เหตุผลบางข้อของคนนอนดึก

โดยปกติแล้ว ผมไม่ใช่คนที่นอนดึก เอาเข้าจริงผมมักจะนอนตั้งแต่หัวค่ำ จนถูกล้อเรียกว่าเป็นเด็กอนามัยด้วยซ้ำ แต่ในบางวัน บางเวลา อยู่ดีๆ ผมก็นอนดึกเหมือนกัน เมื่อความรู้สึกบางอย่าง เข้ามาโจมตีหัวใจ นี่เองอาจเป็นเหตุผลที่บางคนนอนดีก 1 .ความเหงา ไม่มีใครชอบความเหงาหรอกและยิ่งเหงามากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เราไม่อยากนอนเพราะว่า เราอยากจะหาอะไรทำเพื่อให้ความเหงานั้นได้จางลงไป แต่ยิ่งดึกเท่าไหร่ แทนที่ความเหงาจะจางลงไป กลายเป็นว่า บ่อยครั้งยิ่งดึก ความรู้สึกของความเหงาในหัวใจก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น 2. ความคิดถึง ช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เงียบงันกว่ากลางวันและบ่อยครั้งที่ความเงียบของกลางคืนมันเงียบเสียจนเราได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเสียงหัวใจที่บอกว่าเรายังลืมใครบางคนไม่ได้เลย หากภาพยนตร์จะฉายได้ชัดที่สุดตอนปิดไฟความทรงจำก็คงจะแจ่มชัดมากที่สุดในช่วงเวลาที่แสงของดวงอาทิตย์ได้ลับเลือนไปจากขอบฟ้า เรื่องราวต่างๆ ที่เคยคิดว่าลืมได้แล้ว เรากลับพบว่า มันยังอยู่ที่เดิม แค่เราเก็บซ่อนเรื่อราวเหล่านั้นไว้ ภายใต้คำว่าไม่เป็นไร บางทีนะ, บางทีไม่ว่านอนไม่หลับเพราะเหงาหรือว่านอนไม่หลับเพราะว่าคิดถึงใครบางคน สุดท้ายแล้วเราก็รู้ว่า คืนนี้จะต้องผ่านไปแล้วเช้าวันใหม่จะเฝ้ารอรอยยิ้มของเรา

มีแต่การผ่านวันแย่ๆ ไปให้ได้เท่านั้น ที่จะทำให้เราเจอวันที่ดีๆ ที่รออยู่

ต้องยอมรับว่า แม้เราอยากให้วันทุกวันเป็นวันที่ดีและแม้ว่า ในวันที่ไม่ดีก็ยังมีเรื่องราวที่ดีซ่อนอยู่แต่วันที่ไม่ดี วันที่เราพบความไม่เป็นใจในทุกอย่างมีอยู่จริง ไม่มีใครชอบวันที่ไม่ดีหรอกต่อให้วันที่ไม่ดีนั้นจะมีบทเรียนมากมายให้กับเราต่อให้วันที่ไม่ดีเหล่านั้นจะทำให้เราเข้มแข็ง และแกร่งขึ้นแต่ถ้าเลือกได้ เราก็ยังอยากจะมีแต่วันที่ดีๆ ในชีวิต ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ความลับแต่เป็นความจริงที่เราทุกคนต่างรู้กันเราไม่อาจหลีกเลี่ยงวันแย่ๆ ในชีวิตได้วันที่เราต้องร้องไห้ วันที่เราต้องเสียน้ำตาวันที่เราไม่อยากฝันถึงวันๆ นั้นมีอยู่จริงในชีวิตของเราทุกคน แต่การหวาดกลัว หรือการจมอยู่กับวันแย่ๆ เหล่านั้น ก็ไม่ได้ช่วยให้เราผ่านมันมาได้ ในทางตรงกันข้าม ยิ่งเราพยายามหลบหนี หรือหลีกเลี่ยงเท่าไหร่ วันแย่ๆ ยิ่งอยู่กับเราเนิ่นนานเท่านั้น มีแต่การผ่านวันแย่ๆ เหล่านั้นไปให้ได้ด้วยการเลือกที่จะเผชิญหน้าด้วยการใช้ความรู้สึกอดทนและด้วยการมองโลกในมุมของแง่ดีที่มีความหวังเสมอมีแต่การทำอย่างนี้เท่านั้นที่เราจะได้พบกับวันดีๆ ที่กำลังรอเราอยู่

