ที่สุดของความสุข เกิดขึ้นเมื่อปล่อยเป็น

ชื่อเสียง เงินทอง การนับถือ ความรัก และกำลังใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นพื้นฐานของคนทุกคนที่อยากได้มา เราส่วนใหญ่อยากมีชื่อเสียง เพราะจะได้มีคนรู้จักเรา สนใจเรา เราอยากมีเงินทอง เพราะเราอยากมีชีวิตที่มีความสุขสบาย เราอยากได้รับการนับถือ ให้คนมองเห็นคุณค่าของเรา เราอยากได้ความรัก เพราะเรารู้สึกว่า ความรักคือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ เราอยากได้กำลังใจ เพื่อจะไม่ต้องเดินต่อไปบนโลกใบนี้ด้วยความรู้สึกที่เดียวดาย เราคิดเสมอว่า มีแต่การได้มาเท่านั้น ที่จะทำให้เรามีความสุข แต่ในความเป็นจริง ใช่, แม้การได้มาอาจทำให้เรามีความสุข แต่ความรู้สึกตอนที่อยากจะได้มา และอยากที่จะไม่สูญเสียไป คือ สาเหตุใหญ่ของการมีความทุกข์ บางทีนะ, บางที ความสุขที่แท้จริง และยั่งยืน แม้ไม่หวือหวา แต่เป็นความสุขที่สงบเย็น คือ ความสุขของการเรียนรู้ที่จะปล่อยไป ไม่ได้หมายความว่า เราต้องปล่อยหรือละวางทุกสิ่งที่เรามี แต่คือการปล่อยความอยากที่จะได้ออกไป ปล่อยความยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งใด หรือใครก็ตามต้องเป็นของเรานิรันดร์ เมื่อเราเรียนรู้ที่จะปล่อย และไม่อยากจะได้มา เราจะมองเห็นสิ่งที่มีชัดเจนขึ้น และบางที เราอาจพบเจอว่า ความสุขที่เราตามหามาตลอด อยู่ตรงนี้เอง

เราเป็นใครและกำลังทำอะไรอยู่

ทุกวันที่เราใช้ชีวิตเราต้องเจอและต้องทำอะไรมากมายบางเรื่องราวทำให้เรามีความสุขบางเรื่องราวทำให้เรามีความทุกข์แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแบบไหนเราก็ผ่านมาได้แต่ละวัน การที่เราต้องใช้ชีวิตแต่ละวันเจอและผ่านเรื่องราวมากมายรู้สึกกับสิ่งต่างๆ มากมายอาจทำให้เราลืมไปว่า สิ่งสำคัญในชีวิตของเราคืออะไร ผมเชื่อว่า ในช่วงเวลาเริ่มต้นของชีวิต เราทุกคนมีความฝัน และความวาดหวังเป็นของตัวเอง มีสิ่งที่เราอยากเป็น มีสิ่งที่เราอยากทำ มีความปราถนาในเบื้องลึกของเรา ที่ไม่ได้มีภาระหน้าที่ ชื่อเสียง ความร่ำรวยเป็นตัวนำทาง แต่มีความรักเป็นสิ่งนำทาง รักที่จะทำรักที่จะเป็นรักที่จะใช้ชีวิตของเราไปกับสิ่งนั้น แต่เพราะเรื่องราวมากมายเหล่านั้นที่เราต้องพบ ต้องผ่านในแต่ละวันทำให้เราทำความฝัน และความวาดหวังเหล่านั้นหล่นหายไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีเราก็อาจเป็นใครที่เราไม่ได้ต้องการและกำลังทำอะไรที่เราไม่ได้มีความสุข บางทีนะ, บางทีสองคำถามสามัญธรรมดาง่ายๆที่เราควรหมั่นถามตัวเองบ่อยๆคือ เราเป็นใคร และเรากำลังทำอะไรอยู่ ในวันที่เรากำลังหลงทางโดยไม่รู้ตัวคำถามนี้อาจเป็นเหมือนกับเข็มทิศที่จะนำทางเรากลับไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง

วันนี้ยังไม่ใช่วันสุดท้ายที่เราจะมีลมหายใจ

เคยมีคนบอกว่า จงใช้ชีวิตราวกับว่า เป็นวันสุดท้าย ทำอะไรทำให้เต็มที่ เหมือนไม่มีวันพรุ่งนี้ให้เราได้ลงมือทำอีก คำกล่าวนี้ ต้องการให้เราทำสิ่งใดก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่น และไม่รั้งรอที่จะทำตามความต้องการจากเสียงเรียกร้องในหัวใจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็เห็นว่า เราควรใช้ชีวิตอย่างคนที่ยังมีวันพรุ่งนี้เสมอ โดยเฉพาะในมุมคิดด้านความสุข และความทุกข์ในชีวิต จงคิดไว้เสมอว่า วันนี้ยังไม่ใช่วันสุดท้ายที่เราจะมีลมหายใจ เวลาที่เรามีความสุข เราจะได้ไม่หลงละเลิงไปกับความสุข เพราะพรุ่งนี้เราอาจต้องพบกับความทุกข์ก็ได้ และในทางตรงกันข้าม ในวันที่มีความทุกข์ เราก็ไม่ต้องจมอยู่กับความทุกข์นั้น เพราะนี่ไม่ใช่วันสุดท้ายของชีวิต เรายังมีวันพรุ่งนี้ วันที่ความทุกข์ในตอนนี้จะกลายเป็นความทุกข์ของเมื่อวาน และเราต้องบอกตัวเองให้ก้าวต่อไป เพื่อที่จะรอรับความสุขที่กำลังรอเราอยู่ บางทีนะ บางที กับการใช้ชีวิต เราต้องลงมือทำอย่างคนที่ไม่มีวันพรุ่งนี้ แต่รู้สึกกับชีวิตอย่างคนที่ยังมีวันพรุ่งนี้เสมอ

ถ้าไม่อยากเสียใจกับสิ่งใด ก็อย่าเอาหัวใจเราไปผูกไว้กับสิ่งนั้น

ไม่มีใครอยากเป็นคนที่เสียใจหรอก ไม่มีใครอยากเป็นคนที่ต้องผิดหวัง จริงใช่ไหมว่า, หากเป็นไปได้ เราทุกคนก็อยากเป็นคนที่มีความสุข อยากเป็นคนที่มีรอยยิ้ม และอยากเป็นเจ้าของรอยยิ้มนั้นตลอดไป แต่ชีวิตไม่ได้เป็นอย่างนั้น เรื่องราวของชีวิตไม่เคยอนุญาตให้เรามีแค่ความสุข แต่ยังนำพาความทุกข์แวะเวียนมาให้เราได้รู้จักเสมอ แม้ว่า ถ้าทำได้เราจะไม่อยากรู้จักกับความทุกข์นั้นเลยก็ตาม การมีความทุกข์เป็นสิ่งที่เหนื่อย ไม่ใช่แค่เหนื่อยหนักที่ร่างกาย แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่ซึมลึกเข้าไปยังหัวใจของเรา คนเรานั้น ถ้าเหนื่อยกาย เหนื่อยมากแค่ไหนก็ยังพอทนไหวอยู่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเหนื่อยกายกลายมาเป็นความเหนื่อยใจ ขีดจำกัดของความรู้สึกที่เคยรับอะไรๆ ได้ไหว จะมีแต่ความเปราะบางลง และอารมณ์ความรู้สึกของเรา จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถแตกหักได้อย่างง่ายดาย สาเหตุของความเสียใจ ส่วนใหญ่เพราะเรามักเอาหัวใจของเราไปผูกไว้กับสิ่งต่างๆ ยิ่งเราเอาหัวใจของเราไปผูกไว้กับสิ่งใด เราก็ยิ่งเสียใจมากกับสิ่งนั้น เราเสียใจกับคนที่เรารัก เพราะเราเอาหัวใจไปผูกไว้กับคนที่เรารัก เราเสียใจกับสิ่งที่เราไฝ่ฝัน เพราะเราเอาหัวใจของเราไปผูกไว้กับความไฝ่ฝันของเรา การเอาหัวใจไปผูกไว้ หมายความว่า เราเอาความรู้สึกของเราไปคาดหวังกับสิ่งๆ นั้น ถ้าเราไม่เอาหัวใจของเราไปผูกกับสิ่งๆ นั้น แค่ทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด ทำอะไรก็ทำให้ดีที่สุด รักใครก็รักให้ดีที่สุด ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร อย่าไปคาดหวัง อย่าเอาหัวใจของเราไปผูกไว้ แค่เราได้ทำในส่วนของเราอย่างสุดความสามารถ นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

