วันที่ร้ายๆ สร้างความหมายให้วันที่ดีๆ

ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ต่อให้เราอยากจะให้วันทุกวันเป็นวันที่ดี แต่วันบางวันมันก็ไม่ดีอย่างที่เราคิดเท่าไหร่ มักมีปัญหา หรือสิ่งต่างๆ ที่ไม่เป็นใจมาให้เราได้พบเจอ จนถ้าหากทำได้ เราก็อยากที่จะกดข้ามวันนั้นไปเลย เผื่อที่จะตื่นเช้ามาเป็นวันใหม่ ถึงอย่างนั้น ในความเป็นจริง เราก็ไม่สามารถกดข้ามวันที่แย่ๆ ไปได้ แต่ถึงเราจะกดข้ามไม่ได้ แต่ตราบใดที่เวลายังคงเดินไปข้างหน้าเสมอ วันที่แย่ๆ เวลาที่ไม่เป็นใจ ก็จะค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านเราไปในทุกนาที รู้ตัวอีกทีวันเหล่านั้นก็กลายเป็นอดีตแล้ว ในความเป็นจริง วันที่แย่ๆ เหล่านั้นนี่แหละ ที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของวันที่ดีๆ เพราะหากทุกวันเป็นวันที่ดีๆ เป็นวันที่เป็นอย่างใจของเรา วันที่ดีๆ เหล่านั้นก็คงไม่มีความหมาย เพราะกลายเป็นความเคยชิน ที่เราเลือกการมองข้าม มากกว่าที่จะมองเห็นหรือให้ค่ากับวันดีๆ เหล่านั้น ที่สำคัญ วันที่แย่ๆ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดวันที่ดีๆ ขึ้น เพราะในวันที่แย่ๆ อย่างนั้น ชีวิตมักมอบบทเรียนที่ล้ำค่าให้กับเรา เป็นบทเรียนที่สอนให้เรารู้ว่า เราจะหลีกเลี่ยงวันแย่ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกอย่างไร และเราจะมีวันที่ดีๆ ได้อย่างไร ในวันที่เรารู้สึกว่า มันเป็นวันที่แย่ หรือว่า เป็นวันที่ไม่ดี อย่าได้กลัว หรือว่า หวาดหวั่น เพราะวันแย่ๆ ก็เหมือนความมืดมิด ที่จะทำให้เรามองเห็นวันดีๆ ที่เป็นดั่งแสง […]

พรุ่งนี้คือวันที่ยังมาไม่ถึง วันนี้คือวันที่มีอยู่จริง

สองสิ่งที่ทำให้คนเรามีความทุกข์กับชีวิตสิ่งหนึ่งอาจดูเป็นด้านบวก สิ่งหนึ่งอาจดูเป็นด้านลบแต่ทั้งสองสิ่งต่างมอบความเศร้าให้กับเราได้ การคาดหวัง แท้จริงแล้ว ชีวิตของคนเราควรมีความหวังและการมีความหวังเป็นเรื่องงดงามของชีวิตความหวังคือพลังที่ขับเคลื่อนให้คนเราเดินหน้าไปต่อ ความหวังไม่ต่างอะไรจากแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดความหวังไม่ผิดอะไรไปจากสายน้ำท่ามกลางความเหือดแห้งของฤดูร้อน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความหวังเปลี่ยนเป็นความคาดหวังเมื่อนั้น ความทุกข์จะเข้ามาแทนที่ความสุข การคาดหวัง คือ การคาดว่า ความหวังนั้นจะเป็นจริงหากความหวังคือระหว่างทางที่สวยงามการคาดหวัง ก็อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ปลายทางเรารู้สึกหม่นเศร้า ชีวิตของคนเราควรมีความหวังแต่อย่าคาดหวังมากจนเกินไปทำแต่ละวัน แต่ละก้าว แต่ละนาทีอย่างมีความสุขหากเราทำวันทุกวันให้ดี ปลายทางจะเป็นอย่างไรไม่มีอะไรต้องเสียใจ ความกังวล ความกังวล คือการเอาทุกข์ของวันข้างหน้ามาไว้กับวันนี้ความกังวล คือการเอาความคิดด้านลบมากลบปัจจุบัน จริงอยู่ ความกังวลอาจมีข้อดีบ้างที่ทำให้เราไม่ประมาทกับชีวิต อะไรก็ตาม หากอยู่ในความพอดีก็อาจมีแง่มุมที่ดีแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความพอดีกลายเป็นน้อยไป หรือว่ามากไปสุดท้ายแล้ว จะสร้างปัญหาให้กับความรู้สึกของเรามากกว่าประโยชน์ ความกังวลก็เช่นกันเรามีความกังวลได้แต่อย่างให้ความกังวลทำให้เราเป็นทุกข์จนมองไม่เห็นความสุขของปัจจุบัน พรุ่งนี้ในวันนี้ สุดท้ายแล้ววันพรุ่งนี้ คือ วันหน้าของวันนี้วันนี้วันพรุ่งนี้ยังมาไม่ถึงเราก็ยังไม่ต้องรีบเร่งให้วันพรุ่งนี้มาถึงด้วยการเอาความคาดหวัง หรือความกังวลซึ่งเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้มาใส่ในวันนี้ เราต้องเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่าทำวันนี้ให้ดีแล้ววันพรุ่งนี้จะดีเอง

