ชีวิตคือการเรียนรู้จากเรื่องราวระหว่างทาง

หากชีวิตคือการเดินทางบ่อยครั้งที่คนเรามัวแต่สนใจที่จุดหมายจนลืมดื่มด่ำกับบรรยากาศระหว่างทางที่เราได้เดินทางผ่านมา ในการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางนั้น แน่นอนว่า ไม่ได้มีแต่ความสุข หรือความสบายให้เราได้ซึมซับหรอก หลายครั้ง และบ่อยครั้ง เป็นความทุกข์ เป็นความเศร้าที่ผ่านเข้ามา เป็นสิ่งที่หากเป็นไปได้ เราอยากจะผ่านมันไปให้ไวที่สุด และอยากจะลืมเลือนว่า เรื่องราวเหล่านั้นเคยเกิดขึ้น ทั้งที่ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปดูสักนิด เราจะพบว่า มีอะไรๆ มากมายเหลือเกินให้เราได้เรียนรู้ ลุงของผมจบการศึกษาระดับชั้นประถม 4ครอบครัวของเราตอนนั้น ปู่ ย่า ไม่ได้มีฐานะดีมากนักทำให้ไม่สามารถส่งเสียลูกแต่ละคนให้จบการศึกษาระดับสูงได้ แต่ลุงของผมเป็นคนที่รักในการเรียนรู้แม้จะจบเพียงชั้นประถม 4 แต่ลุงของผมสามารถเล่นดนตรีเป็นและสามารถสนทนาภาษาอังกฤษกับชาวต่างประเทศได้แน่นอนว่า แม้สำเนียงจะไม่ดี และแกรมม่าไม่ได้เป๊ะแต่ความรู้ด้านภาษาของลุงก็มากพอที่จะคุยกับชาวต่างชาติได้อย่างสบาย ผมถามลุงว่า ลุงเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากไหนลุงผมบอกว่า ลุงเรียนภาษาอังกฤษจากการอ่านหนังสือด้วยตนเองที่สำคัญ ลุงเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากระหว่างทาง ในการเดินทาง ถ้าเราสังเกต จะมีป้ายบอกทาง และป้ายโฆษณาต่างๆ ตั้งไว้ริมทางและหากเราพิจารณาให้ดีป้ายเหล่านั้นที่เป็นภาษาไทยมักจะมีภาษาอังกฤษกำกับอยู่ ลุงของผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจากป้ายเหล่านั้น เป็นการเรียนรู้จากเรื่องราวระหว่างทางที่แท้จริง นั่นทำให้ผมตระหนักว่าไม่แค่การเรียนภาษาอังกฤษหรอกแต่ในการเรียนรู้ของชีวิตหากเราไม่มองข้ามระหว่างทางไม่เอาแต่มุ่งไปที่จุดหมายแต่มองรายละเอียดจากสิ่งที่เราผ่านมาบ้าง เรื่องราวระหว่างทางที่ผ่านมาของเราจะเป็นบทเรียนชั้นดีให้เราได้เรียนรู้ และไม่ว่า เรื่องสุข หรือเศร้าที่เราเคยเจอไม่มีเรื่องไหนที่เข้ามาอย่างสูญเปล่าอีกต่อไป เพราะทุกเรื่องคือบทเรียนของเรา

วันหนึ่งเราทุกคนต้องจากกัน แค่ทำปัจจุบันให้ดี จะได้ไม่ต้องมีวันพรุ่งนี้ที่รู้สึกเสียดาย

เมื่อเราอายุตั้งแต่ 0 – 10 ปีเป็นวัยที่เรากำลังเรียนรู้ และพบเจอเรื่องราว รวมถึงผู้คนใหม่ๆ เมื่อเราอายุตั้งแต่ 11 – 30 ปีเป็นช่วงเวลาที่เราจะเติบโต และรู้สึกผูกพันกับสิ่งต่างๆ และผู้คนที่เข้ามาในชีวิต จนเมื่อเราอายุสัก 30 ปีขึ้นไปแม้เราจะยังพบเจอเรื่องราวใหม่ๆ อยู่บ้างและแม้เราจะยังผูกพันกับผู้คนที่เข้ามาในชีวิตแต่เราจะเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างเราจะเริ่มสังเกตเห็นการจากลา ชีวิตของคนเราต้องเจอการจากลานับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งเราพบเจอกับผู้คนและเรื่องราวต่างๆ มากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องพบเจอกับการจากลามากเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง, ไม่มีการพบเจอใด และไม่มีการรู้จักใดที่ไม่จากลา บางการจากลามาอย่างไม่ทันสังเกตเราไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า นั่นคือการจากลาเราเพิ่งมารู้ตัวถึงการจากลา ในวันที่เราตระหนักว่าคงไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก บางการจากลามาอย่างไม่ทันเตรียมใจบางสิ่งบางอย่างก็ดีและราบรื่นจนเราเผลอคิดไปว่าวันสุดท้ายระหว่างกันไม่มีจริงแต่ความจริงคือเราต่างมีวันสุดท้ายกับอะไรบางสิ่งเสมอ บางการจากลาเราอาจเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วแต่การเตรียมใจและการทำใจอาจไม่ได้มาพร้อมกัน ถึงอย่างนั้นการจากลาเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงไม่ต่างจากการพบเจอ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้คือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุดคือการทำวินาทีนี้ให้มีค่ามากที่สุด อย่างน้อยในวันที่เราพบว่าการจากลาได้เดินทางมาถึงไม่ว่าด้วยเหตุผลใดแม้เราจะเสียใจ แต่ไม่มีอะไรที่เราจะเสียดาย

เพราะอะไรเราถีงควรสนิทกับความเหงาไว้บ้าง

น่าจะมีคนไปค้นคว้าเสียทีว่า โลกใบนี้มีความเหงาเกิดขึ้นมานานเท่าไหร่แล้ว สมัยที่เรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ แล้วต้องออกเดินล่าเพียงลำพังในผืนป่า เราจะรู้สึกเหงาเหมือนสมัยปัจจุบันที่เราต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังท่ามกลางตึกสูงตระหง่านหรือเปล่า ในยุคนี้ ความเหงาดูราวกับเป็นเรื่องโหดร้าย สินค้ามากมายถูกออกแบบมาเพื่อคลายความเหงาให้กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ หนังสือ และแอพพลิแคลชั่นต่างๆ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้เรามี “อะไรทำ” จะได้ไม่ต้องจมอยู่กับความเหงา แม้กับความสัมพันธ์ บางครั้ง บางคนยังใช้ความสัมพันธ์เป็นเกราะกำบังความเหงา เมื่อเขาพบว่า การต้องนอนเพียงลำพัง การไม่มีใครให้บอกว่ารัก เป็นชีวิตที่แสนเดียวดาย จริงอยู่ ความเหงาอาจไม่ใช่เพื่อนที่น่ารัก แต่ใช่ไหมว่า หากเป็นคนความเหงาก็ไม่ควรนับเป็นศัตรู เพราะหากให้พูดอย่างตรงไปตรงมา ความเหงาไม่เคยทำร้ายเรา อย่างน้อยก็ไม่เท่ากับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของผู้คน หากความเหงาเป็นมนุษย์ ความเหงาคงเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ที่อาจพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ และออกจะขี้อายเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อนคนนี้ไม่เคยทำในสิ่งที่เพื่อนเขาจะไม่ทำกัน เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยทิ้งเราไว้กลางทาง เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยหมดรักเรา เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยเอาเราไปนินทา และเพื่อนที่ชื่อความเหงา คือ เพื่อนที่เปิดโอกาสให้เราได้อยู่กับตัวเอง อย่าหวาดกลัวความเหงา ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ลองทำความรู้จัก สนิทกับความเหงาดูบ้าง เพราะในโลกของความเหงา ไม่มีใครต้องเสียน้ำตาเพราะว่าใครหมดใจ

แค่ยอมรับ ไม่ได้แปลว่า ยอมแพ้

มีคนถามผมว่า วิธีการรับมือกับความเสียใจ ไม่ว่าจะเป็นความเสียใจจากความผิดหวังด้านความรัก หรือว่า ความเสียใจในการใช้ชีวิตกับเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องพบเจอในแต่ละวัน คืออะไร ผมมักบอกว่า วิธีการรับมือกับความเสียใจได้ดีที่สุด คือการยอมรับความจริง เพื่อที่จะยอมรับให้ได้ว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว หลายคนมองว่า การยอมรับความจริงเท่ากับการยอมแพ้ ทั้งที่ในความเป็นจริงการยอมรับความจริงไม่ใช่การยอมแพ้แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามการยอมรับความจริง คือหนทางเดียวที่เราจะก้าวข้ามผ่านความผิดหวังไปได้ เพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่เพราะตราบใดก็ตามที่เรายังหลอกตัวเองอยู่ ตราบใดที่เรายังไม่ยอมรับความจริงในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ตราบเท่านั้นที่ความทุกข์ขื่นขมยังถมทับอยู่ในหัวใจของเรา หญิงสาวคนหนึ่ง คบกันกับคนรักมาสิบกว่าปี เธอเชื่อใจในหนุ่มคนรักของเธอมาก และไม่เคยคิดถึงการลาจาก แต่วันหนึ่งเหมือนโดนฟ้าผ่า เธอค้นพบว่า เธอไม่ใช่คนเดียวที่ชายหนุ่มของเธอรักอีกต่อไป เธอพยายามหาวิถีทางที่จะตัดใจจากความสัมพันธ์ แต่เธอไม่อาจมองเห็นทางออกนั้น ทางออกนั้น แท้จริง คือการที่หญิงสาวต้องยอมรับว่า ชายหนุ่มมีคนอื่นแล้ว และเธอไม่ใช่รักเดียวของเขาอีกต่อไป การยอมรับความจริงเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่บางครั้ง ความเจ็บปวดนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้คนเราตัดใจได้ หลายคนรู้ว่า ไม่มีหวัง แต่เลือกที่จะหลอกตัวเอง เพื่อที่จะมีความสุขกับความไม่จริง ทั้งที่ความสุขในความไม่จริงนั้น ไม่ใช่ความสุขเลย มีแต่การยอมรับความจริงเท่านั้น ที่จะช่วยให้เราผ่านมันไปได้จริงๆ

วันที่ร้ายๆ สร้างความหมายให้วันที่ดีๆ

ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ต่อให้เราอยากจะให้วันทุกวันเป็นวันที่ดี แต่วันบางวันมันก็ไม่ดีอย่างที่เราคิดเท่าไหร่ มักมีปัญหา หรือสิ่งต่างๆ ที่ไม่เป็นใจมาให้เราได้พบเจอ จนถ้าหากทำได้ เราก็อยากที่จะกดข้ามวันนั้นไปเลย เผื่อที่จะตื่นเช้ามาเป็นวันใหม่ ถึงอย่างนั้น ในความเป็นจริง เราก็ไม่สามารถกดข้ามวันที่แย่ๆ ไปได้ แต่ถึงเราจะกดข้ามไม่ได้ แต่ตราบใดที่เวลายังคงเดินไปข้างหน้าเสมอ วันที่แย่ๆ เวลาที่ไม่เป็นใจ ก็จะค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านเราไปในทุกนาที รู้ตัวอีกทีวันเหล่านั้นก็กลายเป็นอดีตแล้ว ในความเป็นจริง วันที่แย่ๆ เหล่านั้นนี่แหละ ที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของวันที่ดีๆ เพราะหากทุกวันเป็นวันที่ดีๆ เป็นวันที่เป็นอย่างใจของเรา วันที่ดีๆ เหล่านั้นก็คงไม่มีความหมาย เพราะกลายเป็นความเคยชิน ที่เราเลือกการมองข้าม มากกว่าที่จะมองเห็นหรือให้ค่ากับวันดีๆ เหล่านั้น ที่สำคัญ วันที่แย่ๆ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดวันที่ดีๆ ขึ้น เพราะในวันที่แย่ๆ อย่างนั้น ชีวิตมักมอบบทเรียนที่ล้ำค่าให้กับเรา เป็นบทเรียนที่สอนให้เรารู้ว่า เราจะหลีกเลี่ยงวันแย่ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกอย่างไร และเราจะมีวันที่ดีๆ ได้อย่างไร ในวันที่เรารู้สึกว่า มันเป็นวันที่แย่ หรือว่า เป็นวันที่ไม่ดี อย่าได้กลัว หรือว่า หวาดหวั่น เพราะวันแย่ๆ ก็เหมือนความมืดมิด ที่จะทำให้เรามองเห็นวันดีๆ ที่เป็นดั่งแสง […]

พรุ่งนี้คือวันที่ยังมาไม่ถึง วันนี้คือวันที่มีอยู่จริง

สองสิ่งที่ทำให้คนเรามีความทุกข์กับชีวิตสิ่งหนึ่งอาจดูเป็นด้านบวก สิ่งหนึ่งอาจดูเป็นด้านลบแต่ทั้งสองสิ่งต่างมอบความเศร้าให้กับเราได้ การคาดหวัง แท้จริงแล้ว ชีวิตของคนเราควรมีความหวังและการมีความหวังเป็นเรื่องงดงามของชีวิตความหวังคือพลังที่ขับเคลื่อนให้คนเราเดินหน้าไปต่อ ความหวังไม่ต่างอะไรจากแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดความหวังไม่ผิดอะไรไปจากสายน้ำท่ามกลางความเหือดแห้งของฤดูร้อน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความหวังเปลี่ยนเป็นความคาดหวังเมื่อนั้น ความทุกข์จะเข้ามาแทนที่ความสุข การคาดหวัง คือ การคาดว่า ความหวังนั้นจะเป็นจริงหากความหวังคือระหว่างทางที่สวยงามการคาดหวัง ก็อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ปลายทางเรารู้สึกหม่นเศร้า ชีวิตของคนเราควรมีความหวังแต่อย่าคาดหวังมากจนเกินไปทำแต่ละวัน แต่ละก้าว แต่ละนาทีอย่างมีความสุขหากเราทำวันทุกวันให้ดี ปลายทางจะเป็นอย่างไรไม่มีอะไรต้องเสียใจ ความกังวล ความกังวล คือการเอาทุกข์ของวันข้างหน้ามาไว้กับวันนี้ความกังวล คือการเอาความคิดด้านลบมากลบปัจจุบัน จริงอยู่ ความกังวลอาจมีข้อดีบ้างที่ทำให้เราไม่ประมาทกับชีวิต อะไรก็ตาม หากอยู่ในความพอดีก็อาจมีแง่มุมที่ดีแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความพอดีกลายเป็นน้อยไป หรือว่ามากไปสุดท้ายแล้ว จะสร้างปัญหาให้กับความรู้สึกของเรามากกว่าประโยชน์ ความกังวลก็เช่นกันเรามีความกังวลได้แต่อย่างให้ความกังวลทำให้เราเป็นทุกข์จนมองไม่เห็นความสุขของปัจจุบัน พรุ่งนี้ในวันนี้ สุดท้ายแล้ววันพรุ่งนี้ คือ วันหน้าของวันนี้วันนี้วันพรุ่งนี้ยังมาไม่ถึงเราก็ยังไม่ต้องรีบเร่งให้วันพรุ่งนี้มาถึงด้วยการเอาความคาดหวัง หรือความกังวลซึ่งเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้มาใส่ในวันนี้ เราต้องเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่าทำวันนี้ให้ดีแล้ววันพรุ่งนี้จะดีเอง

เราจะลดน้ำหนักของความทุกข์ได้อย่างไร

ตอนนี้กระแสเรื่องของการรักสุขภาพเป็นเรื่องที่กำลังมาแรงผู้คนต่างหันมาสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพของตัวเองโดยเฉพาะเรื่องของการลดน้ำหนัก การควบคุมน้ำหนักให้มีรูปร่างที่ดี เพื่อที่จะมีสุขภาพที่ดี ในการลดน้ำหนักตัว มีหลักเกณ์ในการลดมากมายแต่หัวใจสำคัญของการลดน้ำหนักทุกสูตรคือ การที่กินเข้ามาให้น้อยกว่ากำลังกายที่ออกไป นอกจากเรื่องของการลดน้ำหนักแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่เราควรมาใส่ใจกันคือการลดน้ำหนักความทุกข์ในหัวใจของเราเอง เพราะความทุกข์เป็นสิ่งที่มีน้ำหนักและแต่ละวันที่ผ่านไป เป็นเราเองที่สะสมพลังงานของความทุกข์ไว้ในหัวใจมากมายโดยที่เราไม่ได้เอาออกไปบ้าง หากจะอยากลดน้ำหนักของความทุกข์ลง เราต้องพยายามที่จะไม่นำเข้า แบกรับความทุกข์ใหม่ๆ เข้ามาในหัวใจ และรู้จักที่จะออกกำลังเอาความทุกข์ไปจากหัวใจ การออกกำลังใจ คือ การมีทัศนคติที่ดี การมองโลกที่แง่บวก ยิ่งเรามีทัศนคติที่ดี ยิ่งเรามองโลกในแง่บวก ความทุกข์ในหัวใจก็จะยิ่งถูกขับออกไปมากเท่านั้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราไม่เอาความทุกข์เข้ามา และเราขับไล่ความทุกข์ออกไปน้ำหนักของความทุกข์ในหัวใจของเราก็จะไม่เหลือและเราก็จะไม่รู้สึกหนักใจอีกต่อไป เพราะความสุขคือการมีหัวใจที่เบาสบาย

ความทรงจำที่งดงาม ก็ยังเป็นแค่ความทรงจำ

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเราติดอยู่กับที่ไม่อาจก้าวเดินไปต่อไปในวันข้างหน้าคือการยึดติดกับความทรงจำ ไม่ใช่แค่ความทรงจำเก่าๆ ในเรื่องราวแย่ๆ เท่านั้นที่ทำให้ชีวิตของเราไม่ก้าวเดินไปไหนแต่บางครั้ง ความทรงจำดีๆ ด้วยที่ทำให้เราไม่อยากก้าวเดินต่อไป คนบางคนเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่ยังเอาความคิดของตัวเองไปผูกไว้กับเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตอยู่เสมอและคาดหวังว่า มันจะดีอย่างเดิมพอไม่เป็นอย่างที่คิด ก็ไปคิดเองว่า สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี คนหลายคน เริ่มต้นกับคนรักคนใหม่ แต่ก็ยังคงคิดถึงคนรักคนเก่าที่จากมา ยังตัดใจจากเขาไม่ได้จริงๆ สร้างความเจ็บปวดขึ้นมาในหัวใจ ทั้งหัวใจของเราเอง และหัวใจของคนใหม่ที่เขาไม่ได้รับรู้เรื่องราวใดๆ ด้วย อดีต ปัจจุบัน อนาคตคือช่วงเวลาที่แยกขาดออกจากกันแต่แปลกที่เราชอบเอามาปนกันจนกลายเป็นความทุกข์ใจมากกว่าความสุขใจ ความทรงจำ แสนดีแค่ไหนก็เป็นแค่ความทรงจำวันนี้ ปัจจุบัน ขณะนี้ต่างหากคือช่วงเวลาที่เรามีอยู่จริงและเราควรใช้มันไปอย่างคนที่มีความสุข ความทรงจำดีๆ ก็เหมือนภาพถ่ายเราจะย้อนกลับไปมองบ่อยแค่ไหนก็ได้แต่สิ่งสำคัญ คือ บางครั้งเราต้องเงยหน้าขึ้นมาจากภาพถ่ายและมองความงดงามที่กำลังเกิดขึ้นข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายมากที่สุด

