Q : พี่คะ ทำยังใงให้หายเศร้าคะ ให้ตัวเองมีแรงผลักดัน ไม่คิดมาก เพราะตอนนี้หนูโดนที่บ้านกดดันมากค่ะ?

วิธีการที่พี่รับมือกับความเศร้า ไม่ใช่การปฏิเสธความเศร้า แต่ในทางตรงกันข้าม พี่เลือกที่จะยอมรับความเศร้า ยอมรับว่า ความเศร้าเป็นสิ่งธรรมดาอย่างหนึ่ง ที่เราทุกคนต่างต้องเจอ ไม่ผิดอะไรไปจากความสุข ยอมรับว่า ความเศร้าเป็นเรื่องที่เราไม่อาจหลีกหนีไปได้ ความเศร้าเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่ง ที่จะเข้ามาในชีวิตของคนทุกคน พี่เชื่อว่า ยิ่งเรามองเห็นความธรรมดาของความเศร้ามากเท่าไหร่ ความเศร้าก็ยิ่งทำร้ายเราได้น้อยลงเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ความเศร้าก็เหมือนทุกสิ่งบนโลกใบนี้ เหมือนสิ่งที่เรารัก เหมือนสิ่งที่เราชัง เหมือนสิ่งที่เราอยากเจอ เหมือนสิ่งที่เราอยากหลีกหนี คือ ไม่ว่าจะอย่างไร ความเศร้าก็จะผ่านไปเช่นกัน วันหนึ่ง จะช้าหรือเร็ว วันเวลาจะพัดพาความเศร้าให้ผ่านไป สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้ความเศร้าหายไป แต่คือระหว่างที่ความเศร้ายังคงอยู่ เราจะอยู่กับความเศร้าได้อย่างไร

วันหนึ่งเราจะมองความเสียใจในวันนี้ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป

ปัจจุบัน จะทำให้เรามองเรื่องราวทุกอย่างใหญ่กว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะเรามองมันจากสายตาของปัจจุบัน เหมือนการที่เรามองอะไรจากระยะใกล้ เราจะรู้สึกว่า มันใหญ่มาก จนเราเริ่มเขยิบสิ่งของชิ้นนั้นออกห่างไปเรื่อยๆ เราก็จะพบว่า ขนาดของสิ่งของชิ้นนั้นก็จะเล็กลงเรื่อยๆ ตามระยะทางที่ห่างออกไป ยื่งใกล้ ยิ่งใหญ่ ยื่งห่าง ยิ่งเล็กลง กับความทุกข์ กับปัญหา กับอุปสรรค กับเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ในช่วงเวลาที่มันค่อยๆ เขยิบเข้ามาใกล้เรา เราจะรู้สึกว่า มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมันจะใหญ่มากที่สุด ตอนที่อยู่ตรงหน้าเรา ความทุกข์ ปัญหา อุปสรรค เรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น มันจะใหญ่เสียจนเรารู้สึกว่า มันคือทางตัน เป็นทางตันที่เราไม่อาจจะผ่านไปได้เลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่จะไม่ผ่านไป ไม่มีอะไรที่จะคงอยู่ตลอดไป ข่าวดีคือ, ความเศร้าก็เช่นกัน มีแต่เพียงตัวของเราเองเท่านั้น ที่บางครั้งอาจโดยไม่รู้ตัว เราก็เป็นฝ่ายโอบกอดความทุกข์นั้นเอาไว้ ด้วยการจมอยู่กับมัน ด้วยการย้ำคิดถึงมัน เป็นการรั้งความเศร้าเอาไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราเข้าใจ เข้าใจว่า ความเศร้า ปัญหา อุปสรรคต่างๆ ก็เหมือนทุกสิ่ง เข้ามา เพื่อออกไป ไม่ได้อยู่อย่างถาวร เราก็จะไม่กอดเก็บความทุกข์ …

