เมื่อเราปล่อยเป็น ทุกอย่างจะผ่านไป

ตั้งแต่เล็กจนโตมีเรื่องราวต่างๆ นาๆ ที่เราแต่ละคนต้องพบเจอแต่ละเรื่องราวที่เราต้องเจอมีความแตกต่างกันออกไปถึงอย่างนั้นทุกเรื่องราวที่เราได้พบเจอก็สร้างความสุข และมอบความเศร้าให้กับเราทุกคนเหมือนกัน ไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่จะมีแต่ความสุขและยิ่งไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่จะต้องเผชิญหน้าสบตาแต่กับความทุกข์ความสุขและความทุกข์ต่างมาเยือนทุกคนอย่างเท่าเทียมยุติธรรมแค่ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน ในด้านของการรู้สึกมีความสุข หรือว่า ความรู้สึกว่าทุกข์ใจ จึงไม่ได้เป็นเพราะแค่สิ่งที่เข้ามาเจอมากระทบกับเรา แต่คือวิธีการและวิธีคิดที่เราใช้รับมือกับเรื่องราวเหล่านั้นแตกต่างกัน กับความสุขถ้าใครเลือกที่จดจำแต่เรื่องราวดีๆ ไว้มากกว่าเลือกที่จะตั้งเพดานของความสุขไว้ต่ำกว่าเลือกที่จะมีความสุขได้แม้ในเรื่องที่เล็กน้อยและเรียบง่ายคนๆ นั้นก็จะมีความสุขได้ง่ายกว่า กับความทุกข์ถ้าใครเลือกที่จะเก็บความทุกข์ของวันนี้ให้อยู่กับตัวไปจนวันหน้าไม่ยอมให้อดีตผ่านไปแต่ทำความเศร้าให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอคงไม่แปลกอะไรที่คนๆ นั้นจะมีความทุกข์มากกว่า ในชีวิตของคนเราจริงอยู่ที่เราเลือกไม่ได้ทุกอย่างแต่สิ่งสำคัญหนึ่งอย่างที่เราเลือกได้และเป็นสิ่งที่มีความหมายมากที่สุดคือการเลือกที่จะสุข หรือจะทุกข์ก้บเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามา

ชีวิตเรา เราเป็นเจ้าของ

บางคน อาจมีคำถามว่าชีวิตเราทุกวันนี้ที่เกิดมาแท้จริงแล้ว เป็นของใคร เป็นของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเป็นของครูบาอาจารย์ผู้ให้ความรู้เป็นของเพื่อนผู้เป็นมิตรข้างกายเป็นของเจ้านายผู้บังคับบัญชาหรือว่า เป็นของคนรักผู้ใช้ชีวิตร่วมกัน ชีวิตเราใครกันที่เป็นเจ้าของ คำตอบคือ ชีวิตเราไม่ใช่คนอื่นเป็นเจ้าของ แต่ชีวิตเรา เราเองเป็นเจ้าของ เราเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิจะเลือกหนทางเดิน เราเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิจะคิดฝันถึงชีวิตแบบที่เราอยากจะเป็น ใช่, และไม่อาจปฏิเสธพ่อแม่ ครูอาจารย์ เพื่อน เจ้านาย และคนรักเขาต่างปราถนาดี และคิดถึงสิ่งดีๆ ให้กับเราการที่เรายืนยันว่า ชีวิตเราเป็นของเราไม่ได้หมายความว่า เราต้องปฏิเสธที่จะรับความปราถนาดี และคำแนะนำจากผู้คนเหล่านั้นในทางตรงกันข้าม ยิ่งเพราะเป็นชีวิตของเราเรายิ่งต้องเปิดหัวใจเราให้กว้าง เพื่อที่จะรับฟังคำแนะนำจากคนต่างๆเพื่อให้ชีวิตของเราไม่ล้มลงกลางทางและเดินไปสู่จุดหมายอย่างมีความสุข แต่การรับฟังเป็นคนละเรื่องกับการอนุญาตให้คนอื่นตัดสินใจแทนเราในเรื่องราวชีวิตของเราและการรับฟังยิ่งเป็นคนละเรื่องกับการยินยอมให้ใครก็ตามมาชี้นำ หรือจัดวางชีวิตของเรา จริงอยู่ว่า ในการตัดสินใจของเราเองอาจมีผิดพลาด ล้มเหลว และหกล้มแต่เมื่อนั่นคือชีวิตของ การต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของเราเองจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และเราต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น เพราะสิ่งที่คนๆ หนึ่งจะเสียใจมากที่สุดไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในชีวิตแต่คือการตัดสินใจเอาชีวิตของเราไปไว้บนการตัดสินใจของคนอื่น

มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่อยากมีความสุข แต่ชอบรนหาที่เศร้า

หากให้พูดยอมรับกันตรงๆ คงไม่มีใครที่อยากผูกมิตรนับญาติกับความเศร้าความเศร้าคือสิ่งที่ทำให้เรามีหัวใจที่หดหู่และคิดว่า โลกนี้ไม่น่าอยู่อย่างที่เป็น ถ้าเป็นไปได้ระหว่างความสุขและความทุกข์ถ้าให้เลือก เดาได้ง่ายดายว่าคนเราจะขอเลือกอยู่ข้างความสุข เพราะความสุขคือสิ่งที่เราตามหาตรงกันข้ามกับความเศร้าที่เราเลือกอยากจะหลบหนี แต่บ่อยครั้งผมก็สงสัยว่ากับความคิดที่อยากหาความสุขและหลบหนีความเศร้าแต่หลายครั้ง หลายทีเราก็มักทำตรงกันข้าม เรากลับไม่ทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อที่จะมีความสุขแต่เรากลับเอาใจของเราไปเสี่ยงกับความเศร้าเพราะคิดว่า ความสุขชั่วคราว จะกลายเป็นถาวรได้ในทางตรงกันข้าม ความสุขแบบชั่วคราวมักมอบความเศร้าแบบถาวรให้เราแทนที่ เรามักกระโดดลงไปในความสัมพันธ์ที่ไม่น่าเสี่ยงคิดถึงคนที่เป็นไปไม่ได้และตกหลุมรักใครคนนั้นที่เขาไม่รักเรา บางทีนะ, บางทีความสุขไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการไม่ทุกข์และถ้าเราไม่อยากมีความทุกข์เราต้องไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงกับความเสียใจใดๆ ใช่, สุดท้ายแล้วไม่มีใครที่จะเลี่ยงความเศร้า ความเสียใจ ความผิดหวังได้หรอกแต่การที่เราไม่อาจเลี่ยงความเศร้า ความเสียใจได้ ก็เป็นคนละเรื่องกันกับการที่เราพาตัวเองไปเผชิญหน้ากับความเสียใจนั้นเอง บางที ถ้าอยากมีความสุข ก็แค่หาให้เจอว่าอะไรคือต้นเหตุของความทุกข์ แล้วไม่เอาตัวเองเข้าไปใกล้