กับบางเรื่องราวของชีวิต เราอาจเสียใจกับมันได้ แต่ไม่ควรถอดใจ

ในชีวิตของเรามีเรื่องราวไม่น้อยเลยที่พอผ่านมาแล้วหรือเกิดขึ้นแล้วเรารู้สึกเสียใจ บางความสัมพันธ์แม้เราได้เริ่มต้นมันขึ้นมาด้วยความรักและอยากจะรักษาความรักนั้นไว้ให้คงอยู่เสมอแต่ด้วยอะไรก็ตามทำให้เราต่างกลายเป็นคนที่ทำให้ความรักหล่นหายและโดยไม่ได้ตั้งใจเราต่างมีส่วนทำลายความสัมพันธ์ กับสิ่งที่เรียกว่าความฝันสิ่งที่เหมือนว่า เป็นเป้าหมายปลายทางของชีวิตที่เราเองอยากเดินทางไปให้ถึงแต่ก็จะมีบางครั้งในบางวันที่ทุกอย่างไม่เป็นเหมือนใจเราและเราเองต้องตกไปอยู่ในความรู้สึกของความพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของความรัก หรือว่า ในเรื่องราวของความฝัน จะมีช่วงเวลานั้น ที่เรารู้สึกเสียใจ แต่ความรู้สึกเสียใจ ไม่ควรเป็นเหตุผลให้เราถอดใจ ถ้าเรายังมีความรัก และยังมีความฝันในหัวใจ เพราะความรู้สึกเสียใจเป็นเรื่องธรรชาติ และธรรมดาเหมือนกับความรู้สึกดีใจเกิดขึ้นมา เดี๋ยวก็หายไป ต่างจากการถอดใจเมื่อไหร่ที่เราถอดใจทุกอย่างจะจบลงและความพ่ายแพ้จะเป็นของเราอย่างถาวร บ่อยครั้งสิ่งที่ทำให้คนเราเสียใจมากที่สุดในวันที่ผ่านเลยไปไม่ใช่อะไรอื่นแต่คือการที่เราถอดใจกับบางเรื่อง และบางคนไวเกินไป

เราอาจต้องยอมพ่ายแพ้นับครั้งไม่ถ้วน เพื่อเจอชัยชนะที่คุ้มค่าสักหนึ่งครั้ง

ในชีวิตของคนเราต้องพบเจอมาแล้วทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ชัยชนะมอบความสุขให้ผู้ชนะความพ่ายแพ้สร้างความเศร้าให้กับผู้ที่แพ้ บางคนนับชัยชนะเป็นความสำเร็จและถือว่า ความพ่ายแพ้เป็นจุดจบ บางทีนะ, บางที เราอาจกำลังเข้าใจผิด ความพ่ายแพ้แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่จุดจบ หรือการสิ้นสุดใดๆ แต่ความพ่ายแพ้ คือ บันไดขั้นหนึ่ง ที่พาให้เราเดินไปต่อ หากเราเข้าใจและมองว่าความพ่ายแพ้แท้จริงแล้วคือบทเรียนการพ่ายแพ้ไม่ว่ากี่ครั้งไม่ใช่เรื่องที่เราต้องเสียใจแต่เป็นสิ่งที่เราควรขอบคุณเพราะทุกครั้งที่เราพ่ายแพ้เราจะได้บทเรียน เป็นบทเรียนที่ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นเป็นบทเรียนที่ทำให้เราเป็นคนที่เก่งมากขึ้น และในชีวิตของคนเราหากเรายอมที่จะพ่ายแพ้หลายๆ ครั้งแต่ไม่มีความพ่ายแพ้สักครั้งที่จะทำให้เรายอมแพ้และหยุดความพยายาม วันหนึ่งนะ, ในวันหนึ่งชัยชนะที่เราตามหาจะรอเราอยู่ข้างหน้าและเราจะขอบคุณความพ่ายแพ้ในวันที่ผ่านมามากกว่าที่จะโทษมัน เพราะความพ่ายแพ้นั่นแหละคือครูที่สอนว่า เราจะชนะได้อย่างไร