มีแต่เราที่จะปล่อยความเศร้าให้เป็นอดีตได้

เวลาในโลกใบนี้สำหรับผม อาจแบ่งได้เป็นสามช่วงเวลา เวลาที่เป็นอดีต เวลาที่เป็นปัจจุบัน เวลาที่เป็นอนาคต ในเหตุการณ์เดียวกันครั้งหนึ่งมันเคยเป็นอนาคตที่ชัดเจน วันหนึ่งมันจะเป็นปัจจุบัน - เป็นความจริงตรงหน้าเรา และวันหนึ่ง มันก็จะกลายเป็นอดีต อดีตที่ถูกแต่งเติมด้วยวันเวลา ความรู้สึก และความทรงจำ ในเหตุการณ์เดียวกัน เราใช้เวลากับมันไม่นานนักในฐานะอนาคต เราจะใช้มันในการคาดหวัง หรือไม่ก็กังวล เราจะใช้เวลากับมันนานขึ้นอีกหน่อย ตอนที่มันเป็นปัจจุบัน ช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญหน้า เพื่อผ่านมันไปให้ได้ แต่เราจะใช้เวลากับมันนานที่สุด ตอนที่มันเป็นอดีต เพราะกับเหตุการณ์หนึ่ง เราอาจใช้เวลาคิดถึงมันเป็นหน่วยนาทีในการคาดหวัง หรือกังวลเกี่ยวกับมันในฐานะของอนาคต เราอาจใช้เวลาเผชิญหน้ามันเป็นหน่วยเวลาวันในขณะที่เรากำลังเผชิญหน้ากับมันในฐานะของปัจจุบัน แต่กับในฐานะของอดีต บางทีเราต้องใช้เวลาเป็นเดือน เป็นปี หรืออาจทั้งชีวิตในการคิดถึงมัน ทั้งที่อนาคต คือ สิ่งที่ยังมาไม่ถึง เราเลยยังปล่อยให้มันผ่านไปไม่ได้ นั่นเป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ ทั้งที่ปัจจุบัน คือ เรื่องที่เราต้องเผชิญหน้ากับมันอยู่ และเรากำลังพยายามก้าวผ่านมันไป แต่กับอดีต อดีตอันเป็นเรื่องราวที่ผ่านไปแล้วแท้ๆ แต่เรากลับใช้เวลานานที่สุดในการคิดถึงมัน และอยู่กับมัน ขณะที่วันเวลาพยายามทิ้งอดีตเอาไว้ในเบื้องหลัง เป็นความคิดของเราเองที่พยายามเก็บกักอดีตไว้ให้เป็นปัจจุบันเสมอ โดยเฉพาะอดีตที่เป็นความเศร้า เรื่องราวที่ทำให้เรามีน้ำตา เราตอกย้ำมันซ้ำๆ ด้วยการคิดถึง เพื่อก่อให้เกิดความเจ็บปวดตรงอกข้างซ้าย ในอวัยวะที่เราเรียกมันว่าหัวใจ ลองถามตัวเองว่า นานแค่ไหนแล้ว …