อย่าให้วันแย่ๆ แค่หนึ่งวัน อยู่กับเราเกินข้ามวัน

มนุษย์ทุกคนมีวันที่ดีและมีวันที่แย่ ในความเป็นจริงถ้าจะพูดกันให้ยุติธรรมแม้กระทั่งในวันที่ดีก็มีเรื่องราวที่แย่ๆ อยู่และแม้ในวันที่เรามองว่า มันเป็นวันที่แย่ก็มีเรื่องราวดีๆ อยู่ วันที่ดี หรือว่าวันที่แย่ บ่อยครั้งเกิดขึ้นเพราะเราเอาหัวใจไปรู้สึกกับเรื่องราวไหนของวันนั้นมากกว่ากัน ถึงอย่างนั้นแม้กระทั่งวันที่ว่าแย่วันที่ไม่ดีเลยของเราสุดท้ายแล้วมันก็คือวันหนึ่งวันเป็นวันแค่หนึ่งวันใน 365 วัน ไม่ได้ยาวนานไปกว่านั้นไม่ได้ต่อเนื่องไปกว่านั้นถ้าใจของเราไม่ยินยอม บ่อยครั้งที่วันแย่ๆ ของวันหนี่งกลายเป็นวันที่แย่ๆ ของเราทั้งสัปดาห์ หรือทั้งเดือน หรือทั้งปีเพราะเราไม่ปล่อยให้วันแย่ๆ วันนั้น จบลงแค่วันนั้นแต่เรายังเอาวันแย่ๆ วันนั้นมาคิดต่อ ติดพัน ค้างคาอยู่ในหัวใจ นั่นคือเหตุผลที่ความทุกข์ไม่ยอมจางหายไปและความทุกข์ได้อยู่กับเรายาวนานกว่าที่เป็นจริง ไม่เป็นไรหรอกถ้าวันนี้จะเป็นวันที่แย่ไม่เป็นไรหรอกหากทุกอย่างจะไม่เป็นเหมือนใจเราแค่หยุดวันนี้ ไว้แค่วันนี้แล้วปล่อยให้วันใหม่ได้ทำหน้าที่ของมัน

เหตุผลที่เราไม่ควรร้องไห้เพราะเขาอีกต่อไป

ความสัมพันธ์ที่มีนามว่าความรักคือคำสั้นๆ ที่ทำให้คนเราเสียน้ำตาได้มากที่สุดบางครั้ง ในความสัมพันธ์ เราเสียน้ำตาเมื่อความสุขเอ่อล้นในหัวใจแต่บ่อยครั้ง ในความสัมพันธ์ เราเสียน้ำตาเพราะว่า รู้สึกเสียใจ ความเสียใจมาจากความผิดหวังและความผิดหวังมาจากความคาดหวังยิ่งเราเคยคาดหวังกับความสัมพันธ์มากเพียงใดเราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะผิดหวัง เสียใจจากความสัมพันธ์นั้นมากเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นการมีความหวังในความสัมพันธ์ย่อมดีกว่าเพราะคงไม่มีอะไรแย่เท่าการตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่หมดหวัง สิ่งที่แปลกคือ แม้กระทั่งในวันที่ความสัมพันธ์นั้นได้จบลงไปแล้ว แต่บางคนก็ยังคงร้องไห้ เสียน้ำตาให้กับความสัมพันธ์เก่าๆ เหล่านั้น และนี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงไม่ควรที่จะร้องไห้เพราะเขาอีกต่อไป 1.อดีตผ่านไปแล้ว และเราแก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่มีใครควรเสียน้ำตาให้กับสิ่งที่ไม่ย้อนคืน เราต้องยอมรับให้ได้ว่า เวลาที่เราอยู่ตรงนี้ วินาทีนี้ คือปัจจุบัน ปัจจุบันที่ไม่มีเขา ปัจจุบันที่มีเพียงเรา ส่วนเรื่องราวและผู้คนที่เราร้องไห้ให้นั้น คือเรื่องราวและผู้คนในอดีต ที่ถึงอย่างไรก็คงไม่ย้อนกลับมา แท้จริงชีวิตของคนเราควรมองไปข้างหน้า และอยู่กับปัจจุบัน เราใช้เวลากับการเสียน้ำตาให้อดีตมามากจนเกินไปแล้ว 2. เมื่อเขาไม่ได้เห็นว่าเราสำคัญอีกต่อไป แล้วทำไมเราถึงต้องรู้สึกไปเองว่า เขายังสำคัญ คนเราทุกคนมีคุณค่า ตัวของเราเองก็มีคุณค่า ถ้าเลือกได้ใครๆ ก็อยากมีความรักที่สุขสมหวัง แต่เมื่อเลือกไม่ได้ เราก็ต้องเข้าใจว่า ความผิดหวังคือส่วนหนึ่งของชีวิต การยอมรับความผิดหวัง คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราไปต่อได้ การยอมรับว่า เราไม่ได้สำคัญกับเขาอีกต่อไป จะช่วยให้เราเข้าใจว่า ทำไมเราถึงไม่ควรเสียเวลามาร้องไห้ให้กับเขาอีกแล้ว เพราะยิ่งเขามองว่าเราไม่สำคัญ เรายิ่งต้องให้ความสำคัญกับตัวเราเอง 3.เราดูดีที่สุดตอนยิ้ม ไม่ใช่ตอนที่เราร้องไห้ ผู้หญิงที่สวยที่สุดในตัวเรา ผู้ชายที่หล่อที่สุดในตัวเราคือคนที่กำลังยิ้มอยู่ […]