เราจะลดน้ำหนักของความทุกข์ได้อย่างไร

ตอนนี้กระแสเรื่องของการรักสุขภาพเป็นเรื่องที่กำลังมาแรงผู้คนต่างหันมาสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพของตัวเองโดยเฉพาะเรื่องของการลดน้ำหนัก การควบคุมน้ำหนักให้มีรูปร่างที่ดี เพื่อที่จะมีสุขภาพที่ดี ในการลดน้ำหนักตัว มีหลักเกณ์ในการลดมากมายแต่หัวใจสำคัญของการลดน้ำหนักทุกสูตรคือ การที่กินเข้ามาให้น้อยกว่ากำลังกายที่ออกไป นอกจากเรื่องของการลดน้ำหนักแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่เราควรมาใส่ใจกันคือการลดน้ำหนักความทุกข์ในหัวใจของเราเอง เพราะความทุกข์เป็นสิ่งที่มีน้ำหนักและแต่ละวันที่ผ่านไป เป็นเราเองที่สะสมพลังงานของความทุกข์ไว้ในหัวใจมากมายโดยที่เราไม่ได้เอาออกไปบ้าง หากจะอยากลดน้ำหนักของความทุกข์ลง เราต้องพยายามที่จะไม่นำเข้า แบกรับความทุกข์ใหม่ๆ เข้ามาในหัวใจ และรู้จักที่จะออกกำลังเอาความทุกข์ไปจากหัวใจ การออกกำลังใจ คือ การมีทัศนคติที่ดี การมองโลกที่แง่บวก ยิ่งเรามีทัศนคติที่ดี ยิ่งเรามองโลกในแง่บวก ความทุกข์ในหัวใจก็จะยิ่งถูกขับออกไปมากเท่านั้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราไม่เอาความทุกข์เข้ามา และเราขับไล่ความทุกข์ออกไปน้ำหนักของความทุกข์ในหัวใจของเราก็จะไม่เหลือและเราก็จะไม่รู้สึกหนักใจอีกต่อไป เพราะความสุขคือการมีหัวใจที่เบาสบาย

ความทรงจำที่งดงาม ก็ยังเป็นแค่ความทรงจำ

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเราติดอยู่กับที่ไม่อาจก้าวเดินไปต่อไปในวันข้างหน้าคือการยึดติดกับความทรงจำ ไม่ใช่แค่ความทรงจำเก่าๆ ในเรื่องราวแย่ๆ เท่านั้นที่ทำให้ชีวิตของเราไม่ก้าวเดินไปไหนแต่บางครั้ง ความทรงจำดีๆ ด้วยที่ทำให้เราไม่อยากก้าวเดินต่อไป คนบางคนเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่ยังเอาความคิดของตัวเองไปผูกไว้กับเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตอยู่เสมอและคาดหวังว่า มันจะดีอย่างเดิมพอไม่เป็นอย่างที่คิด ก็ไปคิดเองว่า สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี คนหลายคน เริ่มต้นกับคนรักคนใหม่ แต่ก็ยังคงคิดถึงคนรักคนเก่าที่จากมา ยังตัดใจจากเขาไม่ได้จริงๆ สร้างความเจ็บปวดขึ้นมาในหัวใจ ทั้งหัวใจของเราเอง และหัวใจของคนใหม่ที่เขาไม่ได้รับรู้เรื่องราวใดๆ ด้วย อดีต ปัจจุบัน อนาคตคือช่วงเวลาที่แยกขาดออกจากกันแต่แปลกที่เราชอบเอามาปนกันจนกลายเป็นความทุกข์ใจมากกว่าความสุขใจ ความทรงจำ แสนดีแค่ไหนก็เป็นแค่ความทรงจำวันนี้ ปัจจุบัน ขณะนี้ต่างหากคือช่วงเวลาที่เรามีอยู่จริงและเราควรใช้มันไปอย่างคนที่มีความสุข ความทรงจำดีๆ ก็เหมือนภาพถ่ายเราจะย้อนกลับไปมองบ่อยแค่ไหนก็ได้แต่สิ่งสำคัญ คือ บางครั้งเราต้องเงยหน้าขึ้นมาจากภาพถ่ายและมองความงดงามที่กำลังเกิดขึ้นข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายมากที่สุด

ความเหงา คือ ส่วนหนึ่งของวิชาการอยู่กับตัวเองให้เป็น

หากเราเชื่อว่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้คือการเรียนรู้ สิ่งต่างๆ ที่เราต้องพบเจอในแต่ละวัน คงไม่ต่างอะไรจากบทเรียนในแต่ละวิชา ความผิดหวัง การอกหัก อาจเป็นบทเรียนหนึ่งของวิชาการเรียนรู้กับความรัก ความล้มเหลว ความผิดพลาด อาจเป็นอีกบทเรียนของวิชาการที่จะประสบความสำเร็จ ถ้ามองให้เห็น เราจะพบว่าทุกอย่างบนโลกนี้คือบทเรียนที่มีเรื่องราวมากมายให้เราได้เรียนรู้ไม่จบสิ้น แล้วกับสิ่งที่เรียกว่า ความเหงาล่ะมีบทเรียนอยู่ในนั้นด้วยหรือไม่ คำตอบคือใช่สำหรับเรา ความเหงาคือบทเรียนของวิชาการอยู่กับตัวเองให้เป็น ใช่ไหมว่า ในวันๆ หนึ่งเราต้องพบเจอผู้คนมากมายในแต่ละวันกับบางคนเราพบเจอแล้วก็เลยผ่านไปในเวลาไม่ช้านานแต่กับบางคน เมื่อพบเจอแล้วเราก็เผลอเอาใจไปผูกพัน ความผูกพันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขและรู้สึกอบอุ่นในหัวใจแต่ขณะเดียวกัน ความผูกพันก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเราปวดร้าวได้อย่างมากที่สุดเมื่อวันที่ความสัมพันธ์ได้ห่างหายไป ความเหงา คือความรู้สึกโดดเดี่ยวในหัวใจไม่มีใครชอบความเหงาหรอกแต่ถึงอย่างนั้น ความเหงาคือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังจริงๆและช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังเป็นช่วงเวลาที่มีค่าเพราะในช่วงเวลาเหล่านั้นเราจะได้ทบทวนตัวเองอย่างแท้จริงว่าที่ผ่านมาเราเอาหัวใจไปฝากไว้ที่ใครมากไปหรือเปล่า

กฎข้อแรกของการใช้ชีวิต คือเป็นตัวของตัวเอง

ยิ่งเราอายุมากขึ้นได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิตได้พบเจอกับผู้คนมากมายได้ตกหลุมรัก และได้เป็นคนที่ถูกรักได้เป็นคนที่หมดรัก และได้เป็นคนที่ถูกหมดรักเรายิ่งพบกับตัวเองว่า เราเป็นตัวของตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ คนเราเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุดตอนเป็นเด็กและยิ่งเราโตมากขึ้นไม่ว่าด้วยกรอบของสังคม หรือว่าด้วยความคาดหวังของใครจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเราเป็นตัวของตัวเองน้อยกว่าที่เคยเป็นมา เราเริ่มแต่งตัวตามคนอื่นใช้ชีวิตในวิถีทางของคนอื่นทำตามความคาดหวังของคนอื่นยอมเปลี่ยนตัวเองเป็นคนอื่นเพื่อให้คนอื่นมารักเรา ทั้งที่ในความจริง เราคงดีใจมากกว่า ถ้าจะมีใครสักคนรักเรา และภูมิใจในตัวเรา จากสิ่งที่เราเป็น จากตัวตนของเราจริงๆ ไม่ใช่เพราะเราเป็นอย่างที่ใครคาดหวัง ยิ่งโตมากขึ้นเรายิ่งเป็นตัวเองน้อยลงแต่ยิ่งโตมากขึ้นเรายิ่งต้องเป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้น เพราะไม่ว่าจะสุข หรือจะทุกข์หากเป็นไปได้ เราคงอยากเป็นตัวของตัวเองยิ้มก็ยิ้มอย่างที่เราเป็นร้องไห้ก็ร้องไห้อย่างที่เป็นเรา เพราะการใช้ชีวิตด้วยการเป็นคนอื่นมันฝืนจนเกินไป

เหตุผลบางข้อของคนนอนดึก

โดยปกติแล้ว ผมไม่ใช่คนที่นอนดึก เอาเข้าจริงผมมักจะนอนตั้งแต่หัวค่ำ จนถูกล้อเรียกว่าเป็นเด็กอนามัยด้วยซ้ำ แต่ในบางวัน บางเวลา อยู่ดีๆ ผมก็นอนดึกเหมือนกัน เมื่อความรู้สึกบางอย่าง เข้ามาโจมตีหัวใจ นี่เองอาจเป็นเหตุผลที่บางคนนอนดีก 1 .ความเหงา ไม่มีใครชอบความเหงาหรอกและยิ่งเหงามากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เราไม่อยากนอนเพราะว่า เราอยากจะหาอะไรทำเพื่อให้ความเหงานั้นได้จางลงไป แต่ยิ่งดึกเท่าไหร่ แทนที่ความเหงาจะจางลงไป กลายเป็นว่า บ่อยครั้งยิ่งดึก ความรู้สึกของความเหงาในหัวใจก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น 2. ความคิดถึง ช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เงียบงันกว่ากลางวันและบ่อยครั้งที่ความเงียบของกลางคืนมันเงียบเสียจนเราได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเสียงหัวใจที่บอกว่าเรายังลืมใครบางคนไม่ได้เลย หากภาพยนตร์จะฉายได้ชัดที่สุดตอนปิดไฟความทรงจำก็คงจะแจ่มชัดมากที่สุดในช่วงเวลาที่แสงของดวงอาทิตย์ได้ลับเลือนไปจากขอบฟ้า เรื่องราวต่างๆ ที่เคยคิดว่าลืมได้แล้ว เรากลับพบว่า มันยังอยู่ที่เดิม แค่เราเก็บซ่อนเรื่อราวเหล่านั้นไว้ ภายใต้คำว่าไม่เป็นไร บางทีนะ, บางทีไม่ว่านอนไม่หลับเพราะเหงาหรือว่านอนไม่หลับเพราะว่าคิดถึงใครบางคน สุดท้ายแล้วเราก็รู้ว่า คืนนี้จะต้องผ่านไปแล้วเช้าวันใหม่จะเฝ้ารอรอยยิ้มของเรา

มีแต่การผ่านวันแย่ๆ ไปให้ได้เท่านั้น ที่จะทำให้เราเจอวันที่ดีๆ ที่รออยู่

ต้องยอมรับว่า แม้เราอยากให้วันทุกวันเป็นวันที่ดีและแม้ว่า ในวันที่ไม่ดีก็ยังมีเรื่องราวที่ดีซ่อนอยู่แต่วันที่ไม่ดี วันที่เราพบความไม่เป็นใจในทุกอย่างมีอยู่จริง ไม่มีใครชอบวันที่ไม่ดีหรอกต่อให้วันที่ไม่ดีนั้นจะมีบทเรียนมากมายให้กับเราต่อให้วันที่ไม่ดีเหล่านั้นจะทำให้เราเข้มแข็ง และแกร่งขึ้นแต่ถ้าเลือกได้ เราก็ยังอยากจะมีแต่วันที่ดีๆ ในชีวิต ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ความลับแต่เป็นความจริงที่เราทุกคนต่างรู้กันเราไม่อาจหลีกเลี่ยงวันแย่ๆ ในชีวิตได้วันที่เราต้องร้องไห้ วันที่เราต้องเสียน้ำตาวันที่เราไม่อยากฝันถึงวันๆ นั้นมีอยู่จริงในชีวิตของเราทุกคน แต่การหวาดกลัว หรือการจมอยู่กับวันแย่ๆ เหล่านั้น ก็ไม่ได้ช่วยให้เราผ่านมันมาได้ ในทางตรงกันข้าม ยิ่งเราพยายามหลบหนี หรือหลีกเลี่ยงเท่าไหร่ วันแย่ๆ ยิ่งอยู่กับเราเนิ่นนานเท่านั้น มีแต่การผ่านวันแย่ๆ เหล่านั้นไปให้ได้ด้วยการเลือกที่จะเผชิญหน้าด้วยการใช้ความรู้สึกอดทนและด้วยการมองโลกในมุมของแง่ดีที่มีความหวังเสมอมีแต่การทำอย่างนี้เท่านั้นที่เราจะได้พบกับวันดีๆ ที่กำลังรอเราอยู่

