เมื่อไหร่กัน ที่เราควรพอกับบางความสัมพันธ์เสียที

ไม่ว่ากับความสัมพันธ์ใดหากเป็นไปได้ เราก็คงอยากให้ความสัมพันธ์นั้นคงอยู่ตลอดไปเพราะกับสิ่งที่เรียกว่า ความสัมพันธ์ไม่ใช่ของเล่นเมื่อรักกับใคร เราคงไม่อยากรักๆ เลิกๆแต่ถ้าทำได้ เราคงอยากรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ให้นานที่สุด ถึงอย่างนั้น มันก็มีบางความสัมพันธ์ที่เราอาจต้องตัดใจให้มันจบลงสักทีแม้ว่า ลึกๆ แล้วเรายังอยากรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ก็ตาม 1.ความสัมพันธ์ที่ยิ่งคบกัน ยิ่งเหนื่อยใจ จริงว่า เวลาเรารักใครก็ตามเราอาจไม่ได้คาดหวังสิ่งใดจากความสัมพันธ์นั้นเราแค่ขอให้เรากับเขาเป็นความสุขของกันและกันเป็นพลังให้กันในวันที่เหนื่อยล้าเป็นกำลังใจให้กันในวันที่อ่อนแรง แต่หากความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ยิ่งคบยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งอยู่ด้วยกัน ยิ่งรู้สึกเหมือนห่างไกลกัน ความสัมพันธ์ที่ใครคนนึงวิ่งตาม แต่ใครอีกคนวิ่งหนี ความสัมพันธ์นั้นคงเหนื่อยเกินไปที่เราจะยื้อไว้ 2.ความสัมพันธ์ที่ความคิดต่างกันออกไป แน่นอนว่า ความคิดต่างไม่ใช่เรื่องผิดและคนที่รักกัน ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกอย่างเพราะบ่อยครั้ง ความคิดที่แตกต่างก็ทำให้เราได้มองเรื่องราวอื่นๆ ในมุมใหม่ แต่ที่สำคัญคือความต่างของความคิดนั้นต้องมีทางมาบรรจบกันต้องมีจุดที่มาพบกันที่ตรงกลาง หากความต่างของความคิดนั้นไม่เคยตรงกันและไม่เคยปรับเข้าหากัน เราคงต้องการคู่รัก มากกว่าคนที่จะมาเป็นคู่รบ 3.ความสัมพันธ์ที่คนสองคนต่างหมดรักกันแล้ว แม้เป็นสิ่งที่น่าเศร้า แต่เราคงต้องยอมรับว่าความรักมีวันหมดอายุ สิ่งสำคัญคือเมื่อความรักของคนสองคนหมดอายุและอยู่กันอย่างคนที่ไม่ได้รักกันอีกต่อไปแล้วการที่จะทนฝืนความสัมพันธ์นั้นไว้ไม่ได้ช่วยให้เรารักกันมากขึ้นได้มีแต่จะทำให้ความรู้สึกที่เรามีให้กันมันจมลงไปมากขึ้น บางทีนะ, บางทีในวันที่เราไม่อยากจับมือกันอีกต่อไปแล้วสิ่งง่ายๆ ที่เราทำให้กันได้คือ เราควรปล่อยมือกันไปเสียที

