3 สิ่งที่เราควรทิ้งไว้กับปีเก่า

ปีเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว และปีใหม่ได้มาถึง ทุกๆ ปี จะมีการทบทวนเรื่องราวในปีที่ผ่านมา เพื่อสรุปบทเรียนชีวิต ให้ได้รู้ว่า อะไรบ้างที่เราควรต้องพัฒนาแก้ไข และสิ่งใดที่ควรทำต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่ดี ผมเองได้ลองทำ 3 สิ่งที่เราควรทิ้งไว้กับปีเก่า เพราะว่า คงไม่ใช่ทุกความรู้สึก ทุกเรื่องราว ที่เราควรแบกข้ามปีไป 3 สิ่งที่เราควรทิ้งไว้กับปีเก่า 1. ความรู้สึกว่าเราไม่มีค่า ในความเป็นจริงแล้วเราทุกคนมีคุณค่าในตัวเองเสมอ เราต่างมีความพิเศษต่างจากคนอื่น สิ่งที่เป็นความงดงามในตัวของเรา สิ่งที่ทำให้เราไม่เหมือนใครหรืออะไรก็ตามบนโลกใบนี้ แต่ในปีที่ผ่านมา บางครั้งเราอาจต้องเจอกับเรื่องราวต่างๆ มากมาย และแน่นอนว่า จะต้องมีบางคนที่เขามองข้ามความสามารถของเราไป จนทำให้เรารู้สึกแย่ ซึ่งเราไม่ควรนำความรู้สึกว่า เราไม่มีค่าข้ามปีไปด้วย เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องจริงเลย 2. ความทรงจำแย่ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่จบลงไป เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกปีเราจะได้เจอกับผู้คนใหม่ๆ และในทางเดียวกัน เราก็ต้องลาจากผู้คนไปไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะผู้คนที่เราเคยรู้สึกว่า เขาอาจอยู่เคียงข้างกับเราตลอดไป ทุกการจากลงมีความเจ็บปวดอยู่ในนั้น โดยเฉพาะการค้องจากลากับคนที่เรารัก หรือคนที่เราเคยรัก มันจะมีความรู้สึกผิด มีความทรงจำแย่ๆ (ที่ครั้งหนึ่งอาจเคยเป็นความทรงจำดีๆ) ทำหน้าที่เหมือนคมมีด ที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของเราทุกครั้งเวลาคิดถึง สิ่งที่ดีที่สุด ที่เราจะทำได้ให้ตัวเองในปีใหม่นี้ คือการบอกตัวเองว่า ทุกอย่างกลายเป็นอดีตไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องราวความสุข […]