เหตุผลที่เรายังไม่ควรรักใคร

ความรักเป็นสิ่งสวยงามเรื่องนี้เป็นความจริงที่ไม่ว่าใครก็ยากจะปฏิเสธผมเองก็ยอมรับในความงดงามของความรักและปราถนาในความรักเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นความรักก็เหมือนทุกสิ่งไม่ใช่ว่าจะเหมาะสมกับทุกคนในทุกสถานการณ์โดยเฉพาะความรัก เป็นเรื่องมากกว่าแค่รักแต่ความรักเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตแต่ความรักเป็นเรื่องของการบริหารจัดการความสัมพันธ์ความรักจึงไม่ใช่เรื่องง่ายแค่รักแต่ความรักเรียกร้องความเข้าใจ และต้องการความรับผิดชอบ คนทุกคนควรมีความรัก และควรรักใครถ้าหัวใจบอกว่ารัก แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกครั้ง และไม่ใช่ทุกเวลาที่ความรักเพรียกหา แล้วเราต้องกระโจนลงไปในความรักเสมอ บางครั้ง บางครา แม้อาจดูเหมือนมีเหตุผลมากมายที่เราจะรักใครบางคน แต่มันก็มีบางเหตุผลเหมือนกัน ที่บอกให้เรารู้ว่า เรายังไม่ควรที่จะรัก และเรายังไม่พร้อมที่จะรัก อย่าเพิ่งรักใคร ถ้าเรารู้ตัวว่า ไม่พร้อมรับมือกับความเสียใจ ความรักไม่ได้นำพามาซึ่งสุขสมหวังเสมอไปหรอก ในทางตรงกันข้าม คนเราต้องยอมพบเจอกับความผิดหวังนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อที่จะได้พบเจอความสมหวังในความรักสักหนึ่งครั้ง เป็นการสมหวังในความรัก ครั้งที่จะอยู่กับเราตลอดไป แต่ถ้าเรารู้สึกว่า ใจเรายังอ่อนแอเกินกว่าที่จะเสียใจ เปราะบางเกินกว่าจะรับแรงกระแทกของความผิดหวังได้ไหวในตอนนี้ การเก็บหัวใจไว้รอวันที่พร้อม ไม่มีคำว่าสายเกินไป จงรักใครเพราะว่ารัก อย่ารักใครเพียงเพราะว่าเหงา บ่อยครั้ง ความเหงาทำให้รู้สึกว่า เราต้องการใครสักคนแต่ความรู้สึกว่า เราต้องการใครสักคน นั่นไม่ใช่ความรู้สึกเดียวกันกับความรักเพราะความรัก คือ ความรู้สึกที่ว่า เราอยากมีใครคนนั้นไปตลอดชีวิต อย่าให้ความเหงา หลอกว่าเรากำลังต้องการความรัก เพราะความรักที่เกิดขึ้นจากความเหงา มักไม่ยืนยาว และสร้างความปวดร้าวให้หัวใจของคนสองคนได้เสมอ รักในวันที่เราพร้อมเป็นผู้ให้ ความรักไม่ใช่การเรียกร้องความรักไม่ใช่การสนองความปราถนาใดของตนเองความรักคือความสุขที่ได้ให้และความพอใจที่เห็นคนที่เรารักมีความสุข ความรักต้องการความเสียสละเมื่อเรารักใคร เราอาจต้องยอมสละความเป็นเราไปครึ่งหนึ่งเพื่อที่เราจะเป็นเราที่พอดีกันกับอีกครึ่งหนึ่งที่เราตามหามาตลอดชีวิต เมื่อจะมีความรัก จงแน่ใจเสียก่อนว่า เราพร้อมที่จะเป็นฝ่ายให้ ไม่ได้หวังเพียงแค่จะเป็นฝ่ายรับ