ความรู้สึกของคนข้างๆ เป็นสิ่งที่เปราะบางเกินกว่าจะเฉยชา

ไม่ว่านิยามของความสัมพันธ์ระหว่างเราแต่ละคนจะคืออะไรแต่ในความคิดเห็นของผมการใส่ใจในความรู้สึกของกันและกันควรรวมอยู่ในสิ่งที่ต้องมีในความสัมพันธ์ เมื่อเราพบกัน เมื่อเรารักกันความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่เราสนใจโดยเฉพาะเขาจะรู้สึกกับเราอย่างไรเขาจะคิดกับเราแบบไหนวันที่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเขาจะประทับใจ และมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำร่วมกันหรือเปล่า แต่แปลกที่ ยิ่งความสัมพันธ์ของคนสองคนขยับเข้าใกล้ การใส่ใจในความรู้สึกของกันกลับยิ่งเขยิบห่าง เหมือนก่อนรักกัน เราสนใจความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่พอรักกัน ต่างฝ่ายต่างคิดถึงความรู้สึกของตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ควรเป็นอย่างนั้นเลย ยิ่งรักกัน ยิ่งคบกันมานาน ยิ่งผูกพันกัน ความรู้สึกของอีกฝ่าย ยิ่งเป็นสิ่งที่เราต้องดูแล ยิ่งให้ใจกันยิ่งอยู่ข้างๆ กันหัวใจของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่เรายิ่งต้องทนุถนอม ความรักไม่ได้แปลว่าเราจะเฉยชาและมองข้ามความรู้สึกของอีกคนอย่างไรก็ได้แต่ความรักของการดูแลกันและกันให้ดีที่สุดในทุกด้านรวมถึงด้านของความรู้สึก เพราะเมื่อไหร่ที่ความรู้สึกในหัวใจของใครบางคนแตกสลายต่อให้เคยรักกันมามากเท่าไหร่ก็แทบไม่มีวันจะประกอบกลับมาให้เป็นอย่างเดิม

คู่รักที่ไม่ทะเลาะกัน คือคู่รักที่รักกันมาก กับคู่รักที่ไม่รักกันแล้ว

ผมเข้าใจมาตลอดว่า การที่คนสองคนทะเลาะกันแปลว่า คนสองคนมีความเห็นไม่ตรงกันคือการที่คนสองคนขัดแย้งกันคือการที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนไม่ลงรอยกัน ผมเคยได้ยินมาบ้างถึงเรื่องราวของความรักที่คนสองคนตลอดการคบหาไม่เคยทะเลาะกัน แม้อดคิดในใจว่าเป็นไปได้หรือที่คนสองคนคบหากันจะไม่เคยทะเลาะกันเลยแต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ใครต้องโกหกและผมเองก็สมัครใจที่จะเชื่อว่า ความรักของคู่รักที่ไม่เคยทะเลาะกันนั้นมีอยู่จริงจนอดนับถือปนสงสัยไม่ได้ว่า เขาครองคู่รักกันมาอย่างไรแต่ผมแน่ใจว่า เขาต้องรักกันมาก แต่เมื่อผมเติบโตขึ้นผมได้พบกับความจริงบางอย่างที่สร้างความรู้สึกประหลาดใจให้กับผมไม่น้อยเช่นกัน คือไม่ใช่แค่คู่รักที่รักกันมากเท่านั้นที่ไม่ทะเลาะกัน แต่คู่รักบางคู่ที่ไม่รักกันแล้ว เขาก็จะไม่ทะเลาะกันด้วย เพราะพวกเขารู้สึกเหนื่อยหน่าย และพบว่า การต้องมาพูดจา หรือการพยายามปรับความเข้าใจกัน เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่อยากที่จะพยายามอีกต่อไป ขออยู่แบบต่างคนต่างอยู่และวันหนึ่งก็อาจขออยู่แบบที่ไม่มีอีกคนอยู่เพราะการมีหรือไม่มีกันไม่มีความหมายอีกต่อไปในวันที่เราพบว่า แค่การคุยกันก็เป็นเรื่องยากเย็น ผมจึงพบว่าคู่รักหลายคู่ที่ยังทะเลาะกันอยู่คือคู่รักที่ยังรักกันอยู่เขายังพร้อมที่จะปรับความเข้าใจหากันเขายังพร้อมที่จะพูดคุยต่อกันเขายังเลือกที่จะหันหน้าเขาหากันมากกว่าที่จะหันหลังใส่กัน เพราะสิ่งที่ร้ายที่สุดในความรักอาจไม่ใช่เสียงแต่คือความเงียบงัน