บางที การเจอเรื่องดีๆ ในชีวิต อาจเป็นเรื่องของฟ้าดิน แต่การปล่อยเรื่องร้ายๆ ไปจากชีวิต เป็นเรื่องของเรา

สิ่งที่จะส่งผลให้เรามีความสุข หรือว่า ความทุกข์ขึ้นอยู่กับในชีวิตของเรา อะไรคือสิ่งที่เราเจอ ถ้าเราเจอแต่เรื่องดีๆแน่นอนว่า ชีวิตของเราก็น่าจะมีความสุข ถ้าเราเจอแต่เรื่องร้ายๆก็แน่นอนเหลือเกินว่า ชีวิตของเราคงต้องเผชิญกับความทุกข์ ถึงอย่างนั้นเราต่างก็รับรู้ดีเช่นกันว่าบางเวลา ไม่ใช่ตัวเราเองทั้งหมดหรอกที่จะกำหนดให้สิ่งใดเกิดขึ้นกับชีวิตเรา ยังมีปัจจัยอื่นๆที่อยู่เหนือไปจากการควบคุมของเราเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้นได้แม้เราจะต้องการหยุดยั้ง เราจึงไม่อาจมีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตอย่างที่เราปราถนา บางครั้ง สิ่งที่เรียกว่า โชคชะตาก็นำพาเรื่องร้ายๆ มาให้เรา เป็นเหตุผลที่ทำให้เราทุกข์เป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่อยากก้าวต่อไปเป็นเหตุผลที่ทำให้เราท้อแท้ ซึ่งถ้าเรายอมตามเหตุผลเหล่านั้นนั่นแปลว่า เรื่องร้ายๆ ได้ทำหน้าที่ของมันสำเร็จ ใช่, การที่เรื่องดี หรือเรื่องร้าย จะเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา เป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุมของเราในบางเวลา แต่การที่เรื่องร้ายๆ จะส่งผลกระทบต่อเราได้มากน้อยแค่ไหน บ่อยครั้ง อยู่ที่เราเองว่าจะยอมให้เป็นอย่างนั้นไหม ผมพบว่าคนที่มีความสุขกับชีวิต ไม่ใช่คนที่เจอแต่เรื่องราวดีๆเพราะไม่มีใครหรอกที่จะเจอแต่เรื่องราวดีๆ แต่คนที่มีความสุขกับชีวิตคือ คนที่ในเวลาซึ่งเรื่องร้ายๆ ผ่านเข้ามาเขาสามารถเอาเรื่องร้ายๆ ออกไปจากชีวิตได้ไวที่สุด ด้วยการไม่แบกรับเรื่องร้ายๆ เหล่านั้นไว้ด้วยการปล่อย และวาง ให้เรื่องร้ายๆ เหล่านั้นเป็นอดีต บางทีนะ, บางทีคำถามสำคัญที่เราควรถามตัวเองในวันที่เจอเรื่องราวร้ายๆไม่ใช่คำถามที่ว่า ทำไมฉันต้องเจอแต่เรื่องราวแบบนี้ แต่เป็นคำถามที่ว่า ทำไมฉันถึงยังเก็บเรื่องราวร้ายๆ ไว้ในใจ ไม่ยอมปล่อยมันไปสักที

