความทรงจำก็คงจะแจ่มชัดมากที่สุดในช่วงเวลาที่แสงของดวงอาทิตย์ได้ลับเลือนไปจากขอบฟ้า เรื่องราวต่างๆ ที่เคยคิดว่าลืมได้แล้ว เรากลับพบว่า มันยังอยู่ที่เดิม แค่เราเก็บซ่อนเรื่อราวเหล่านั้นไว้ ภายใต้คำว่าไม่เป็นไร บางทีนะ, บางทีไม่ว่านอนไม่หลับเพราะเหงาหรือว่านอนไม่หลับเพราะว่าคิดถึงใครบางคน สุดท้ายแล้วเราก็รู้ว่า คืนนี้จะต้องผ่านไปแล้วเช้าวันใหม่จะเฝ้ารอรอยยิ้มของเรา

ข้อดีของการทำ To do list

ทำไมต้องทำ To do list ในความเป็นจริง สมองของเราทุกคนทำงานอยู่เกือบตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่เวลาที่เรากำลังหลับอยู่ สมองของเราก็ไม่ได้หยุดทำงานไปด้วยแต่อย่างใด แต่ละวันที่ผ่านเข้ามา มีเรื่องราวมากมายให้เราต้องจด ต้องจำ และต้องทำ บางอย่างเร่งด่วน บางอย่างรอได้ บางอย่างสำคัญ บางอย่างไม่สำคัญ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเป็นสิ่งที่ต้องทำ เราก็ควรที่จะต้องทำ สมองของคนเรามีความหมาย เพราะเราใช้สมองของเราไปกับการคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมา เพื่อสร้างพลังบวกให้กับตัวของเราเองในแต่ละวัน การที่สมองของเราต้องทั้งจดจำเรื่องราว และคิดไปด้วย อาจทำให้สมองของเราทำงานหนักมากจนเกินไป และคิดอะไรได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนที่ต้องจำในภารกิจที่ต้องทำ ก็อาจหลงลืมตกหล่นไปได้ การทำ To do list จะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของสมองเราในการต้องจดจำเรื่องราวต่างๆ และยังเป็นการช่วยจัดระเบียบความคิดของเราเองว่า เรื่องใดสำคัญที่ต้องทำก่อน เรื่องใดที่ทำไว้ทีหลังได้ วิธีการจด To do list เวลาที่ดีที่สุด ในการจด to do list คือ เวลากลางคืนก่อนนอน จะเป็นช่วงเวลาที่เราทบทวน to do list ของวันที่ผ่านมา ว่าเราได้ทำอะไรลงไปบ้าง และเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้วางแผนกับวันพรุ่งนี้ ว่าเรามีอะไรที่ต้องทำ [...]

คู่รักที่ไม่ทะเลาะกัน คือคู่รักที่รักกันมาก กับคู่รักที่ไม่รักกันแล้ว

ผมเข้าใจมาตลอดว่า การที่คนสองคนทะเลาะกันแปลว่า คนสองคนมีความเห็นไม่ตรงกันคือการที่คนสองคนขัดแย้งกันคือการที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนไม่ลงรอยกัน ผมเคยได้ยินมาบ้างถึงเรื่องราวของความรักที่คนสองคนตลอดการคบหาไม่เคยทะเลาะกัน แม้อดคิดในใจว่าเป็นไปได้หรือที่คนสองคนคบหากันจะไม่เคยทะเลาะกันเลยแต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ใครต้องโกหกและผมเองก็สมัครใจที่จะเชื่อว่า ความรักของคู่รักที่ไม่เคยทะเลาะกันนั้นมีอยู่จริงจนอดนับถือปนสงสัยไม่ได้ว่า เขาครองคู่รักกันมาอย่างไรแต่ผมแน่ใจว่า เขาต้องรักกันมาก แต่เมื่อผมเติบโตขึ้นผมได้พบกับความจริงบางอย่างที่สร้างความรู้สึกประหลาดใจให้กับผมไม่น้อยเช่นกัน คือไม่ใช่แค่คู่รักที่รักกันมากเท่านั้นที่ไม่ทะเลาะกัน แต่คู่รักบางคู่ที่ไม่รักกันแล้ว เขาก็จะไม่ทะเลาะกันด้วย เพราะพวกเขารู้สึกเหนื่อยหน่าย และพบว่า การต้องมาพูดจา หรือการพยายามปรับความเข้าใจกัน เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่อยากที่จะพยายามอีกต่อไป ขออยู่แบบต่างคนต่างอยู่และวันหนึ่งก็อาจขออยู่แบบที่ไม่มีอีกคนอยู่เพราะการมีหรือไม่มีกันไม่มีความหมายอีกต่อไปในวันที่เราพบว่า แค่การคุยกันก็เป็นเรื่องยากเย็น ผมจึงพบว่าคู่รักหลายคู่ที่ยังทะเลาะกันอยู่คือคู่รักที่ยังรักกันอยู่เขายังพร้อมที่จะปรับความเข้าใจหากันเขายังพร้อมที่จะพูดคุยต่อกันเขายังเลือกที่จะหันหน้าเขาหากันมากกว่าที่จะหันหลังใส่กัน เพราะสิ่งที่ร้ายที่สุดในความรักอาจไม่ใช่เสียงแต่คือความเงียบงัน

อย่าโกรธกัน หากวันนี้เราจะขอตัดใจจากคุณ

กับคนที่เคยคบกันอยู่โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการเป็นคนอื่นใหม่ๆเราจะพบว่า เหมือนทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิมต่างจากเดิมแค่ตรงที่ไม่มีเขาคนนั้นอยู่ที่เดิมแล้ว เราจะยังคงคิดถึงเขาเราจะยังคงคิดว่าเขายังเป็นของเราอยู่และลึกๆ เราอาจยังหวังว่าทุกอย่างระหว่างเรากับเขาอาจมีสักวันที่กลับมาเป็นเหมือนเดิม จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราจะบอกกับตัวเองว่าเราจะรักเขาอยู่เสมอตลอดไปและไม่ว่าจากนี้ยาวนานแค่ไหนเราก็จะยังคงรอเขาอยู่เสมอ แต่แล้วก็จะมีวันหนึ่ง วันที่เวลาได้ผ่านไปนานมากพอ แม้เราจะยังรักเขาอยู่ และความรู้สึกของเราไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เรารู้แล้วว่า ชีวิตของเราต้องดำเนินต่อไป เราต้องตัดสินใจที่จะตัดใจจากเขาเสียที บางครั้ง การตัดใจ ไม่ได้แปลว่า เราหยุดรักเขาได้แล้วแต่การตัดใจอาจแปลว่า เรารู้ว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะกลับมารักตัวเอง เรารักคนอื่นมามากพอแล้วเราเสียใจเพราะคนอื่นมานานพอแล้วเราร้องไห้ให้คนอื่นมาเพียงพอแล้ว มีแต่การตัดใจจากเขาเท่านั้นที่จะทำให้เรากลายเป็นเราคนใหม่ได้ คนที่ไม่เสียใจกับเรื่องเดิมๆ

%d bloggers like this: