ความทุกข์เกิดขึ้นบ่อยจากการลืมความสุขไม่ได้

โดยพื้นฐานแล้ว ผมเป็นคนที่ชอบนอนมาก ไม่ใช่คนที่ต้องการการนอนกลางวัน แต่เป็นคนที่ชอบนอนยาวๆ หากมีโอกาส ก็จะนอนตั้งแต่หัวค่ำ แล้วไปตื่นอีกครั้งสายของวันต่อมา แต่ในชีวิตของคนทำงานเมือง ไม่ค่อยมีโอกาสให้เราได้นอนตื่นสายแบบนั้น ตื่นหกโมงเช้า ออกเดินทางเจ็ดโมงตรง บ่อยครั้งเราก็พบว่า สายเสียแล้ว เมื่อการจราจรบนท้องถนนเนืองแน่น เกินกว่าที่เราจะไปถึงที่หมายทันเวลา ช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นวันหยุดยาวสามวัน ผมใช้โอกาสในการนอนตื่นสายอย่างเต็มที่ ทั้งสามวัน ผมตื่นเกือบสิบโมงเช้า พร้อมกับความรู้สึกที่สดชื่น ผมคิดว่า ในสามวันนั้น ตัวผมเองคงเหมือนกับโทรศัพท์มือถือ ที่ได้ชาร์จแบตจนเต็ม และพร้อมมากพอกับการเริ่มงานวันแรกหลังจากหยุดยาวสามวัน นั่นคือสิ่งที่ผมคิด แต่สิ่งที่ผมเจอในเช้าวันทำงานวันแรกหลังการหยุดยาวของตัวเอง คือ ผมไม่อยากตื่นเลย ผมรู้สึกชิน และคิดถึงกับการได้ตื่นสาย รู้สึกว่า ต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติในการงัดตัวเองขึ้นมาจากเตียงได้ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดว่า ในขณะที่เราตามหาความสุข และมองเห็นความสุขเป็นจุดหมายปลายทาง แต่บ่อยครั้ง ถ้าเราเอาตัวเราไปยึดติดกับความสุขจนเกินพอดี ความสุขนั้นก็อาจทำให้เราหลงทางได้ ด้วยการติดสุขมากเกินไป และถ้าคิดให้ดีในบรรดาความทุกข์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ล้วนเกิดขึ้นจากความสุขทุกข์เพราะปราถนาในความสุขทุกข์เพราะคิดถึงความสุขทุกข์เพราะไม่อยากให้ความสุขจางหายไป หากเรามองความสุขให้เป็นกลาง และมองความทุกข์อย่างเป็นกลาง ว่าจะความสุขหรือความทุกข์ ล้วนเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกที่เราคิดขึ้นมา เอาใจของเราไปสัมผัสมันจนเกิดความดีใจ เสียใจขึ้นมา แล้วสุดท้ายตามหลักของความไม่เที่ยงแท้ ทั้งสุขและทุกข์ทั้งหลายที่เราต้องพบเจอ ก็แค่เพียงพบเจอแล้วผ่านไป จะสุขหรือทุกข์ที่เข้ามาก็แค่ยิ้มรับมันแล้วบอกตัวเองว่าสุขหรือทุกข์เหมือนกันคือเป็นของชั่วคราว

ความสุขอยู่ในรายละเอียด

สิ่งที่คนเราต้องการในชีวิตมากที่สุด จะเป็นสิ่งอื่นใดไปไม่ได้นอกจาก, ความสุข เราตั้งใจเรียน เราทำงานหนัก เรามีมิตรภาพ เรามีความรัก เราเป็นผู้ให้ เราเป็นผู้รับ การกระทำต่างๆ มีความปราถนาในการมีความสุขอยุ่เบื้องหลัง ยังไม่ต้องกล่าวว่า ความสุขของแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไปทั้งในส่วนของนิยามและเนื้อหา แต่ใช่ไหมว่า ไม่ว่าจะเป็นนิยามอะไร หรือเนื้อหาแบบไหน ความสุขก็เป็นเรื่องราวที่ทำให้อิ่มเอมหัวใจทั้งนั้น ความสุขจึงเป็นปลายทางของแต่ละคนที่มุ่งไป และอยู่ในทุกเบื้องหลังของการคิด การตัดสินใจในเรื่องราวต่างๆ ถึงอย่างนั้น ความสุขก็ดูเป็นสิ่งที่ขาดแคลน เพราะไปถามใคร หรือพูดคุยกับใคร ก็มักจะบอกกันว่า ตัวเองไม่ได้มีความสุข และกำลังตามหาความสุขอยู่ พอถามว่า ไปตามหาความสุขจากที่ไหนบ้าง คำตอบก็มีหลากหลาย ทั้งหาความสุขจากใบปริญญา หาความสุขจากเงินเดือน เงินโบนัส หาความสุขจากหัวใจของใครสักคน หาความสุขจากสถานที่ท่องเที่ยว เหมือนมีที่มากมายให้เราได้ตามหาความสุข แต่ใช่ไหมว่า แต่ละอย่างก็ช่างดูไกลและไม่ยั่งยืน คงจะดีถ้า ความสุขเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายกว่านั้น และอยู่กับเราได้ทุกๆ วัน ซึ่งในความเห็นของผม ความสุขไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปตามหา หรือว่า ครอบครอง แต่ความสุขคือสิ่งที่มีอยู่แล้ว และเกิดขึ้นในทุกๆ วัน แต่เนื่องจากว่า ความสุขอาจอยู่ในรายละเอียด ทำให้ท่ามกลางวิถีชีวิตที่เร่งรีบและมุ่งไปข้างหน้า เราก็เผลอมองข้ามผ่านความสุขนั้นไป ถ้าเราใช้ชีวิตให้ช้าลง และมองรอบข้างมากขึ้น …

วันหนึ่งเราจะมองความเสียใจในวันนี้ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป

ปัจจุบัน จะทำให้เรามองเรื่องราวทุกอย่างใหญ่กว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะเรามองมันจากสายตาของปัจจุบัน เหมือนการที่เรามองอะไรจากระยะใกล้ เราจะรู้สึกว่า มันใหญ่มาก จนเราเริ่มเขยิบสิ่งของชิ้นนั้นออกห่างไปเรื่อยๆ เราก็จะพบว่า ขนาดของสิ่งของชิ้นนั้นก็จะเล็กลงเรื่อยๆ ตามระยะทางที่ห่างออกไป ยื่งใกล้ ยิ่งใหญ่ ยื่งห่าง ยิ่งเล็กลง กับความทุกข์ กับปัญหา กับอุปสรรค กับเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ในช่วงเวลาที่มันค่อยๆ เขยิบเข้ามาใกล้เรา เราจะรู้สึกว่า มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมันจะใหญ่มากที่สุด ตอนที่อยู่ตรงหน้าเรา ความทุกข์ ปัญหา อุปสรรค เรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น มันจะใหญ่เสียจนเรารู้สึกว่า มันคือทางตัน เป็นทางตันที่เราไม่อาจจะผ่านไปได้เลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่จะไม่ผ่านไป ไม่มีอะไรที่จะคงอยู่ตลอดไป ข่าวดีคือ, ความเศร้าก็เช่นกัน มีแต่เพียงตัวของเราเองเท่านั้น ที่บางครั้งอาจโดยไม่รู้ตัว เราก็เป็นฝ่ายโอบกอดความทุกข์นั้นเอาไว้ ด้วยการจมอยู่กับมัน ด้วยการย้ำคิดถึงมัน เป็นการรั้งความเศร้าเอาไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราเข้าใจ เข้าใจว่า ความเศร้า ปัญหา อุปสรรคต่างๆ ก็เหมือนทุกสิ่ง เข้ามา เพื่อออกไป ไม่ได้อยู่อย่างถาวร เราก็จะไม่กอดเก็บความทุกข์ …

ความเศร้าคือสิ่งที่เท่าเทียม

โดยธรรมชาติของมนุษย์ เราเป็นนักเปรียบเทียบ อย่างยิ่งการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ซึ่งการเปรียบเทียบนั้น ในหลายครั้งไม่ว่าในแง่มุมไหน กลับส่งพลังทางลบ มากกว่าพลังงานทางบวก บางคน ชอบเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับชีวิตคนอื่น แล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่า ทำไมชีวิตของเราไม่ดีเหมือนเขา ทำไมเราต้องเจอแต่อะไรแย่ๆ ทั้งที่การเปรียบเทียบนั้นไม่ช่วยอะไร เราก็ยังชอบที่จะเปรียบเทียบในสิ่งที่ทำให้หัวใจของเรารู้สึกบั่นทอน และสิ่งที่คนเราชอบเปรียบเทียบมากที่สุด คือ การเปรียบเทียบความสุขของตัวเองกับคนอื่น ทำไมเขาถึงดูมีความสุข และทำไมเราถึงไม่มีความสุขเลย ความรู้สึกของเรา คือ เราไม่มีความสุข และปราถนาที่อยากจะมีความสุขอย่างเช่นคนอื่นเขา ซึ่งนั่น คือ สิ่งที่คนเราคิดเอาเอง ตัดสินเอาเองจากมุมมองของเรา เราไม่รู้หรอกว่า ภายใต้รอยยิ้ม ภายใต้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะดี ลึกๆ ภายใน ใครต้องพบ ต้องเจอ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เป็นปกติที่เรามักตัดสินจากสิ่งที่ตาเห็น จนลืมไปว่า ยังมีสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา และมักเป็นสิ่งที่มีค่า มีความหมายจริงๆ หากเราลองรับฟังผู้อื่น ไม่ใช่เอาข้อมูลเพียงจากการคิดไปเองของเรา เราจะพบว่า คนทุกคนมีความทุกข์ คนทุกคนมีความเศร้า แน่นอนว่า คนเราแต่ละคนมีความสุขในชีวิตไม่เท่ากันหรอกด้วยปัจจัยต่างๆ แต่ความทุกข์ ความเศร้า เป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน แม้จะเศร้าในเรื่องราวที่ต่างกัน แต่เมื่อเป็นความเศร้า เชื่อเถอะว่า มันเป็นความรู้สึกที่ปวดร้าวไม่ต่างกัน และคงจะดีกว่า …

ยิ่งไม่อยากมีอะไร ยิ่งมีความสุข

สมัยก่อน เราเชื่อว่า ความสุขเกิดขึ้นจากการได้ ยิ่งได้มีเยอะ ยิ่งสะสมเยอะ จำนวนความสุขยิ่งมากขึ้น เสื้อผ้าสวยๆ รองเท้าดีๆ สินค้าเทคโนโลยีล้ำสมัย คือสิ่งที่จะนำพาความสุขมาให้เรา เราเคยเชื่ออย่างนั้น ยิ่งเราคิดว่า การมี การได้ การสะสม ยิ่งทำให้เรามีความสุข ทำให้เรายิ่งไขว่คว้า ยิ่งพยายาม ยิ่งอยากสะสม แล้วเราก็พบว่า เมื่อได้ เมื่อมีแล้ว ความสุขของเราไม่ได้เกิดขึ้น อันที่จริง ก็มีความสุข แต่เป็นความสุขแค่ตอนที่ได้มา แต่พอได้มาแล้ว ความสุขนั้นค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นความรู้สึกเฉยชา และลืมไปว่า เราเคยอยากได้ อยากมีสิ่งนั้นแค่ไหน รู้สึกตัวอีกที เราก็ไปอยากได้สิ่งอื่นๆ แสวงหาสิ่งอื่นๆ ความอยากนั้นทำให้เราเป็นทุกข์ และเชื่อว่า การมีทำให้เรามีความสุข โดยความสุขนั้นก็อยู่แค่ขณะเดียวตอนได้มา ไม่นานความสุขก็หายไป พอความสุขหายไป เราก็จะแสวงหาสิ่งอื่นมาเพื่อได้ เพื่อสะสมไม่จบสิ้น ท้ายสุดแล้ว เราพบว่า ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน เกิดขึ้นตอนที่เราไม่ได้อยากมีอะไร แต่เกิดขึ้นตอนที่เรามองเห็นค่าในสิ่งที่เรามีอยู่ เพราะความสุขที่ยั่งยืน เกิดขึ้นภายในหัวใจ

ไม่ว่าใครก็ตามไม่มีสิทธิห้ามเรามีความสุข

ความสุขอาจเป็นสิ่งที่ผู้คนอยากครอบครองมากที่สุดในโลกใบนี้ คนเราอยากมีเงิน คนเราอยากมีความรัก คนเราอยากมีชื่อเสียง คนเราอยากมีสิ่งต่างๆ มากมายบนโลกใบนี้ ก็เพราะว่า เราเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นจะนำพาความสุขมาให้เรา เราจึงพยายามทำทุกวิถีทาง เราจึงพยายามทุกๆ อย่าง เพื่อให้ได้สิ่งความสุขมาครอบครอง ความสุขของเราแต่ละคนเป็นสิ่งแตกต่างกัน บางคน ความสุขของเขาคือการได้มา แต่กับบางคน ความสุขของเขาคือการให้ไป ไม่ว่าอย่างไร แม้ความสุขของคนเราจะต่างกัน แต่ความรู้สึกที่เรามีให้ความสุขเป็นสิ่งสากล ที่เราทุกคนมีเหมือนๆ กัน เคยมีคนถามว่า ความสุขคืออะไร ความสุขเป็นเรื่องที่นิยามได้อย่างยากยิ่งเสมอ มันยากที่จะบอกว่า ความสุขคืออะไร และบางครั้ง ในเวลาที่เรามีความสุขอยู่ เราก็ยังไม่รู้ตัวว่านั่นคือความสุข สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ คนเรามักจะรู้ว่าอะไรคือความสุข เมื่อเราได้เสียสิ่งนั้นไป ความสุขแท้จริงแล้วจึงไม่ใช่อะไรเลย แต่อาจคือภาวะที่หัวใจของเราไม่มีความทุกข์ ใช่, แค่ไม่ทุกข์ก็สุขแล้ว แต่คนมากมาย กลับยอมที่จะมีความทุกข์ เพียงเพราะต้องการตามใจความรู้สึกของคนอื่น เป็นอย่างที่คนอื่นพอใจ เป็นอย่างที่คนอื่นต้องการ เป็นทุกอย่างแบบที่คนอื่นคาดหวัง เป็นทุกอย่างยกเว้นการเป็นตัวของตัวเอง เป็นทุกอย่างยกเว้นคนที่มีความสุข สุดท้ายแล้วจงอย่าลืมว่า ชีวิตนี้เป็นชีวิตของเรา คนอื่นเข้ามาแล้วก็จากไป เขาแค่มาแวะทักทายในชีวิตของเรา สุดท้ายก็ต้องกลับไปอยู่ในชีวิตของเขาอยู่ดี อย่าให้ใครก็ตาม คำพูดของใครก็ตาม มากำหนดหนทางที่จะสุขหรือทุกข์ของเรา เพราะสุดท้ายจะมีแต่เราเท่านั้นที่ต้องอยู่กับความรู้สึกนั้นไปตลอดชีวิต

โลกไม่ได้หมุนรอบตัวเรา ไม่ว่าความสุข หรือความเศร้าก็ตาม

โดยธรรมชาติแล้ว แม้ไม่ได้รู้ตัว แต่คนเรามักหลงเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ทำราวกับว่า โลกนี้หมุนรอบตัวเรา เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า สำหรับตัวเราเอง เราเป็นพระเอก นางเอก ในชีวิตของเราเสมอ หมายความว่า ในความคิดของเรา เราคือผู้ที่ถูกต้องเสมอ และแม้กระทั่งเราทำความผิด ความผิดของเราก็เป็นเรื่องที่น่าให้อภัย และมีเหตุผลในการทำความผิด ขณะเดียวกัน ใครก็ตามที่เรารู้สึกว่าเขาทำไม่ดีกับเรา หรือทำอะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปอย่างใจของเรา เขาคนนั้น หนีไม่พ้นต้องรับบทเป็นตัวร้าย และดูเป็นคนที่ไม่ดี ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ในชีวิต ด้านอื่นๆ เขาอาจเป็นคนที่ดีมากๆ ก็ได้ แต่เราเองกลับมองเขาเป็นผู้ร้าย เพียงเพราะเขาไม่ได้ทำดีต่อเรา แม้อยากจะปฏิเสธ แต่ลึกๆ แล้ว เราส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น, แม้กระทั่งผมเองก็ตามที กับความทุกข์ กับความสุข เราก็ยังหนีไม่พ้นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล เวลาที่เรามีความสุข เราทำเหมือนราวกับว่า โลกนี้หมุนด้วยความสุขเพียงอย่างเดียว ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์อยู่ในโลกใบนี้ แต่พอเรามีความทุกข์ เราก็ทำเหมือนความสุขที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องจริง เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ความสุขของวันหน้า ก็เหมือนไม่มีวันมาถึง ความทุกข์ของเราดูเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เป็นกำแพงยักษ์หนาและหนัก ที่เราไม่มีวันก้าวข้ามผ่านไปได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ความสุขของเรา ความทุกข์ของเรา …

อีกไม่นานพรุ่งนี้ก็มาถึง

ในวันที่เรารู้สึกว่า ทุกอย่างไม่เป็นเหมือนใจคิด ในวันที่ความรู้สึกเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า สิ่งที่เรารู้สึกคือ วันนั้นทั้งวันช่างดูยาวนานเหลือเกิน เหมือนกับว่า ระยะเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงของวันนั้น เป็นยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ยาวนานกว่าวันไหนๆ ที่ผ่านมา เคยมีคนบอกเอาไว้ว่า แต่ละวันมีเวลาเท่ากัน แต่ความรู้สึกของเราจะบอกกับเราว่า วันเวลาในแต่ละวันความจริงแล้ว ไม่ได้เท่ากันเสมอไป ในวันที่เรามีความสุขในหัวใจ เวลาไม่ต่างจากสายน้ำ ที่ไหลไปอย่างรวดเร็วเหลือคณานับ แต่ในวันเวลาที่เราพบกับความทุกข์ในหัวใจ เวลาก็เหมือนหอยทากที่ค่อยๆ คลืบคลานไปอย่างเชื่องช้า จนเหมือนเราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า วันเวลาของวันนั้นจะผ่านไปได้เมื่อไหร่กันแน่ ถึงอย่างนั้น หากเรามองตามความเป็นจริงมากกว่าสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึก วันนี้ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป อย่างไรเสียวันนี้ก็จะต้องผ่านไป แล้ววันพรุ่งนี้ก็กำลังจะมาถึง วันพรุ่งนี้ที่เป็นโอกาสให้เราเริ่มต้นใหม่ วันพรุ่งนี้ที่เราจะทิ้งความเศร้า ความผิดหวังไว้กับแค่วันนี้ วันพรุ่งนี้ที่เราจะเร็วกว่าวันนี้ แม้วันนี้เราอาจรู้สึกว่า ความทุกข์นั้นยาวนาน แต่เราต้องเชื่อว่า วันพรุ่งนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่าความสุขรออยู่

ไม่มีอะไรช้าไปที่จะเริ่มต้น

กี่ครั้งกันในชีวิตของคนเรา ที่เราปล่อยโอกาสดีๆ ผ่านไป ที่เราไม่ยอมที่จะทำอะไร ที่เราเลือกที่จะหยุดอยู่กับที่ ที่เราไม่ยอมทำตามความฝัน ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่า ทุกอย่างสายเกินไป,ช้าเกินไป หลายคนไม่กล้าบอกรัก เพราะคิดว่า ช่วงเวลาของการบอกรักได้ผ่านไปแล้ว บอกเขาไปตอนนี้ก็ไม่มีความหมายอะไร หลายคนไม่กล้าทำตามความฝัน เพราะคิดว่า เราแก่เกินที่จะทำตามความฝันแล้ว เราแก่เกินที่จะพาตัวเองไปเผชิญหน้ากับความเสี่ยงอะไรๆ อีกต่อไปแล้ว เรามักเอาเวลา มากำหนดว่า อะไรที่ช้าเกินไป อะไรที่สายเกินไป ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาไม่เคยบอกเราเลยว่า สิ่งใดกันที่ช้าเกินไป หรือว่า สายเกินไป เวลาแค่ทำหน้าที่ของตัวมันเอง ในการก้าวเดินไปกับทุกๆ วินาที มีแต่เราเองเท่านั้นที่คอยบอกตัวเองในความคิด เป็นความคิดที่หาข้อแก้ตัวให้กับตัวเองในการไม่เริ่มต้น ว่าทุกอย่างช้าเกินไปแล้ว สายเกินไปแล้ว เราโทษเวลา เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกผิดกับการที่เราไม่ทำอะไร เราโทษเวลา เพื่อที่จะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยผ่านเลยไปอีกครั้ง เมื่อที่เคยได้เป็นมา ในกฎของกาลเวลา ไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป ไม่มีอะไรที่สายเกินไป ทุกอย่างยังเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ อยู่ที่ตัวเราเอง ต้องเลิกบอกตัวเองสักที ว่าทุกอย่างช้าเกินไป สายเกินไป เมื่อเราหยุดคิดแบบนั้น ก็ไม่มีอะไรเลย ที่จะช้าเกินไป หรือสายเกินไปจริงๆ

ความสุขไม่ควรเป็นจุดหมายของชีวิต

สมัยก่อน ผมเคยเข้าใจว่า ทุกอย่างที่เราทำ ควรมีความสุขเป็นจุดหมายปลายทาง เราเรียนเพื่อจะมีความสุข เราทำงานเพื่อที่จะมีความสุจ เรามีชีวิต ใช้ชีวิตเพื่อที่จะมีความสุข ใช่,การมีความสุขเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต แต่ความสุขไม่ควรเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต เพราะความสุข ควรเป็นสิ่งที่อยู่ในทุกขณะของชีวิตต่างหาก ความสุขควรอยู่ในทุกวิถีชีวิต ความสุขควรอยู่ในทุกสิ่ง ทุกกิจกรรมที่เราทำ หากเช่น ชีวิตคือการก้าวเดิน ความสุขไม่น่าจะเป็นเส้นชัยที่ปลายทาง แต่ควรอยู่ในทุกขณะที่เราก้าวไปจนถึงเส้นชัย เวลาที่เรากินข้าว ความสุขไม่น่าจะเป็นตอนที่เราอิ่มเท่านั้น แต่เราควรมีความสุขในทุกคำเคี้ยวของเรา เวลาที่เรามีความรัก ความสุขของความรักไม่ควรอยู่แค่ตอนที่เราได้รักกัน แต่เราควรมีความสุขในขณะที่เราแอบรัก แต่เราควรมีความสุขในตอนที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน แต่เราควรมีความสุขในตอนที่เราได้บอกรัก และมีความสุขในขณะที่เราได้รักกันแล้ว ความสุขที่อยู่ปลายทาง เป็นความสุขที่ไกล และอยู่ไม่นาน แต่ความสุขที่อยู่ในทุกขณะ อยู่ในทุกๆ ก้าว เป็นความสุขที่อยู่กับเราทุกขณะ และอยู่กับเราในทุกย่างก้าวของชีวิต ความสุขจึงไม่ควรเป็นแค่เรื่องเป้าหมายปลายทาง ความสุขจึงควรเป็นทั้งเรื่องต้นทาง ระหว่างทาง และไปจนถึงปลายทาง