สิ่งที่ดีเกิดขึ้นทุกวัน

บางที เราก็อดรู้สึกไม่ได้หรอกว่า ทำไมนะ วันนี้เราถึงโชคร้ายจัง ทำไมวันนี้ เราถึงเจอแต่เรื่องราวที่ไม่ดี ทำไมวันนี้ เราถึงเจอแต่อะไรที่ไม่เป็นใจ แล้วเราก็เก็บเอาความรู้สึกนั้นเป็นความทุกข์ ทุกข์เพราะเหมือนว่า เราต้องเจอแต่เรื่องแย่ๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง เราอาจไม่ได้เจอแค่เรื่องแย่ๆ ก็เป็นได้ เรื่องดีๆ เรื่องที่งดงาม ก็อาจเกิดขึ้นอยู่ในวันนั้น เพียงแต่สำหรับคนเรา มักเห็นความทุกข์เป็นเรื่องใหญ่กว่าความสุขเสมอ ใช่ครับ หลายคนอาจคิดว่า ความสุขเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์ มนุษย์วิ่งไล่ไขว่คว้าหาความสุขกับมันตลอดชีวิต และพยายามหลีกหนีความทุกข์ เมื่อเป็นอย่างนั้น จะบอกว่า คนเราเห็นความทุกข์เป็นเรื่องใหญ่กว่าความสุขได้อย่างไร แต่เคยสังเกตไหมครับ ไม่ว่า เราจะอยากมีความสุขมากแค่ไหน ไม่ว่า เราจะเฝ้ารอความสุขนั้นมานานเพียงใด แต่พอถึงช่วงเวลาที่เราจะมีความสุขจริงๆ เรากลับไม่ดื่มด่ำกับความสุขนั้นเท่าที่ควร และพอความสุขได้ผ่านไปแล้ว เราก็ปล่อยความสุขนั้นผ่านไปเลย ไม่ได้กอบเก็บความสุขนั้นเอาไว้ในความทรงจำของเรา ในทางตรงกันข้ามกับความทุกข์ที่เราหลีกหนี แต่เรามักกลับมองเห็นความทุกข์ และทุกข์กับความทุกข์นั้นไปก่อนที่ความทุกข์จะมาถึงเสียอีก และเมื่อช่วงเวลาของความทุกข์ได้ผ่านไปแล้ว เรากลับย้อนเอาความทุกข์นั้นมาฉายซ้ำๆ ในหัวใจ แล้วจะไม่ให้บอกว่า คนเราเห็นความทุกข์มีขนาดใหญ่กว่าความสุขได้อย่างไร ความสุขมีอยู่ในทุกวัน ไม่ต่างกับความทุกข์หรอก แต่เราอาจเอาใจไปใส่กับความทุกข์มากเกินไป จนเราลืมมองเห็นความสุขที่เกิดขึ้นใกล้ๆ ตัว บางทีนะ บางที ความสุขอาจเป็นเรื่องใกล้แค่เอื้อม เราเองที่ไม่ยอมเอื้อมมือออกไป

จดหมายถึงตัวฉันเองตอนอายุ 15 จากชายอายุ 30

สวัสดีหนุ่มน้อย ถ้าความทรงจำของฉันยังไม่ได้ผิดเพี้ยนมากจนเกินไปนัก เมื่อ 15 ปีก่อน ณ ตอนนี้ นายน่าจะกำลังง่วนอยู่กับการเรียน รวมถึงการหาช่องทางที่จะศึกษาต่อระดับมัธยมปลาย พร้อมกับคิดว่า ภาระของการพ้นจากคำนำหน้าว่า “เด็กชาย” กลายเป็น “นาย” ช่างดูหนักหน่วง และเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ถ้าฉันจำไม่ผิด ตอนนั้นนายกำลังมีความรัก และคิดว่า นั่นคือความรักที่ยิ่งใหญ่ หญิงสาวคนนั้นคือคนที่นายจะรักตลอดไป เป็นคนสุดท้ายของชีวิต นายจินตนาการไม่ได้เลยว่า โลกภายภาคหน้าที่ไม่มีหญิงสาวคนนั้น นายจะอยู่ไปได้อย่างไร ตอนนั้น นอกจากความรักแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่นายให้น้ำหนักและคุณค่า คือมิตรภาพจากคำว่า เพื่อน นายคิดว่า เพื่อนคือสิ่งที่นายจะต้องยึดเหนี่ยวเอาไว้ให้เหนียวแน่น เพื่อนคือคนที่นายจะทำตาม เพื่อนคือคนที่นายจะยอมเอาทุกอย่างเข้าแลกเพื่อช่วยเหลือ สำหรับนายในวัยนั้น ยอมแลกทุกอย่างในชีวิตก็อาจได้เพื่อเพื่อน ในวัยวันนั้น นายกำลังแสวงหาชีวิต ว่าสิ่งใดกันคือความฝันของนาย สิ่งใดกันที่นายชอบและเป็นตัวตนของนาย สิ่งที่นายมีความสุขที่จะทำ และแน่นอน ฉันจำได้ดี ตอนนั้นนายดื้อกับพ่อแม่มาก นายคิดว่า นายกำลังเป็นผู้ใหญ่แล้ว คำพูด ความคิด ความเชื่อของพ่อแม่ ไม่น่าจะถูกต้องเหมือนของนาย ที่สำคัญ นายยังรำคาญพ่อกับแม่มากด้วย ยอมรับกับฉันดีๆ เถอะ นี่คือสิ่งที่ฉัน […]