กับบางเรื่องราวของชีวิต เราอาจเสียใจกับมันได้ แต่ไม่ควรถอดใจ

ในชีวิตของเรามีเรื่องราวไม่น้อยเลยที่พอผ่านมาแล้วหรือเกิดขึ้นแล้วเรารู้สึกเสียใจ บางความสัมพันธ์แม้เราได้เริ่มต้นมันขึ้นมาด้วยความรักและอยากจะรักษาความรักนั้นไว้ให้คงอยู่เสมอแต่ด้วยอะไรก็ตามทำให้เราต่างกลายเป็นคนที่ทำให้ความรักหล่นหายและโดยไม่ได้ตั้งใจเราต่างมีส่วนทำลายความสัมพันธ์ กับสิ่งที่เรียกว่าความฝันสิ่งที่เหมือนว่า เป็นเป้าหมายปลายทางของชีวิตที่เราเองอยากเดินทางไปให้ถึงแต่ก็จะมีบางครั้งในบางวันที่ทุกอย่างไม่เป็นเหมือนใจเราและเราเองต้องตกไปอยู่ในความรู้สึกของความพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของความรัก หรือว่า ในเรื่องราวของความฝัน จะมีช่วงเวลานั้น ที่เรารู้สึกเสียใจ แต่ความรู้สึกเสียใจ ไม่ควรเป็นเหตุผลให้เราถอดใจ ถ้าเรายังมีความรัก และยังมีความฝันในหัวใจ เพราะความรู้สึกเสียใจเป็นเรื่องธรรชาติ และธรรมดาเหมือนกับความรู้สึกดีใจเกิดขึ้นมา เดี๋ยวก็หายไป ต่างจากการถอดใจเมื่อไหร่ที่เราถอดใจทุกอย่างจะจบลงและความพ่ายแพ้จะเป็นของเราอย่างถาวร บ่อยครั้งสิ่งที่ทำให้คนเราเสียใจมากที่สุดในวันที่ผ่านเลยไปไม่ใช่อะไรอื่นแต่คือการที่เราถอดใจกับบางเรื่อง และบางคนไวเกินไป

เราอาจต้องยอมพ่ายแพ้นับครั้งไม่ถ้วน เพื่อเจอชัยชนะที่คุ้มค่าสักหนึ่งครั้ง

ในชีวิตของคนเราต้องพบเจอมาแล้วทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ชัยชนะมอบความสุขให้ผู้ชนะความพ่ายแพ้สร้างความเศร้าให้กับผู้ที่แพ้ บางคนนับชัยชนะเป็นความสำเร็จและถือว่า ความพ่ายแพ้เป็นจุดจบ บางทีนะ, บางที เราอาจกำลังเข้าใจผิด ความพ่ายแพ้แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่จุดจบ หรือการสิ้นสุดใดๆ แต่ความพ่ายแพ้ คือ บันไดขั้นหนึ่ง ที่พาให้เราเดินไปต่อ หากเราเข้าใจและมองว่าความพ่ายแพ้แท้จริงแล้วคือบทเรียนการพ่ายแพ้ไม่ว่ากี่ครั้งไม่ใช่เรื่องที่เราต้องเสียใจแต่เป็นสิ่งที่เราควรขอบคุณเพราะทุกครั้งที่เราพ่ายแพ้เราจะได้บทเรียน เป็นบทเรียนที่ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นเป็นบทเรียนที่ทำให้เราเป็นคนที่เก่งมากขึ้น และในชีวิตของคนเราหากเรายอมที่จะพ่ายแพ้หลายๆ ครั้งแต่ไม่มีความพ่ายแพ้สักครั้งที่จะทำให้เรายอมแพ้และหยุดความพยายาม วันหนึ่งนะ, ในวันหนึ่งชัยชนะที่เราตามหาจะรอเราอยู่ข้างหน้าและเราจะขอบคุณความพ่ายแพ้ในวันที่ผ่านมามากกว่าที่จะโทษมัน เพราะความพ่ายแพ้นั่นแหละคือครูที่สอนว่า เราจะชนะได้อย่างไร