ความเหงา คือ ส่วนหนึ่งของวิชาการอยู่กับตัวเองให้เป็น

หากเราเชื่อว่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้คือการเรียนรู้ สิ่งต่างๆ ที่เราต้องพบเจอในแต่ละวัน คงไม่ต่างอะไรจากบทเรียนในแต่ละวิชา ความผิดหวัง การอกหัก อาจเป็นบทเรียนหนึ่งของวิชาการเรียนรู้กับความรัก ความล้มเหลว ความผิดพลาด อาจเป็นอีกบทเรียนของวิชาการที่จะประสบความสำเร็จ ถ้ามองให้เห็น เราจะพบว่าทุกอย่างบนโลกนี้คือบทเรียนที่มีเรื่องราวมากมายให้เราได้เรียนรู้ไม่จบสิ้น แล้วกับสิ่งที่เรียกว่า ความเหงาล่ะมีบทเรียนอยู่ในนั้นด้วยหรือไม่ คำตอบคือใช่สำหรับเรา ความเหงาคือบทเรียนของวิชาการอยู่กับตัวเองให้เป็น ใช่ไหมว่า ในวันๆ หนึ่งเราต้องพบเจอผู้คนมากมายในแต่ละวันกับบางคนเราพบเจอแล้วก็เลยผ่านไปในเวลาไม่ช้านานแต่กับบางคน เมื่อพบเจอแล้วเราก็เผลอเอาใจไปผูกพัน ความผูกพันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขและรู้สึกอบอุ่นในหัวใจแต่ขณะเดียวกัน ความผูกพันก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเราปวดร้าวได้อย่างมากที่สุดเมื่อวันที่ความสัมพันธ์ได้ห่างหายไป ความเหงา คือความรู้สึกโดดเดี่ยวในหัวใจไม่มีใครชอบความเหงาหรอกแต่ถึงอย่างนั้น ความเหงาคือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังจริงๆและช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังเป็นช่วงเวลาที่มีค่าเพราะในช่วงเวลาเหล่านั้นเราจะได้ทบทวนตัวเองอย่างแท้จริงว่าที่ผ่านมาเราเอาหัวใจไปฝากไว้ที่ใครมากไปหรือเปล่า

กฎข้อแรกของการใช้ชีวิต คือเป็นตัวของตัวเอง

ยิ่งเราอายุมากขึ้นได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิตได้พบเจอกับผู้คนมากมายได้ตกหลุมรัก และได้เป็นคนที่ถูกรักได้เป็นคนที่หมดรัก และได้เป็นคนที่ถูกหมดรักเรายิ่งพบกับตัวเองว่า เราเป็นตัวของตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ คนเราเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุดตอนเป็นเด็กและยิ่งเราโตมากขึ้นไม่ว่าด้วยกรอบของสังคม หรือว่าด้วยความคาดหวังของใครจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเราเป็นตัวของตัวเองน้อยกว่าที่เคยเป็นมา เราเริ่มแต่งตัวตามคนอื่นใช้ชีวิตในวิถีทางของคนอื่นทำตามความคาดหวังของคนอื่นยอมเปลี่ยนตัวเองเป็นคนอื่นเพื่อให้คนอื่นมารักเรา ทั้งที่ในความจริง เราคงดีใจมากกว่า ถ้าจะมีใครสักคนรักเรา และภูมิใจในตัวเรา จากสิ่งที่เราเป็น จากตัวตนของเราจริงๆ ไม่ใช่เพราะเราเป็นอย่างที่ใครคาดหวัง ยิ่งโตมากขึ้นเรายิ่งเป็นตัวเองน้อยลงแต่ยิ่งโตมากขึ้นเรายิ่งต้องเป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้น เพราะไม่ว่าจะสุข หรือจะทุกข์หากเป็นไปได้ เราคงอยากเป็นตัวของตัวเองยิ้มก็ยิ้มอย่างที่เราเป็นร้องไห้ก็ร้องไห้อย่างที่เป็นเรา เพราะการใช้ชีวิตด้วยการเป็นคนอื่นมันฝืนจนเกินไป