อย่าโกรธกัน หากวันนี้เราจะขอตัดใจจากคุณ

กับคนที่เคยคบกันอยู่โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการเป็นคนอื่นใหม่ๆเราจะพบว่า เหมือนทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิมต่างจากเดิมแค่ตรงที่ไม่มีเขาคนนั้นอยู่ที่เดิมแล้ว เราจะยังคงคิดถึงเขาเราจะยังคงคิดว่าเขายังเป็นของเราอยู่และลึกๆ เราอาจยังหวังว่าทุกอย่างระหว่างเรากับเขาอาจมีสักวันที่กลับมาเป็นเหมือนเดิม จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราจะบอกกับตัวเองว่าเราจะรักเขาอยู่เสมอตลอดไปและไม่ว่าจากนี้ยาวนานแค่ไหนเราก็จะยังคงรอเขาอยู่เสมอ แต่แล้วก็จะมีวันหนึ่ง วันที่เวลาได้ผ่านไปนานมากพอ แม้เราจะยังรักเขาอยู่ และความรู้สึกของเราไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เรารู้แล้วว่า ชีวิตของเราต้องดำเนินต่อไป เราต้องตัดสินใจที่จะตัดใจจากเขาเสียที บางครั้ง การตัดใจ ไม่ได้แปลว่า เราหยุดรักเขาได้แล้วแต่การตัดใจอาจแปลว่า เรารู้ว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะกลับมารักตัวเอง เรารักคนอื่นมามากพอแล้วเราเสียใจเพราะคนอื่นมานานพอแล้วเราร้องไห้ให้คนอื่นมาเพียงพอแล้ว มีแต่การตัดใจจากเขาเท่านั้นที่จะทำให้เรากลายเป็นเราคนใหม่ได้ คนที่ไม่เสียใจกับเรื่องเดิมๆ

เหตุผลที่แฟนเก่า ไม่ใช่คนที่เราควรคิดถึงอีกต่อไป

แฟนเก่า คือ มนุษย์ที่เราเคยรักมากกับความสัมพันธ์ทุกครั้ง ไม่ว่ามากหรือน้อยเชื่อว่า ลึกๆ แล้วเราต่างแอบหวังว่าความสัมพันธ์นั้นจะไปได้ตลอดจนรอดฝั่ง แต่ด้วยปัจจัยอะไรก็ตามรักไม่มากพอหรือว่ารักไม่เท่าเก่าแม้กระทั่งรักอย่างเดียวยังไม่พอกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนสองคนต้องจากลากันในความสัมพันธ์ ไม่ผิดหรอก กับคนเคยรักกันมาก และบางครั้งก็ยังรักกันอยู่ ที่ใหม่ๆ หลังจากเลิกกัน เรายังคงลืมเขาไปจากใจไม่ได้ แต่ก็มีเหตุผลบางอย่างเหมือนกัน ที่จะบอกกับเราว่า เราควรเลิกคิดถึงเขาให้ได้สักที อดีตสำคัญน้อยกว่าปัจจุบัน ไม่ว่าเราจะเคยรักเขา หรือว่า ยังรักเขาก็ตาม แต่ความจริงคือเขาเป็นอดีตไปแล้วอดีตคือสิ่งที่ไม่อาจย้อนกลับคนในอดีตก็คือคนที่จะไม่ย้อนกลับเช่นกันการคิดถึงเขา การหวังว่าเขาจะกลับมาไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมีแต่จะทำให้ชีวิตของเราหยุดอยู่กับที่ เขากลายเป็นอดีตไปแล้วเมื่อไหร่เราจะอยู่กับปัจจุบันเสียที 2. ความเสียใจเป็นเรื่องธรรมดา ที่เราไม่ควรใช้เวลากับมันยาวนานจนเกินไป หลังจากการเลิกกันใครเลยจะไม่ผิดหวังใครบ้างจะไม่เสียใจและยิ่งเราคิดถึงเขามากเท่าไหร่ความเสียใจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่หากเรารู้ว่าเวลาของเราเป็นสิ่งมีค่าการที่เราจะใช้เวลาไปกับความเสียใจนานมากเกินไปคงไม่ใช่การใช้เวลาที่มีประโยชน์ เราควรหยุดคิดถึงเขาสักทีเพื่อที่เราจะได้เลิกใช้เวลาไปกับความเสียใจเสียที 3. เราควรใช้เวลาเพื่อรักตัวเอง มากกว่าที่จะมาคิดถึงแฟนเก่า เมื่อความสัมพันธ์ในฐานะของคนรักจบลงแม้ใครบางคนจะหายไปแต่ความรักไม่ได้หายไปด้วยเสมอ สิ่งที่เราควรทำคือการเก็บความรักที่เขาไม่รับมารักตัวเราเอง มาให้ตัวเราเองเพราะยิ่งเรารักตัวเองมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งลืมใครบางคนได้ไวมากเท่านั้น