เมื่อเราปล่อยเป็น ทุกอย่างจะผ่านไป

ตั้งแต่เล็กจนโตมีเรื่องราวต่างๆ นาๆ ที่เราแต่ละคนต้องพบเจอแต่ละเรื่องราวที่เราต้องเจอมีความแตกต่างกันออกไปถึงอย่างนั้นทุกเรื่องราวที่เราได้พบเจอก็สร้างความสุข และมอบความเศร้าให้กับเราทุกคนเหมือนกัน ไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่จะมีแต่ความสุขและยิ่งไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่จะต้องเผชิญหน้าสบตาแต่กับความทุกข์ความสุขและความทุกข์ต่างมาเยือนทุกคนอย่างเท่าเทียมยุติธรรมแค่ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน ในด้านของการรู้สึกมีความสุข หรือว่า ความรู้สึกว่าทุกข์ใจ จึงไม่ได้เป็นเพราะแค่สิ่งที่เข้ามาเจอมากระทบกับเรา แต่คือวิธีการและวิธีคิดที่เราใช้รับมือกับเรื่องราวเหล่านั้นแตกต่างกัน กับความสุขถ้าใครเลือกที่จดจำแต่เรื่องราวดีๆ ไว้มากกว่าเลือกที่จะตั้งเพดานของความสุขไว้ต่ำกว่าเลือกที่จะมีความสุขได้แม้ในเรื่องที่เล็กน้อยและเรียบง่ายคนๆ นั้นก็จะมีความสุขได้ง่ายกว่า กับความทุกข์ถ้าใครเลือกที่จะเก็บความทุกข์ของวันนี้ให้อยู่กับตัวไปจนวันหน้าไม่ยอมให้อดีตผ่านไปแต่ทำความเศร้าให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอคงไม่แปลกอะไรที่คนๆ นั้นจะมีความทุกข์มากกว่า ในชีวิตของคนเราจริงอยู่ที่เราเลือกไม่ได้ทุกอย่างแต่สิ่งสำคัญหนึ่งอย่างที่เราเลือกได้และเป็นสิ่งที่มีความหมายมากที่สุดคือการเลือกที่จะสุข หรือจะทุกข์ก้บเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามา

ชีวิตเรา เราเป็นเจ้าของ

บางคน อาจมีคำถามว่าชีวิตเราทุกวันนี้ที่เกิดมาแท้จริงแล้ว เป็นของใคร เป็นของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเป็นของครูบาอาจารย์ผู้ให้ความรู้เป็นของเพื่อนผู้เป็นมิตรข้างกายเป็นของเจ้านายผู้บังคับบัญชาหรือว่า เป็นของคนรักผู้ใช้ชีวิตร่วมกัน ชีวิตเราใครกันที่เป็นเจ้าของ คำตอบคือ ชีวิตเราไม่ใช่คนอื่นเป็นเจ้าของ แต่ชีวิตเรา เราเองเป็นเจ้าของ เราเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิจะเลือกหนทางเดิน เราเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิจะคิดฝันถึงชีวิตแบบที่เราอยากจะเป็น ใช่, และไม่อาจปฏิเสธพ่อแม่ ครูอาจารย์ เพื่อน เจ้านาย และคนรักเขาต่างปราถนาดี และคิดถึงสิ่งดีๆ ให้กับเราการที่เรายืนยันว่า ชีวิตเราเป็นของเราไม่ได้หมายความว่า เราต้องปฏิเสธที่จะรับความปราถนาดี และคำแนะนำจากผู้คนเหล่านั้นในทางตรงกันข้าม ยิ่งเพราะเป็นชีวิตของเราเรายิ่งต้องเปิดหัวใจเราให้กว้าง เพื่อที่จะรับฟังคำแนะนำจากคนต่างๆเพื่อให้ชีวิตของเราไม่ล้มลงกลางทางและเดินไปสู่จุดหมายอย่างมีความสุข แต่การรับฟังเป็นคนละเรื่องกับการอนุญาตให้คนอื่นตัดสินใจแทนเราในเรื่องราวชีวิตของเราและการรับฟังยิ่งเป็นคนละเรื่องกับการยินยอมให้ใครก็ตามมาชี้นำ หรือจัดวางชีวิตของเรา จริงอยู่ว่า ในการตัดสินใจของเราเองอาจมีผิดพลาด ล้มเหลว และหกล้มแต่เมื่อนั่นคือชีวิตของ การต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของเราเองจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และเราต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น เพราะสิ่งที่คนๆ หนึ่งจะเสียใจมากที่สุดไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในชีวิตแต่คือการตัดสินใจเอาชีวิตของเราไปไว้บนการตัดสินใจของคนอื่น

มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่อยากมีความสุข แต่ชอบรนหาที่เศร้า

หากให้พูดยอมรับกันตรงๆ คงไม่มีใครที่อยากผูกมิตรนับญาติกับความเศร้าความเศร้าคือสิ่งที่ทำให้เรามีหัวใจที่หดหู่และคิดว่า โลกนี้ไม่น่าอยู่อย่างที่เป็น ถ้าเป็นไปได้ระหว่างความสุขและความทุกข์ถ้าให้เลือก เดาได้ง่ายดายว่าคนเราจะขอเลือกอยู่ข้างความสุข เพราะความสุขคือสิ่งที่เราตามหาตรงกันข้ามกับความเศร้าที่เราเลือกอยากจะหลบหนี แต่บ่อยครั้งผมก็สงสัยว่ากับความคิดที่อยากหาความสุขและหลบหนีความเศร้าแต่หลายครั้ง หลายทีเราก็มักทำตรงกันข้าม เรากลับไม่ทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อที่จะมีความสุขแต่เรากลับเอาใจของเราไปเสี่ยงกับความเศร้าเพราะคิดว่า ความสุขชั่วคราว จะกลายเป็นถาวรได้ในทางตรงกันข้าม ความสุขแบบชั่วคราวมักมอบความเศร้าแบบถาวรให้เราแทนที่ เรามักกระโดดลงไปในความสัมพันธ์ที่ไม่น่าเสี่ยงคิดถึงคนที่เป็นไปไม่ได้และตกหลุมรักใครคนนั้นที่เขาไม่รักเรา บางทีนะ, บางทีความสุขไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการไม่ทุกข์และถ้าเราไม่อยากมีความทุกข์เราต้องไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงกับความเสียใจใดๆ ใช่, สุดท้ายแล้วไม่มีใครที่จะเลี่ยงความเศร้า ความเสียใจ ความผิดหวังได้หรอกแต่การที่เราไม่อาจเลี่ยงความเศร้า ความเสียใจได้ ก็เป็นคนละเรื่องกันกับการที่เราพาตัวเองไปเผชิญหน้ากับความเสียใจนั้นเอง บางที ถ้าอยากมีความสุข ก็แค่หาให้เจอว่าอะไรคือต้นเหตุของความทุกข์ แล้วไม่เอาตัวเองเข้าไปใกล้

อย่าให้วันแย่ๆ แค่หนึ่งวัน อยู่กับเราเกินข้ามวัน

มนุษย์ทุกคนมีวันที่ดีและมีวันที่แย่ ในความเป็นจริงถ้าจะพูดกันให้ยุติธรรมแม้กระทั่งในวันที่ดีก็มีเรื่องราวที่แย่ๆ อยู่และแม้ในวันที่เรามองว่า มันเป็นวันที่แย่ก็มีเรื่องราวดีๆ อยู่ วันที่ดี หรือว่าวันที่แย่ บ่อยครั้งเกิดขึ้นเพราะเราเอาหัวใจไปรู้สึกกับเรื่องราวไหนของวันนั้นมากกว่ากัน ถึงอย่างนั้นแม้กระทั่งวันที่ว่าแย่วันที่ไม่ดีเลยของเราสุดท้ายแล้วมันก็คือวันหนึ่งวันเป็นวันแค่หนึ่งวันใน 365 วัน ไม่ได้ยาวนานไปกว่านั้นไม่ได้ต่อเนื่องไปกว่านั้นถ้าใจของเราไม่ยินยอม บ่อยครั้งที่วันแย่ๆ ของวันหนี่งกลายเป็นวันที่แย่ๆ ของเราทั้งสัปดาห์ หรือทั้งเดือน หรือทั้งปีเพราะเราไม่ปล่อยให้วันแย่ๆ วันนั้น จบลงแค่วันนั้นแต่เรายังเอาวันแย่ๆ วันนั้นมาคิดต่อ ติดพัน ค้างคาอยู่ในหัวใจ นั่นคือเหตุผลที่ความทุกข์ไม่ยอมจางหายไปและความทุกข์ได้อยู่กับเรายาวนานกว่าที่เป็นจริง ไม่เป็นไรหรอกถ้าวันนี้จะเป็นวันที่แย่ไม่เป็นไรหรอกหากทุกอย่างจะไม่เป็นเหมือนใจเราแค่หยุดวันนี้ ไว้แค่วันนี้แล้วปล่อยให้วันใหม่ได้ทำหน้าที่ของมัน

เหตุผลที่เราไม่ควรร้องไห้เพราะเขาอีกต่อไป

ความสัมพันธ์ที่มีนามว่าความรักคือคำสั้นๆ ที่ทำให้คนเราเสียน้ำตาได้มากที่สุดบางครั้ง ในความสัมพันธ์ เราเสียน้ำตาเมื่อความสุขเอ่อล้นในหัวใจแต่บ่อยครั้ง ในความสัมพันธ์ เราเสียน้ำตาเพราะว่า รู้สึกเสียใจ ความเสียใจมาจากความผิดหวังและความผิดหวังมาจากความคาดหวังยิ่งเราเคยคาดหวังกับความสัมพันธ์มากเพียงใดเราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะผิดหวัง เสียใจจากความสัมพันธ์นั้นมากเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นการมีความหวังในความสัมพันธ์ย่อมดีกว่าเพราะคงไม่มีอะไรแย่เท่าการตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่หมดหวัง สิ่งที่แปลกคือ แม้กระทั่งในวันที่ความสัมพันธ์นั้นได้จบลงไปแล้ว แต่บางคนก็ยังคงร้องไห้ เสียน้ำตาให้กับความสัมพันธ์เก่าๆ เหล่านั้น และนี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงไม่ควรที่จะร้องไห้เพราะเขาอีกต่อไป 1.อดีตผ่านไปแล้ว และเราแก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่มีใครควรเสียน้ำตาให้กับสิ่งที่ไม่ย้อนคืน เราต้องยอมรับให้ได้ว่า เวลาที่เราอยู่ตรงนี้ วินาทีนี้ คือปัจจุบัน ปัจจุบันที่ไม่มีเขา ปัจจุบันที่มีเพียงเรา ส่วนเรื่องราวและผู้คนที่เราร้องไห้ให้นั้น คือเรื่องราวและผู้คนในอดีต ที่ถึงอย่างไรก็คงไม่ย้อนกลับมา แท้จริงชีวิตของคนเราควรมองไปข้างหน้า และอยู่กับปัจจุบัน เราใช้เวลากับการเสียน้ำตาให้อดีตมามากจนเกินไปแล้ว 2. เมื่อเขาไม่ได้เห็นว่าเราสำคัญอีกต่อไป แล้วทำไมเราถึงต้องรู้สึกไปเองว่า เขายังสำคัญ คนเราทุกคนมีคุณค่า ตัวของเราเองก็มีคุณค่า ถ้าเลือกได้ใครๆ ก็อยากมีความรักที่สุขสมหวัง แต่เมื่อเลือกไม่ได้ เราก็ต้องเข้าใจว่า ความผิดหวังคือส่วนหนึ่งของชีวิต การยอมรับความผิดหวัง คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราไปต่อได้ การยอมรับว่า เราไม่ได้สำคัญกับเขาอีกต่อไป จะช่วยให้เราเข้าใจว่า ทำไมเราถึงไม่ควรเสียเวลามาร้องไห้ให้กับเขาอีกแล้ว เพราะยิ่งเขามองว่าเราไม่สำคัญ เรายิ่งต้องให้ความสำคัญกับตัวเราเอง 3.เราดูดีที่สุดตอนยิ้ม ไม่ใช่ตอนที่เราร้องไห้ ผู้หญิงที่สวยที่สุดในตัวเรา ผู้ชายที่หล่อที่สุดในตัวเราคือคนที่กำลังยิ้มอยู่ […]