สิ่งที่น่าเสียใจคือการใช้ชีวิตอยู่บนความเสียดาย

เมื่อเติบโตมาถึงวัยหนึ่ง คนหนึ่งคนต้องพบเจอและผ่านเรื่องราวต่างๆ มาไม่มากก็น้อย บางเรื่อง นำพาความสุขสมหวังมาให้กับเรา แต่บางเรื่อง ก็นำพาความเสียใจมาให้เรา แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่น่าเสียใจมากที่สุด ไม่ใช่การพบเจอกับความผิดหวังในชีวิต แต่คือการกลัวความผิดหวัง กลัวความเสียใจ จนไม่กล้าที่จะลงมืออะไร ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความเสียดาย ในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ บางทีนะ, บางที เราต้องบอกกับตัวของเราเองว่า ความเสียใจมันอยู่กับชีวิตเราไม่นานหรอก เหมือนการฉีดยา ที่แม้จะเจ็บปวดในช่วงเวลานั้น แต่พอผ่านมาได้ ความเจ็บปวดจะค่อยๆ บรรเทาเบาบางลง ในทางตรงกันข้าม ความรู้สึกเสียดาย แม้อาจไม่เจ็บปวดเลย แต่มันจะค้างคาอยู่ในหัวใจของเราตลอดไป บางครั้ง เราก็ปล่อยให้ตัวเราเองตกอยู่ในความกลัวมากเกินไป ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยมานานจนเกินไป ทำให้เราไม่กล้าที่จะเดินไปในเส้นทางใหม่ๆ เพื่อพบเจอเรื่องราวใหม่ๆ มีชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่อยากทำ แต่ไม่เคยได้ทำ แล้วใช้ชีวิตหลังจากนั้นกับคำว่า “ถ้า” ถ้าอย่างนั้น… ถ้าอย่างนี้… แต่จะเป็นแบบไหนไม่รู้ เพราะไม่ได้ลงมือทำจริงๆ หากมีความฝันอยากทำอะไร หากหัวใจปราถนาในสิ่งใด อย่าเอาแต่หวาดกลัว จนไม่กล้าที่จะเริ่มต้น เพราะชีวิตที่พบเจอกับความเสียใจบ้าง ดีกว่าชีวิตที่ต้องพบกับความเสียดายไปตลอดชีวิต

จงปล่อยให้อดีตอยู่เป็นอดีตไปจริงๆ เสียที

อดีต ปัจจุบัน อนาคต คือกฎของกาลเวลา ที่เราทุกคนต่างต้องเผชิญ เรามีอดีตให้เรียนรู้ จดจำ และรู้สึกสุข ทุกข์ กับสิ่งที่ผ่านไป เรามีปัจจุบัน ให้เราใช้ลมหายใจเข้าออก ตระหนักรู้กับความเป็นไป เรามีอนาคต ให้วาดหวัง ให้ไฝ่ฝัน และให้เริ่มต้นใหม่ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งหมดต่างมีความสำคัญ ถึงอย่างนั้น ก็มีคนไม่น้อยเลย แม้กระทั่งผมเองบางครั้ง ที่ชอบเอาอดีต ปัจจุบัน และอนาคตมาผสมปนเปกันมั่วไปหมด การผสมปนเปนั้นเป็นอย่างไร เคยไหม อยู่กับปัจจุบัน แต่กลับคิดถึงแต่อนาคต เคยไหม อยู่กับปัจจุบัน แต่กลับนึกถึงแต่อดีต โดยเฉพาะอดีต คือสิ่งที่คนเราเอามารบกวนกับปัจจุบันมากที่สุด จนทำให้เราลืมที่จะมีความสุขกับปัจจุบันไปจริงๆ คิดถึงคนรักเก่า จนลืมมองว่า วันนี้ชีวิตเราเจออะไรดีๆ มาบ้าง เศร้ากับการจากลาในวันเก่า จนลืมมองว่า วันนี้ชีวิตเราค้นพบอะไรใหม่ๆ บ้าง เอาเหตุการณ์ในอดีต มาตัดสินตัวเอง ว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม โดยที่ยังไม่ได้พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ต่างออกไป การเรียนรู้จากอดีตเป็นเรื่องดี การใส่ใจทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาเป็นเรื่องดี แต่คงดีกว่าแน่ๆ ถ้าในขณะนี้ ตอนนี้ วินาทีที่เราหายใจเข้าออก […]

ทุกสิ่งที่ง่ายเคยยากมาก่อน

บางครั้งอะไรยากหรืออะไรง่าย ไม่ได้ยากหรือง่ายด้วยตัวของมันเอง แต่เป็นความคิดของเรา แต่เป็นความถนัดของเรา ที่ทำให้เรามองว่า สิ่งนั้นง่าย สิ่งนั้นยาก ลองคิดย้อนดูตอนกลับไปเป็นเด็ก เราพบว่า เราไม่ค่อยรู้หรอกว่า อะไรที่ยาก อะไรที่ง่าย มีแต่สิ่งที่เราอยากทำ กับสิ่งที่เราไม่อยากทำ แต่พอยิ่งโตขึ้น เรายิ่งรู้สึกว่า คำว่ายาก คำว่าง่าย เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรมากขึ้น และนั่นก็เริ่มก่อปัญหาให้กับเรา อะไรก็ตามที่ง่าย เราก็อยากทำ พอยิ่งทำ เราก็ยิ่งชำนาญ ยิ่งเราชำนาญ เราก็ยิ่งรู้สึกว่ามันง่าย ในทางตรงกันข้าม อะไรก็ตามที่เราคิดว่ามันยาก เราก็ยิ่งไม่อยากทำ เพราะเรายิ่งไม่อยากทำ เราก็ยิ่งทำไม่เป็น และยิ่งเราทำไม่เป็นมันก็ยิ่งยากในความรู้สึกของเรา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ยากที่สุด อาจไม่ได้อยู่ในขั้นตอนการลงมือทำ แต่คือการชนะความกลัวในความยากนั่นต่างหาก หลายเรื่อง พอเราลงมือทำจริงๆ เราจะพบว่า มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่เพราะความคิด ทำให้กว่าที่จะรู้ เราก็เสียเวลากับความกลัวนานเกินไป อย่างที่บอก เรื่องยาก เรื่องง่าย เป็นเรื่องของความคิดมากกว่าความจริง ความยากเกิดจากความคิดที่ว่า เราไม่มีความสามารถ เราทำไม่ได้ แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ ว่าบางทีนะ บางที โลกนี้อาจไม่มีอะไรจริงๆ ที่เราทำไม่ได้ […]

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความเป็นไปไม่ได้

ตั้งแต่เกิดมา ชีวิตของผมเจอคำว่าเป็นไปไม่ได้เต็มไปหมด ทั้งสิ่งที่ดูเหมือนว่า จะเป็นไปไม่ได้จริงๆ กับสิ่งที่คนอื่นบอกเราว่า เป็นไปไม่ได้ และยิ่งคนอื่นบอกกับเราว่า มันเป็นไปไม่ได้บ่อยมากเท่าไหร่ คำๆ นั้นก็จะยิ่งเข้าไปในความคิดของเรา ทำให้เราเชื่อว่า สิ่งนั้น เรื่องนั้น มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ ผมอยากจะบอกกับคุณว่า เกือบทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นอยู่ อย่างปกติธรรมดาบนโลกใบนี้ ล้วนเคยเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้มาด้วยกันทั้งนั้น มนุษย์สองแขน สองขา ไม่มีปีก เป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางบนฟ้า คนอยู่ห่างกันคนละประเทศ เป็นไปไม่ได้ที่จะมองเห็นหน้ากัน มือถือหนึ่งเครื่อง เป็นไปไม่ได้ที่จะถ่ายรูป ทุกอย่างที่เรามองมันอย่างเป็นเรื่องปกติ เคยเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้มันเป็นไปได้ ความเชื่อว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ไง ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมมีความฝันว่า อยากเป็นนักกฎหมาย ย้อนไปเวลานั้น เมื่อสามสิบปีที่แล้ว การที่เด็กมีปัญหาสุขภาพคนหนึ่ง จะเข้าเรียนในโรงเรียนปกติ ยังเป็นเรื่องยากเลย ถ้าผมมองย้อนกลับไปตอนนั้น จากความคิดตอนนี้ ผมอาจคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้ แต่ความคิดของเด็ก ที่มองปลายทางเป็นสำคัญ และมองข้ามทุกข้อจำกัดไป ผมในตอนนั้นไม่เคยคิดเลยว่า เป็นไปไม่ได้ ผมทำเรื่องเป็นไปไม่ได้ในชีวิตของผม มาเรื่อยๆ อย่างละเล็ก อย่างละน้อย เป็นเวลาสามสิบปี […]

จงภาคภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น

สิ่งหนี่งที่น่าเศร้าที่สุดสำหรับผม คือการที่คนเราไม่ค่อยภาคภูมิใจในตัวเอง ต้องรอให้คนอื่นมาชื่นชม เราถึงรู้ว่า เรามีคุณค่าแค่ไหน ในความเป็นจริง เราทุกคนที่เกิดมา เราเกิดมาโดยห่างไกลจากคำว่าดีพร้อมมากมายนัก เราพูดก็ไม่ได้ ต้องหัดพูด เราเดินด้วยลำแข้งตัวเองก็ไม่ได้ เราต้องตั้งไข่เพื่อหัดเดิน เราดูแลตัวเองก็ไม่ได้ ต้องให้พ่อแม่คอยดูแล เราไม่มีความรู้สักเรื่อง จนต้องมาเรียนหนังสือเพื่อให้ครูสอน จะเห็นได้ว่า เราไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบเลย แต่วันนี้ เราก็มาถึงจุดนี้ จุดที่เราสามารถดูแลตัวเองได้ จุดที่เราสามารถยืนอยู่บนทางเลือกของชีวิตเราเอง อาจเพราะเราชอบมองสิ่งที่มีเป็นธรรมดา และมองสิ่งที่เราไม่มีเป็นสิ่งที่พิเศษ จนลืมไปว่า ทุกสิ่งที่เรามี ทุกสิ่งเป็นเรา เป็นความมหัศจรรย์ของชีวิต และสำหรับผม ความสามารถที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่มนุษย์หนึ่งคนพึงจะมี และความสามารถนั้นได้แบ่งแยกเราจากสิ่งมีชีวิตอื่น คือความสามารถในการที่จะรัก และความสามารถในการที่จะถูกรัก การรักใครสักคนเป็น เป็นสิ่งดีงามที่สุด ที่ธรรมชาติมอบให้กับสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่ามนุษย์ และถ้าหากเรามีความสามารถนั้น เรามีสิทธิเต็มที่ที่จะภูมิใจในตัวเอง

เราคือระบบปฏิบัติการที่ดีที่สุดของตัวเอง

ในยุคที่รอบกายของเราถูกรายล้อมด้วยเทคโนโลยี เรามักชินกับการอัพเดทมือถือ คอมพิวเตอร์ ของเรา ให้เป็นรุ่นใหม่อยู่เสมอ นอกจากนี้ ระหว่างมือถือ คอมพิวเตอร์ต่างๆ ก็ยังมีการเปรียบเทียบกันว่า ระหว่างระบบปฏิบัติการ (OS) ของตัวเอง เมื่อเทียบกันในเวอร์ชั่นล่าสุด ใครดีกว่ากัน ใครเหนือกว่ากัน ทั้งที่จะว่ากันความจริง โดยไม่ได้ปราวณาตัวเองว่าเป็นสาวกของค่ายมือถือไหน มือถือทุกยี่ห้อล้วนมีระบบปฏิบัติการที่เหมาะสมกับตัวเอง และดีที่สุดในแบบของตัวเอง เป็นซอฟท์แวร์ที่ออกแบบมาเหมาะสมกับฮาร์ดแวร์ของตัวเอง แล้วคนเราล่ะ มีซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นของตัวเองหรือไม่ ถ้าจะเปรียบไป ความคิด จิตใจ ความสามารถ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ข้างในของเรา นั่นคงเป็นซอฟท์แวร์ ส่วนสภาพร่างกาย รูปร่างหน้าตาของเราคงเป็นฮาร์ดแวร์ ที่จะทำงานได้ ต้องมีการประสานกับซอฟท์แวร์ของเรา ทีนี้ มันก็เหมือนมือถือทุกรุ่น คนเราทุกคนล้วนมีซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นของตัวเอง ที่มีข้อดีและข้อด้อยของตัวเอง และมันคงไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ ที่เราจะเอาสิ่งที่เราไม่มี มาเทียบกับคนอื่น แล้วบอกว่าเราสู้เขาไม่ได้ เมื่อเราทุกคนก็มีสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่มีเช่นกัน ผมเชื่อว่า ลึกๆ แล้ว มนุษย์เราทุกคนล้วนมีพรสวรรค์ อยู่ที่เราจะต้องหามันให้เจอ ว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร และที่สำคัญ เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ที่เราควรทำ คือ การพัฒนาของตัวเราเองตลอดเวลา พัฒนาจากสิ่งที่เรามีให้ดีที่สุด […]