ผู้ชายในร้านขายเครื่องสำอาง ผู้หญิงในร้านรองเท้าฟุตบอล

กิจวัตรประจำวันหยุดสุดสัปดาห์ของมนุษย์เมืองขี้ร้อนอย่างผมคงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากการเดินตากเครื่องปรับอากาศในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง ด้วยความเป็นคนที่ชอบสังเกตวิถีชีวิตผู้คนทำให้นอกจากการเดินรับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศแล้วผมชอบเฝ้ามองความเป็นไปของผู้คนที่เดินไปมาในห้างสรรพสินค้าเช่นเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตคือห้างสรรพสินค้านั้น จะเป็นสถานที่ที่คู่รักมาใช้เวลาร่วมกันบางคู่มาเพื่อหาอาหารทานบางคู่มาเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าที่ต้องการบางคู่มาเพื่อเดินตากเครื่องปรับอากาศในวันที่แดดร้อนของกรุงเทพ ฯ ไม่เป็นใจให้เดินกลางแจ้ง โดยธรรมชาติแล้วผู้ชายและผู้หญิงมีความสนใจที่แตกต่างกันผู้ชายชอบกีฬา ผู้หญิงชอบความสวยความงาม แต่เมื่อความรัก คือการไปด้วยกันเป็นคู่ทำให้ภาพที่เห็นบ่อยจนชินตาคือภาพของชายหนุ่มที่ไปรอหญิงสาวของเขาเลือกซื้อเครื่องสำอางในร้านขายเครื่องของเกี่ยวกับความงามและหญิงสาวที่เดินตามชายหนุ่มผู้กำลังเลือกซื้อรองเท้าฟุตบอล มันทำให้ผมเห็นว่า ในความรัก แม้คนสองคนจะแตกต่างกัน มีความสนใจ มีความชอบที่ไม่เหมือนกัน แต่เมื่อรักกันแล้ว เมื่อตัดสินใจที่จะคบกันแล้ว พื้นที่หัวใจของเราจะขยายกว้างขึ้น ความสนใจของคนที่เรารักจะกลายเป็นความสนใจของเราด้วย แม้ว่า เราไม่เคยจะสนใจ สถานที่ที่คนที่เรารักไป เป็นสถานที่ที่เราอยากใข้เวลาอยู่ด้วยกัน แม้เป็นสถานที่ที่เราไม่เคยคิดจะไป ในความสัมพันธ์ เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาชอบอะไร เราชอบอะไรอาจไม่สำคัญอีกต่อไป เพียงเราชอบที่จะอยู่ด้วยกัน และรักที่จะไม่ห่างกัน กิจกรรมอะไรที่ทำ สถานที่ไหนที่ไปก็ไม่มีความหมายเท่าคนข้างๆ ที่ไปด้วยกัน เพราะใครคนนั้นคือความหมายของความสุขของเรา

วิธีรับมือพายุที่เข้ามาในชีวิต : เมื่อเราต่างมีพายุลูกนั้นเป็นของตัวเอง

เช้าวันนี้ สิ่งที่อยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่คือเรื่องราวของพายุปาบึกที่พัดพาเข้ามาในบริเวณจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยสร้างความเสียหายและสูญเสียไปไม่น้อย แต่ในท่ามกลางความมืดมิดของพายุก็มีแสงสว่างบางอย่างให้เราได้มองเห็นเป็นแสงสว่างที่เกิดขึ้นจากการเตรียมพร้อมรับมือกับพายุทำให้ภัยธรรมชาติครั้งนี้แม้เลวร้าย แต่ไม่ร้ายแรงเท่าที่กังวลเป็นเพราะเมื่อรู้ว่า พายุจะเข้ามาไม่มีใครประมาททุกคนร่วมใจกันเตรียมรับมือกับพายุ ในมุมหนึ่ง เราทุกคนก็มีช่วงเวลาที่พบเจอพายุพัดพาเข้ามาในชีวิตของเรา เป็นพายุที่เข้ามาในชื่อของปัญหา เป็นพายุที่เข้ามาในชื่อของอุปสรรค เป็นพายุที่เข้ามาในนามของความเปลี่ยนแปลง เราทุกคนบนโลกใบนี้ ต่างต้องเจอพายุลูกนั้นของชีวิตด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่ทำให้คนแต่ละคนผ่านพายุที่พัดเข้ามาในชีวิตได้ คือ วิธีการที่เราใช้ในการรับมือพายุลูกนั้น และการที่เราจะรับมือกับพายุได้เราต้องยอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าแม้ในวันที่ชีวิตของเราดูสงบ สุข และสดใสนั่นไม่ได้แปลว่า เราจะไม่เจอปัญหา หรืออุปสรรคใดๆ เข้ามาในชีวิต ในทางตรงกันข้ามพายุแห่งปัญหาจะเข้ามาพัดพาชีวิตเราอย่างไม่ทันตั้งตัว เราจึงต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอว่าวันนี้เราสุข พรุ่งนี้เราอาจทุกข์วันนี้เป็นวันที่ดี พรุ่งนี้อาจเป็นวันที่แย่ การเตรียมพร้อมรับมือกับพายุที่เข้ามาไม่ได้ช่วยให้พายุไม่เข้ามาถึงอย่างไรปัญหา อุปสรรคก็จะเข้ามาในชีวิตของเราอยู่ดี แต่การเตรียมพร้อมจะทำให้เรามีสติและสตินี่แหละที่จะนำพาเราผ่านปัญหาทั้งปวงไปได้แน่นอนว่า อาจเปียกปอนแน่นอนว่า อาจมีบางส่วนในหัวใจของเรากลายเป็นซากปรักหักพัง ถึงอย่างนั้น ในวันที่ผ่านมาได้เราก็จะรู้ว่า แม้เราไม่อาจแก้ไขอดีตที่ผ่านมาแล้วได้แต่เราสามารถสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้ใหม่อีกครั้ง ไม่สำคัญว่าจะต้องเจอพายุแห่งชีวิตอีกกี่ลูกไม่สำคัญว่าจะต้องเผชิญปัญหาต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาอีกกี่ครั้ง สำคัญคือทุกครั้งที่ผ่านมาได้เราไม่ลังเลใจที่จะเริ่มใหม่ทุกครั้งด้วยความหวังถึงสิ่งที่ดีงามยิ่งกว่าเดิม เพราะไม่มีพายุลูกไหนที่จะไม่ผ่านไป

เราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ ที่ต้องยอมปล่อยใครบางคนออกไปจากชีวิต