เพราะอะไรความรักถึงควรเป็นเรื่องของคนแค่สองคน

กับเรื่องราวอะไรก็ตามในชีวิตของคนเราไม่เว้นแม้แต่กับความรักหรอกที่เราจะมีผู้หวังดี และผู้ปราถนาดีคอยเข้ามาให้คำแนะนำ และบางครั้งก็ต้องการควบคุมชีวิตของเราไปยังทิศทางที่เขาต้องการ ทั้งๆ ที่ความรัก เริ่มต้นจากคนไม่เกินสองคนคนหนึ่งคนมอบความรัก คนอีกคนรับความรักหรืออาจเป็นคนสองคนมอบความรักให้แก่กันและกันไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามจุดเริ่มต้นของความรักเริ่มต้นขึ้นจากคนสองคน แต่พอเวลาผ่านไป ความรักเริ่มจะไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่ความรักของเรา เริ่มจะเป็นเรื่องของครอบครัวเรา และเพื่อนฝูงเราไปด้วย มากคำแนะนำ หลากความคิดเห็น จะไหลหลั่งถั่งโถมเข้ามา เขาอาจลืมไปว่า ความรักของเรา ไม่ใช่นิยายรักในการเขียนบทของใคร แต่เป็นชีวิตจริงของคนสองคน จริงอยู่คำแนะนำต่างๆ เป็นสิ่งที่ดีและเป็นเรื่องราวที่เราควรเปิดใจรับฟังแต่การรับฟังไม่ได้หมายความว่าเราควรปล่อยให้ใครมามีอิทธิพลอยู่เหนือความสัมพันธ์ของเรา เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะใช้ชีวิตร่วมหัวจมท้ายไปในความสัมพันธ์ต้องพบเจอเรื่องราวทั้งสุขและทั้งเศร้าก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นคนสองคนที่รักกัน

ทำไมการมีเวลาส่วนตัวถึงยังสำคัญในความสัมพันธ์

ความรักคืออะไรกันแน่ ถ้าเราคิดว่า ความรักคือการอยู่ด้วยกันตลอดเวลาความรักคือการใช้เวลาร่วมกันเสมอความรักคงเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราคิดว่า ความรักคือความรู้สึกที่ส่งถึงกันไม่เกี่ยวกับระยะทาง ไม่ขึ้นอยู่กับเวลาความรักก็จะเป็นความรู้สึกชนิดหนึ่ง สมัยก่อน ตอนที่รักกับใครใหม่ๆผมรู้สึกว่า ความรักคือการที่คนสองคนตัวติดกันไปไหนไปด้วยกันทุกที่ ทำอะไรทำด้วยกันเสมอความรักคือการที่เราไม่เคยจะห่างกัน แต่มาถึงวันหนึ่งผมก็เข้าใจความรักว่าความรักเป็นเรื่องของการจัดวางพื้นที่ของความสัมพันธ์และอะไรที่มากไปก็ชวนอึดอัดไม่เว้นแม้แต่การตัวติดกันมากจนเกินไป สุดท้ายแล้วความรักไม่ได้ทำให้คนสองคนกลายเป็นคนๆ เดียวกันได้ตลอดเวลาเราก็ยังมีส่วนที่เป็นหนึ่งคน เขาก็ยังมีส่วนที่เป็นเขาหนึ่งคนมีวิถีชีวิต มีกิจกรรม มีเพื่อนของตัวเอง แต่ความรักคือพื้นที่ตรงกลาง หลังจากที่เราต่างได้ไปใช้ชีวิตในมุมส่วนตัวของตัวเองแล้ว เราจะมีพื้นที่ของความรัก เป็นแหล่งพลังงานของหัวใจเพื่อให้หัวใจได้มีพลัง ในความสัมพันธ์ห่างเหินก็เหือดหายใกล้ไปก็หายใจลำบากจัดวางพื้นที่ระว่างกันให้พอดีแล้วเราจะมีความรักที่ดีพอ