สิ่งที่เราควรทำเวลาที่เผชิญหน้ากับความทุกข์

1. ความเป็นจริง ไม่มีใครอยากมีความทุกข์หรอก ใครๆ ก็อยากเป็นคนที่มีความสุขด้วยกันทั้งนั้น เพราะความทุกข์ คือ สิ่งที่ทำให้เราหม่นเศร้า และความทุกข์ คือสิ่งที่ทำให้เราหมดพลังหัวใจ การมีความทุกข์ไม่ใช่เรื่องที่น่าพึงปราถนาเลย ความสุขต่างหาก คือ สิ่งที่เราต่างไขว่คว้า 2. ถึงอย่างนั้น เราต่างก็ยอมรับความจริงที่ว่า แม้เราต่างไม่ปราถนาในสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ แต่ความทุกข์ คือ สิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงไปได้เช่นเดียวกัน เพราะความทุกข์ และความสุข เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิต เหมือนกับพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ มีขึ้น มีลง ชีวิตเราก็เป็นแบบนั้น เหมือนกับฤดูกาล มีเปลี่ยนผันแปรไป ชีวิตเราก็เป็นแบบนั้น 3. การหลีกหนีจากความทุกข์ จึงไม่เคยเป็นการหลบลี้จากปัญหาได้อย่างแท้จริง มีแต่การเผชิญหน้าและรับมือกับความทุกข์เท่านั้น ที่จะทำให้เราผ่านทุกอย่างไปได้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหนี ความทุกข์จะยังคงติดตามเรา แต่ถ้าเราเลือกหนทางแห่งการเผชิญหน้า ความทุกข์จะเป็นสิ่งที่เราผ่านไปได้ 4. เราต่างก็รู้กันดีว่า การเผชิญหน้ากับความทุกข์ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องมีวิธีการที่เราจะใช้ในการเผชิญหน้ากับความทุกข์ และวิธีการที่ดีที่สุด คือ การมีความอดทน และการมีทัศนคติที่ดี 5. การมีความอดทน จะช่วยให้เราอยู่กับความทุกข์ได้ ด้วยความรู้สึกที่ไม่เจ็บปวด หากความทุกข์เป็นสนามรบ […]

ชีวิตคือการเรียนรู้จากเรื่องราวระหว่างทาง

หากชีวิตคือการเดินทางบ่อยครั้งที่คนเรามัวแต่สนใจที่จุดหมายจนลืมดื่มด่ำกับบรรยากาศระหว่างทางที่เราได้เดินทางผ่านมา ในการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางนั้น แน่นอนว่า ไม่ได้มีแต่ความสุข หรือความสบายให้เราได้ซึมซับหรอก หลายครั้ง และบ่อยครั้ง เป็นความทุกข์ เป็นความเศร้าที่ผ่านเข้ามา เป็นสิ่งที่หากเป็นไปได้ เราอยากจะผ่านมันไปให้ไวที่สุด และอยากจะลืมเลือนว่า เรื่องราวเหล่านั้นเคยเกิดขึ้น ทั้งที่ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปดูสักนิด เราจะพบว่า มีอะไรๆ มากมายเหลือเกินให้เราได้เรียนรู้ ลุงของผมจบการศึกษาระดับชั้นประถม 4ครอบครัวของเราตอนนั้น ปู่ ย่า ไม่ได้มีฐานะดีมากนักทำให้ไม่สามารถส่งเสียลูกแต่ละคนให้จบการศึกษาระดับสูงได้ แต่ลุงของผมเป็นคนที่รักในการเรียนรู้แม้จะจบเพียงชั้นประถม 4 แต่ลุงของผมสามารถเล่นดนตรีเป็นและสามารถสนทนาภาษาอังกฤษกับชาวต่างประเทศได้แน่นอนว่า แม้สำเนียงจะไม่ดี และแกรมม่าไม่ได้เป๊ะแต่ความรู้ด้านภาษาของลุงก็มากพอที่จะคุยกับชาวต่างชาติได้อย่างสบาย ผมถามลุงว่า ลุงเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากไหนลุงผมบอกว่า ลุงเรียนภาษาอังกฤษจากการอ่านหนังสือด้วยตนเองที่สำคัญ ลุงเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากระหว่างทาง ในการเดินทาง ถ้าเราสังเกต จะมีป้ายบอกทาง และป้ายโฆษณาต่างๆ ตั้งไว้ริมทางและหากเราพิจารณาให้ดีป้ายเหล่านั้นที่เป็นภาษาไทยมักจะมีภาษาอังกฤษกำกับอยู่ ลุงของผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจากป้ายเหล่านั้น เป็นการเรียนรู้จากเรื่องราวระหว่างทางที่แท้จริง นั่นทำให้ผมตระหนักว่าไม่แค่การเรียนภาษาอังกฤษหรอกแต่ในการเรียนรู้ของชีวิตหากเราไม่มองข้ามระหว่างทางไม่เอาแต่มุ่งไปที่จุดหมายแต่มองรายละเอียดจากสิ่งที่เราผ่านมาบ้าง เรื่องราวระหว่างทางที่ผ่านมาของเราจะเป็นบทเรียนชั้นดีให้เราได้เรียนรู้ และไม่ว่า เรื่องสุข หรือเศร้าที่เราเคยเจอไม่มีเรื่องไหนที่เข้ามาอย่างสูญเปล่าอีกต่อไป เพราะทุกเรื่องคือบทเรียนของเรา

วันหนึ่งเราทุกคนต้องจากกัน แค่ทำปัจจุบันให้ดี จะได้ไม่ต้องมีวันพรุ่งนี้ที่รู้สึกเสียดาย

เมื่อเราอายุตั้งแต่ 0 – 10 ปีเป็นวัยที่เรากำลังเรียนรู้ และพบเจอเรื่องราว รวมถึงผู้คนใหม่ๆ เมื่อเราอายุตั้งแต่ 11 – 30 ปีเป็นช่วงเวลาที่เราจะเติบโต และรู้สึกผูกพันกับสิ่งต่างๆ และผู้คนที่เข้ามาในชีวิต จนเมื่อเราอายุสัก 30 ปีขึ้นไปแม้เราจะยังพบเจอเรื่องราวใหม่ๆ อยู่บ้างและแม้เราจะยังผูกพันกับผู้คนที่เข้ามาในชีวิตแต่เราจะเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างเราจะเริ่มสังเกตเห็นการจากลา ชีวิตของคนเราต้องเจอการจากลานับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งเราพบเจอกับผู้คนและเรื่องราวต่างๆ มากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องพบเจอกับการจากลามากเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง, ไม่มีการพบเจอใด และไม่มีการรู้จักใดที่ไม่จากลา บางการจากลามาอย่างไม่ทันสังเกตเราไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า นั่นคือการจากลาเราเพิ่งมารู้ตัวถึงการจากลา ในวันที่เราตระหนักว่าคงไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก บางการจากลามาอย่างไม่ทันเตรียมใจบางสิ่งบางอย่างก็ดีและราบรื่นจนเราเผลอคิดไปว่าวันสุดท้ายระหว่างกันไม่มีจริงแต่ความจริงคือเราต่างมีวันสุดท้ายกับอะไรบางสิ่งเสมอ บางการจากลาเราอาจเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วแต่การเตรียมใจและการทำใจอาจไม่ได้มาพร้อมกัน ถึงอย่างนั้นการจากลาเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงไม่ต่างจากการพบเจอ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้คือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุดคือการทำวินาทีนี้ให้มีค่ามากที่สุด อย่างน้อยในวันที่เราพบว่าการจากลาได้เดินทางมาถึงไม่ว่าด้วยเหตุผลใดแม้เราจะเสียใจ แต่ไม่มีอะไรที่เราจะเสียดาย

เพราะอะไรเราถีงควรสนิทกับความเหงาไว้บ้าง

น่าจะมีคนไปค้นคว้าเสียทีว่า โลกใบนี้มีความเหงาเกิดขึ้นมานานเท่าไหร่แล้ว สมัยที่เรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ แล้วต้องออกเดินล่าเพียงลำพังในผืนป่า เราจะรู้สึกเหงาเหมือนสมัยปัจจุบันที่เราต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังท่ามกลางตึกสูงตระหง่านหรือเปล่า ในยุคนี้ ความเหงาดูราวกับเป็นเรื่องโหดร้าย สินค้ามากมายถูกออกแบบมาเพื่อคลายความเหงาให้กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ หนังสือ และแอพพลิแคลชั่นต่างๆ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้เรามี “อะไรทำ” จะได้ไม่ต้องจมอยู่กับความเหงา แม้กับความสัมพันธ์ บางครั้ง บางคนยังใช้ความสัมพันธ์เป็นเกราะกำบังความเหงา เมื่อเขาพบว่า การต้องนอนเพียงลำพัง การไม่มีใครให้บอกว่ารัก เป็นชีวิตที่แสนเดียวดาย จริงอยู่ ความเหงาอาจไม่ใช่เพื่อนที่น่ารัก แต่ใช่ไหมว่า หากเป็นคนความเหงาก็ไม่ควรนับเป็นศัตรู เพราะหากให้พูดอย่างตรงไปตรงมา ความเหงาไม่เคยทำร้ายเรา อย่างน้อยก็ไม่เท่ากับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของผู้คน หากความเหงาเป็นมนุษย์ ความเหงาคงเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ที่อาจพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ และออกจะขี้อายเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อนคนนี้ไม่เคยทำในสิ่งที่เพื่อนเขาจะไม่ทำกัน เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยทิ้งเราไว้กลางทาง เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยหมดรักเรา เพื่อนชื่อความเหงาไม่เคยเอาเราไปนินทา และเพื่อนที่ชื่อความเหงา คือ เพื่อนที่เปิดโอกาสให้เราได้อยู่กับตัวเอง อย่าหวาดกลัวความเหงา ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ลองทำความรู้จัก สนิทกับความเหงาดูบ้าง เพราะในโลกของความเหงา ไม่มีใครต้องเสียน้ำตาเพราะว่าใครหมดใจ

แค่ยอมรับ ไม่ได้แปลว่า ยอมแพ้

มีคนถามผมว่า วิธีการรับมือกับความเสียใจ ไม่ว่าจะเป็นความเสียใจจากความผิดหวังด้านความรัก หรือว่า ความเสียใจในการใช้ชีวิตกับเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องพบเจอในแต่ละวัน คืออะไร ผมมักบอกว่า วิธีการรับมือกับความเสียใจได้ดีที่สุด คือการยอมรับความจริง เพื่อที่จะยอมรับให้ได้ว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว หลายคนมองว่า การยอมรับความจริงเท่ากับการยอมแพ้ ทั้งที่ในความเป็นจริงการยอมรับความจริงไม่ใช่การยอมแพ้แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามการยอมรับความจริง คือหนทางเดียวที่เราจะก้าวข้ามผ่านความผิดหวังไปได้ เพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่เพราะตราบใดก็ตามที่เรายังหลอกตัวเองอยู่ ตราบใดที่เรายังไม่ยอมรับความจริงในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ตราบเท่านั้นที่ความทุกข์ขื่นขมยังถมทับอยู่ในหัวใจของเรา หญิงสาวคนหนึ่ง คบกันกับคนรักมาสิบกว่าปี เธอเชื่อใจในหนุ่มคนรักของเธอมาก และไม่เคยคิดถึงการลาจาก แต่วันหนึ่งเหมือนโดนฟ้าผ่า เธอค้นพบว่า เธอไม่ใช่คนเดียวที่ชายหนุ่มของเธอรักอีกต่อไป เธอพยายามหาวิถีทางที่จะตัดใจจากความสัมพันธ์ แต่เธอไม่อาจมองเห็นทางออกนั้น ทางออกนั้น แท้จริง คือการที่หญิงสาวต้องยอมรับว่า ชายหนุ่มมีคนอื่นแล้ว และเธอไม่ใช่รักเดียวของเขาอีกต่อไป การยอมรับความจริงเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่บางครั้ง ความเจ็บปวดนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้คนเราตัดใจได้ หลายคนรู้ว่า ไม่มีหวัง แต่เลือกที่จะหลอกตัวเอง เพื่อที่จะมีความสุขกับความไม่จริง ทั้งที่ความสุขในความไม่จริงนั้น ไม่ใช่ความสุขเลย มีแต่การยอมรับความจริงเท่านั้น ที่จะช่วยให้เราผ่านมันไปได้จริงๆ