เป้าหมายของชีวิต ไม่ควรใช่การไปได้ไกลที่สุด แต่คือการค้นพบความสุขในตัวเอง

เราอยู่ในโลกของทุนนิยม โลกทุนนิยมคือโลกที่มีการแข่งขันกันตลอดเวลา ใครที่ไปได้ไกลที่สุด ใครที่เก่งที่สุด ใครที่แข็งแกร่งที่สุด คือผู้ที่จะอยู่รอด ส่วนคนที่ถูกตัดสินว่าอ่อนแอกว่าคนอื่นเขา ต้องพ่ายแพ้และถูกคัดออก และสิ่งที่น่าเศร้าคือ ในขณะที่ความถนัดเฉพาะด้าน หรือที่เรียกว่าความเก่งของคนเรามีหลากหลาย แต่มีแค่ความถนัดเฉพาะด้านไม่กี่ด้านเท่านั้น ที่จะถูกสังคมเอาไม้บรรทัดว่า นั่นคือความเก่ง ถ้าคุณเก่งคณิตศาสตร์ เก่งวิทยาศาสตร์ หรือเก่งภาษาต่างประเทศ คนรอบข้างจะบอกว่าคือความเก่งทันที แต่ถ้าคุณเก่งรำไทย เก่งทำอาหาร หรือเก่งซ่อมแซมสิ่งของ แม้จะมีคนชื่นชมคุณ แต่มันจะด้วยความรู้สึกคนละแบบกับความเก่งในแบบแรก ทั้งๆ ที่ คนเราถนัดต่างกัน มีความชอบต่างกัน เราจึงไม่ควรถูกสังคมใช้ไม้บรรทัดแบบเดียวกันมาวัด แต่ถึงแม้เราจะต้องอยู่ในสังคมที่คนให้ความสำคัญกับความเก่งไม่กี่ด้านก็ตาม นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่คุณต้องควรเป็นทุกข์ ในชีวิตจริง ถ้าเลือกได้ใครก็อยากเป็นพระเอก นางเอก แต่ตำแหน่งพระเอก นางเอก ก็มีได้แค่ตำแหน่งเดียว แล้วถ้าเราถนัดกับการเป็นสตั้นท์แมนมากกว่า และทำหน้าที่ได้ดี ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะมีความสุขในชีวิตได้น้อยกว่าการเป็นพระเอก นางเอก บางครั้ง ความอยากได้ ความอยากมี ก็ทำให้คนเราลืมไปว่า ที่เราอยากได้ อยากมีทั้งหมดนั้นเพื่ออะไร เพื่อจะมีความสุข และถ้าความสุข ไม่จำเป็นต้องได้มาด้วยการได้อย่างคนอื่น มีอย่างคนอื่น แต่เป็นความสุขที่ได้มาจากการทำในสิ่งชอบ การมีความสุขอาจเป็นจุดหมายที่ง่ายกว่าที่เราคิด เพียงแค่เราลืมตาตื่นมา และรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เรารัก