เพราะอะไรความรักจึงไม่ควรเป็นเรื่องเร่งรีบ และการดูใจไม่ใช่เรื่องล้าสมัย

ในเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมงผมกลับอดรู้สึกไม่ได้ว่า24 ชั่วโมงของทุกวันนี้กับ 24 ชั่วโมงของสมัยก่อนมีความเร็วไม่เท่ากัน แม้เวลาจะเดินไปอย่างเท่ากันและมีเวลาเท่ากันในแต่ละวันแต่ในความรู้สึกของคนเราวันเวลาของปัจจุบันนี้เดินไปไวกว่าวันเวลาของวันที่ผ่านมามาก อาจเพราะเราอยู่ในโลกของอินเทอร์เน็ทที่ความเร็วระดับ 4G คือมาตรฐานเราจึงคาดหวัง และมุ่งหมายอยากให้ทุกอย่างเป็นไปโดยรวดเร็วการรอกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและถ้าเลือกได้เราไม่อยากที่จะรอไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องของความสัมพันธ์ สมัยก่อนการที่คนเราจะคบกันไม่ใช่เรื่องง่ายดายเมื่อเริ่มต้นชอบกันแล้วกว่าที่จะเริ่มต้นตกลงคุยกันกว่าที่จะไปนัดเดทกันเป็นครั้งแรกกว่าที่จะตกลงปลงใจเป็นคนรักกันกว่าที่จะแต่งงานกันทุกอย่างมีขั้นตอนและกระบวนการทุกอย่างต้องใช้เวลา อ่านดูแล้วหลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่เนิบช้าและชวนอึดอัด แต่ในทางตรงกันข้าม ระยะเวลาต่างๆ เหล่านั้น ที่คนเราได้ค่อยๆ เรียนรู้จัก ศึกษาดูใจกันนั่นแหละ เป็นระยะเวลาที่ความรักจะค่อยๆ ผลิบานขยายตัวอย่างเต็มที่ และความทรงจำดีๆ จะค่อยๆ ถูกสะสม เพาะบ่มจนเป็นความรักที่แข็งแกร่ง และยากจะบุบสลายด้วยวันเวลา อีกทั้งคนสองคนยังมีความทรงจำดีๆ ตุนในกระเป๋ามากมายไว้ให้คิดถึงยามที่แก่ชราไป แต่กับความรักในสมัยนี้ความรักที่คบกันเพียงไม่กี่วันหรืออาจเคยพบเจอกันแค่หน้าจอก็ตกลงปลงใจคบหากันเสียแล้ว ไม่ได้บอกว่า ความสัมพันธ์แบบนั้นเป็นเรื่องผิดและความสัมพันธ์แบบไหนที่ดีกว่ากัน แค่เสียดายว่าหากในความสัมพันธ์เราข้ามช่วงเวลาคบหาดูใจกันไปมันจะทำให้เราข้ามช่วงเวลาที่น่าจดจำและประทับใจของความรักไปด้วย เพราะเราเชื่อว่าความรักที่หอมหวานได้ยาวนานมากที่สุดคือความรักที่ใช้เวลานานในการสุกงอมในขณะที่ความรักที่ไปถึงปลายทางอย่างรวดเร็วเกินไปความหอมหวานของความรักก็ยิ่งจืดจางลงไปอย่างรวดเร็วเท่านั้น ความรักไม่ใช่การแข่งขันเราไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดหมายให้ไวที่สุดแต่ความรักคือเรื่องราวเราควรเก็บสะสมความรู้สึกดีๆ ไว้ในหัวใจของเราให้ได้มากที่สุด

เราอาจจะรักกัน เพื่อที่จะเรียนรู้ว่ารักแค่อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ

หากเราเชื่อในทฤษฎีที่ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วบนโลกใบนี้ล้วนมีความหมายบางอย่างในเรื่องราวเหล่านั้นไม่มีเรื่องใดที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญหรือเกิดขึ้นเพียงเพื่อจะผ่านไป ถ้าเป็นอย่างทฤษฎีนี้ความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราก็เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลบางอย่างไม่มีเรื่องใดเลยที่เป็นความบังเอิญการที่คนสองคนเจอกันไม่ว่าจะจบลงอย่างไรแต่ระหว่างทางของความสัมพันธ์นั้นต้องมีบทเรียนบางชนิดรอให้เราได้เรียนรู้ เราคิดว่า ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นเพราะเหตุผลบางอย่างหรือเกิดขึ้นด้วยความสูญเปล่าก็ได้ไม่สำคัญว่าเราเชื่อในทฤษฎีไหนสำคัญที่เราเลือกที่จะเรียนรู้ หรือว่า ปล่อยผ่านเรื่องราวนั้นไป ในบรรดาบทเรียนทั้งหลาย ความรักเป็นสิ่งที่ให้บทเรียนกับเราได้มากที่สุด แต่ในทางตรงกันข้าม เรากลับเรียนรู้จากบทเรียนของความรักได้น้อยที่สุด เพราะเรามักเลือกที่จะอยากลืมมากกว่าที่จะอยากจำ ถึงอย่างนั้นถ้าเราเรียนรู้ที่จะเปิดใจให้กับบทเรียนของความรักเราอาจได้บทเรียนล้ำค่า ที่จะช่วยให้เราไม่พลาดซ้ำเดิมกับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ บทเรียนที่ความรักมอบให้กับเรามากที่สุดคือ ความรักไม่ใช่แค่เรื่องของการรักกันรักอย่างเดียวอาจมาก แต่การรักษาความรักไว้รักอย่างเดียวอาจยังไม่มากพอ ความรักเป็นเรื่องที่มากกว่าแค่รักแต่ความรักคือเรื่องของการเข้าใจ ความรักคือเรื่องของการปรับจูนคนสองคนเข้าหากันท้ายสุดแล้ว ความรักคือเรื่องของการรักษา และดูแลความสัมพันธ์ของคนสองคน เราเชื่อว่า คนสองคนที่คบกันส่วนใหญ่คบกันเพราะว่ารักกันแต่ถ้าอยากให้ความรักนั้นไปได้ตลอดรอดฝั่งการรู้จักเพิ่ม ลด ในสิ่งที่เราเป็นเพื่อให้เจอจุดที่พอดีกันนั่นคือสิ่งที่จะทำให้ความรักคงอยู่

วันหนึ่งหากเราต้องจากกัน ขอให้เรามีความคิดถึงที่ไม่เศร้าจนเกินไป

แม้อาจเป็นเรื่องเศร้าที่จะพูดแต่ก็เป็นความจริงที่เราไม่อาจจะเลี่ยงทุกการพบเจอ ล้วนมีการจากกันในวันหนึ่งไม่มีความสัมพันธ์ใดที่จะคงอยู่ตลอดกาลแม้กับคนที่เรารักเขาตลอดไปก็ตาม หากการพบเจอเป็นโชคชะตาของชีวิตที่เราไม่อาจเลี่ยงการจากลาก็คงเป็นลิขิตฟ้าที่เราไม่อาจหนี และการคิดถึงกัน ก็เป็นพยานยืนยันว่า ความสัมพันธ์ในวันท่ีผ่านมามีความหมายกับเราเพียงใด หากการคิดถึงเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์ที่เคยเกิดขึ้นความคิดถึงบนโลกใบนี้มีอยู่สองแบบความคิดถึงที่เป็นสุขกับความคิดถึงที่แสนเศร้า ความคิดถึงที่เป็นสุขคือความคิดถึงที่มีเรื่องราวที่ทำให้เรายิ้มได้ความคิดถึงที่เป็นสุขคือความคิดถึงที่ยอมรับความจริงว่าแม้เราอย่างไรเราต้องจากกันแต่ในวันที่เรายังอยู่ข้างๆ กันเราได้เติมเต็มความสัมพันธ์ให้กันอย่างไม่มีอะไรต้องเสียใจ ส่วนความคิดถึงที่ทำให้เราเศร้าคือความคิดถึงที่เรารู้สึกเสียใจกับความสัมพันธ์อาจเป็นความเสียใจเพราะความสัมพันธ์จบลงอย่างไม่สวยงามอาจเป็นความเสียใจเพราะความสัมพันธ์นั้น เรายังยอมรับไม่ได้ว่ามันต้องจบลง ที่สำคัญความสัมพันธ์เมื่อจบลงไปแล้ว คือได้ผ่านไปแล้วเราจะคิดถึงความสัมพันธ์นั้นในมุมสุข หรือมุมเศร้าอยู่ที่เราจะเลือกคิดถึงความสัมพันธ์ในวันที่ผ่านมาจากมุมไหน