เรื่องบางเรื่องเราไม่ได้มีเวลาเศร้าได้นานนัก

เป็นความจริง ที่ความเศร้ามักจะเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา แม้ว่า ในความรู้สึกลึกๆ เราจะอยากหลบหนีจากความรู้สึกเศร้านั้นมากมายแค่ไหน เพราะถ้าหากเลือกได้ เราคงอยากที่จะมีรอยยิ้ม และพบเจอกับความสุข มากกว่าที่ต้องเป็นคนจมอยู่กับความเศร้า แต่ใช่แล้ว บางครั้งเราเลือกไม่ได้ ความผิดหวัง ความเสียใจ บ่อยครั้งก็ตามติดเรายิ่งกว่าเงาที่ตามตัว สะกดรอยเราผ่านวันเดือนปี ไม่ว่าเราจะพยายามหลีกหนีเท่าไหร่ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะหนีไปได้พ้น ความทุกข์ เลยกลายเป็นเรื่องที่เราต้องเจอเป็นประจำ เหมือนเพื่อนสนิท ที่พร้อมจะร่วมหัวจมท้ายกับเราไปในทุกๆ เส้นทาง แม้ว่าเราอาจไม่ได้ต้องการเลยก็ตามที ชีวิตคนหนึ่งคน เราจะเศร้ากับเรื่องอะไรกันบ้าง แน่นอนว่า ต้องมีเรื่องของความรัก เรื่องการเรียน เรื่องการงาน ก็เชื่อว่าหลายๆ คนเคยผิดหวังเพราะเรื่องเหล่านี้ อาจจะมีเรื่องของความฝัน เรื่องของความคาดหวัง ที่หลายๆ ครั้ง สิ่งที่เราตั้งใจก็ไม่เป็นแบบที่เราต้องการ ถึงอย่างนั้น แม้ความเสียใจจะเป็นเรื่องธรรมดา และการที่เราจะรู้สึกเศร้าก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเลย เมื่อความเศร้าเองก็เป็นอารมณ์ความรู้สึกแบบหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับความรู้สึกของคนเรา เหมือนกับความสุข เหมือนกับรอยยิ้ม และเหมือนกับเสียงหัวเราะ ที่สำคัญ, จึงไม่ใช่การปฏิเสธความรู้สึกเหล่านั้น ไม่ปฏิเสธการที่เราจะเศร้าบ้าง และอันที่จริง เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเศร้านั้นให้ได้ด้วยซ้ำ แต่ว่า สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือ การที่เราไม่ปล่อยให้ตัวเองจมกับความเศร้านั้นนานเกินไปนัก การที่เราจะเศร้าไม่ผิด …

ความเศร้าคือสิ่งที่เท่าเทียม

โดยธรรมชาติของมนุษย์ เราเป็นนักเปรียบเทียบ อย่างยิ่งการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ซึ่งการเปรียบเทียบนั้น ในหลายครั้งไม่ว่าในแง่มุมไหน กลับส่งพลังทางลบ มากกว่าพลังงานทางบวก บางคน ชอบเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับชีวิตคนอื่น แล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่า ทำไมชีวิตของเราไม่ดีเหมือนเขา ทำไมเราต้องเจอแต่อะไรแย่ๆ ทั้งที่การเปรียบเทียบนั้นไม่ช่วยอะไร เราก็ยังชอบที่จะเปรียบเทียบในสิ่งที่ทำให้หัวใจของเรารู้สึกบั่นทอน และสิ่งที่คนเราชอบเปรียบเทียบมากที่สุด คือ การเปรียบเทียบความสุขของตัวเองกับคนอื่น ทำไมเขาถึงดูมีความสุข และทำไมเราถึงไม่มีความสุขเลย ความรู้สึกของเรา คือ เราไม่มีความสุข และปราถนาที่อยากจะมีความสุขอย่างเช่นคนอื่นเขา ซึ่งนั่น คือ สิ่งที่คนเราคิดเอาเอง ตัดสินเอาเองจากมุมมองของเรา เราไม่รู้หรอกว่า ภายใต้รอยยิ้ม ภายใต้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะดี ลึกๆ ภายใน ใครต้องพบ ต้องเจอ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เป็นปกติที่เรามักตัดสินจากสิ่งที่ตาเห็น จนลืมไปว่า ยังมีสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา และมักเป็นสิ่งที่มีค่า มีความหมายจริงๆ หากเราลองรับฟังผู้อื่น ไม่ใช่เอาข้อมูลเพียงจากการคิดไปเองของเรา เราจะพบว่า คนทุกคนมีความทุกข์ คนทุกคนมีความเศร้า แน่นอนว่า คนเราแต่ละคนมีความสุขในชีวิตไม่เท่ากันหรอกด้วยปัจจัยต่างๆ แต่ความทุกข์ ความเศร้า เป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน แม้จะเศร้าในเรื่องราวที่ต่างกัน แต่เมื่อเป็นความเศร้า เชื่อเถอะว่า มันเป็นความรู้สึกที่ปวดร้าวไม่ต่างกัน และคงจะดีกว่า …