เหตุผลที่เรายังไม่ควรรักใคร

ความรักเป็นสิ่งสวยงามเรื่องนี้เป็นความจริงที่ไม่ว่าใครก็ยากจะปฏิเสธผมเองก็ยอมรับในความงดงามของความรักและปราถนาในความรักเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นความรักก็เหมือนทุกสิ่งไม่ใช่ว่าจะเหมาะสมกับทุกคนในทุกสถานการณ์โดยเฉพาะความรัก เป็นเรื่องมากกว่าแค่รักแต่ความรักเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตแต่ความรักเป็นเรื่องของการบริหารจัดการความสัมพันธ์ความรักจึงไม่ใช่เรื่องง่ายแค่รักแต่ความรักเรียกร้องความเข้าใจ และต้องการความรับผิดชอบ คนทุกคนควรมีความรัก และควรรักใครถ้าหัวใจบอกว่ารัก แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกครั้ง และไม่ใช่ทุกเวลาที่ความรักเพรียกหา แล้วเราต้องกระโจนลงไปในความรักเสมอ บางครั้ง บางครา แม้อาจดูเหมือนมีเหตุผลมากมายที่เราจะรักใครบางคน แต่มันก็มีบางเหตุผลเหมือนกัน ที่บอกให้เรารู้ว่า เรายังไม่ควรที่จะรัก และเรายังไม่พร้อมที่จะรัก อย่าเพิ่งรักใคร ถ้าเรารู้ตัวว่า ไม่พร้อมรับมือกับความเสียใจ ความรักไม่ได้นำพามาซึ่งสุขสมหวังเสมอไปหรอก ในทางตรงกันข้าม คนเราต้องยอมพบเจอกับความผิดหวังนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อที่จะได้พบเจอความสมหวังในความรักสักหนึ่งครั้ง เป็นการสมหวังในความรัก ครั้งที่จะอยู่กับเราตลอดไป แต่ถ้าเรารู้สึกว่า ใจเรายังอ่อนแอเกินกว่าที่จะเสียใจ เปราะบางเกินกว่าจะรับแรงกระแทกของความผิดหวังได้ไหวในตอนนี้ การเก็บหัวใจไว้รอวันที่พร้อม ไม่มีคำว่าสายเกินไป จงรักใครเพราะว่ารัก อย่ารักใครเพียงเพราะว่าเหงา บ่อยครั้ง ความเหงาทำให้รู้สึกว่า เราต้องการใครสักคนแต่ความรู้สึกว่า เราต้องการใครสักคน นั่นไม่ใช่ความรู้สึกเดียวกันกับความรักเพราะความรัก คือ ความรู้สึกที่ว่า เราอยากมีใครคนนั้นไปตลอดชีวิต อย่าให้ความเหงา หลอกว่าเรากำลังต้องการความรัก เพราะความรักที่เกิดขึ้นจากความเหงา มักไม่ยืนยาว และสร้างความปวดร้าวให้หัวใจของคนสองคนได้เสมอ รักในวันที่เราพร้อมเป็นผู้ให้ ความรักไม่ใช่การเรียกร้องความรักไม่ใช่การสนองความปราถนาใดของตนเองความรักคือความสุขที่ได้ให้และความพอใจที่เห็นคนที่เรารักมีความสุข ความรักต้องการความเสียสละเมื่อเรารักใคร เราอาจต้องยอมสละความเป็นเราไปครึ่งหนึ่งเพื่อที่เราจะเป็นเราที่พอดีกันกับอีกครึ่งหนึ่งที่เราตามหามาตลอดชีวิต เมื่อจะมีความรัก จงแน่ใจเสียก่อนว่า เราพร้อมที่จะเป็นฝ่ายให้ ไม่ได้หวังเพียงแค่จะเป็นฝ่ายรับ