ใช่หรือไม่ว่าในชีวิตของคนหนึ่งคนเราได้มีโอกาสได้พบเจอผู้คนมากมาย บางคนก็ได้แค่ “พบเจอ” จริงๆแต่บางคนเราก็ได้กลายเป็น “คนรู้จัก”และอีกไม่มากที่กลายเป็น “ความผูกพัน” การพบเจอแต่ละครั้งกับคนแต่ละคนมีความหมายกับเราแตกต่างกันออกไป บางคนเจอเพื่อสร้างความสุขให้กับเราในขณะที่บางการพบเจอมีสถานะเป็นความเศร้าในหัวใจแต่ไม่ว่า ในสถานะความรู้สึกแบบไหนทุกคนต่างเข้ามาและจากไปเหมือนกัน ไม่มีใครจะอยู่ในชีวิตเราไปตลอดและเราก็ไม่ได้อยู่ในชีวิตใครไปตลอดได้ การเจอกับการจากเป็นของคู่กันพอๆ กับความสุขกับความเศร้า แม้นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่อยากยอมรับแต่มันก็เป็นความจริงมากพอที่เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยง เราอาจเคยรักใครบางคนมาก และยังรักคนๆ นั้นอยู่ คิดว่า เขาจะอยู่กับเราตลอดไป แต่ถ้าวันหนึ่งใจของเขาไม่ได้อยู่กับเราแล้ว และตัวของเขาก็ไม่ได้ปราถนาจะอยู่กับเราอีกต่อไป ยิ่งเขาอยากจะไป ยิ่งเราพยายามที่จะรั้งไว้ คนที่ต้องเสียใจที่สุดก็คือเรา บางทีนะ, บางทีเราต้องยอมความจริงความจริงที่ว่า สุดท้ายแล้วคนเราล้วนต้องจากกันโดยเฉพาะการจากลาที่เกิดขึ้นเพราะว่า ใจของอีกคนไม่อยากอยู่สุดท้ายแล้วต่อให้พยายามรั้งแค่ไหน เราก็รั้งไว้ไม่ไหวการพยายามรั้งเขาไว้ ไม่ต่างอะไรกับการยื้อความเสียใจให้ตัวเอง พอเถอะนะถ้าเขาไม่ได้รักเราแล้วพอเถอะนะถ้าเขาไม่ได้อยากอยู่กับเราแล้วจงปล่อยเขาไปกลับมารักตัวเองให้มากๆเอาใจที่บอบช้ำเพราะเคยให้เขามาเยียวยาความรู้สึกของเรา แล้ววันหนึ่งเราจะนึกขอบใจตัวเองที่ยอมปล่อยเขาไปในวันนั้น วันที่เราไม่ได้รักกันมากพอ

จงมีความสุขให้ได้ แม้ในวันที่ทุกข์มาเยือน

หากชีวิตของคนเราเป็นฤดูกาลก็คงเป็นชีวิตที่มีฤดูกาลผลัดเปลี่ยนเวียนหมุนกันไปฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว ชีวิตเรา ก็มีฤดูแห่งความสุข ฤดูแห่งความทุกข์ และฤดูที่รู้สึกหน่วงๆ ในหัวใจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ในความเป็นจริงเราต่างก็ปราถนาให้ชีวิตของเรามีแต่ความสุขพบเจอแต่เส้นทางที่ราบรื่นและเรียบง่ายไม่มีอุปสรรค ปราศจากขวากหนาม แต่ในความเป็นจริงชีวิตจะไม่ปฏิบัติต่อเราอย่างนั้นชีวิตจะนำพาความลำบาก นำพาปัญหาและเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เป็นอย่างใจมาให้เราได้พบเจอ ใครๆ ก็อยากมีความสุข แต่ชีวิตก็ขยันพาความทุกข์มาให้เรา บางทีนะ, บางที คงจะดีถ้าเราไม่ปล่อยให้ความสุขของเราแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่ต้องเจอ เวลามีความสุข เราอาจสุขตาม แต่เวลาเจอความทุกข์ ใจเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ตาม เพราะไม่ว่าอะไรก็ตามจะเกิดขึ้นกับเราสิ่งนั้นเป็นเพียงสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบกับหัวใจของเราแต่ใจของเราจะโอนอ่อนไปทางไหนขึ้นอยู่กับหัวใจของเราเอง ทุกข์เข้ามาเราก็สุขกลับไปได้ถ้าเราเข้าใจว่า ความทุกข์นั้นเป็นครู เข้ามาเพื่อสอนบทเรียนให้เราและยิ่งเข้าใจว่า ความทุกข์นั้นเป็นของชั่วคราวมาแล้วก็หายไป เวลาที่มีความสุขจงสุขให้เต็มที่อย่างดอกไม้ที่ผลิบานเวลาที่มีความทุกข์ก็จงมีความสุขเช่นกันสุขเพื่อให้รู้ว่า ความทุกข์นั้นไม่แข็งแกร่งพอชนะใจเรา