Q : พี่คะ ทำยังใงให้หายเศร้าคะ ให้ตัวเองมีแรงผลักดัน ไม่คิดมาก เพราะตอนนี้หนูโดนที่บ้านกดดันมากค่ะ?

วิธีการที่พี่รับมือกับความเศร้า ไม่ใช่การปฏิเสธความเศร้า แต่ในทางตรงกันข้าม พี่เลือกที่จะยอมรับความเศร้า ยอมรับว่า ความเศร้าเป็นสิ่งธรรมดาอย่างหนึ่ง ที่เราทุกคนต่างต้องเจอ ไม่ผิดอะไรไปจากความสุข ยอมรับว่า ความเศร้าเป็นเรื่องที่เราไม่อาจหลีกหนีไปได้ ความเศร้าเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่ง ที่จะเข้ามาในชีวิตของคนทุกคน พี่เชื่อว่า ยิ่งเรามองเห็นความธรรมดาของความเศร้ามากเท่าไหร่ ความเศร้าก็ยิ่งทำร้ายเราได้น้อยลงเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ความเศร้าก็เหมือนทุกสิ่งบนโลกใบนี้ เหมือนสิ่งที่เรารัก เหมือนสิ่งที่เราชัง เหมือนสิ่งที่เราอยากเจอ เหมือนสิ่งที่เราอยากหลีกหนี คือ ไม่ว่าจะอย่างไร ความเศร้าก็จะผ่านไปเช่นกัน วันหนึ่ง จะช้าหรือเร็ว วันเวลาจะพัดพาความเศร้าให้ผ่านไป สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้ความเศร้าหายไป แต่คือระหว่างที่ความเศร้ายังคงอยู่ เราจะอยู่กับความเศร้าได้อย่างไร

Q: หนูพึ่งเลิกกับแฟน เค้าเปลี่ยนไปในหลายๆอย่างจนวันนึงหนูรู้ว่าเค้ากับเพื่อนสนิทหนูไปรับไปส่ง โทรคุยกันตอนหนูหลับทุกวัน พอหนูถามเก็บอกว่าเป็นเพื่อนกัน หนูทนอยู่กับความทุกข์มาเป็นเดือนจนวันนี้ตัดสินใจบอกเลิกเค้า หนูทำถูกแล้วใช่มั้ยคะ?

ทำไมคนเราถึงมีความรัก เพราะความรักคือสิ่งที่เติมเต็มหัวใจของเรา   ความรักทำให้เรารู้สึกมีความสุข ความรักทำให้เราอยากจะให้มากกว่ารับ ความรักทำให้เราพร้อมที่จะรับฟังและเข้าใจ และที่สำคัญที่สุด ความรักจะตอบคำถามว่า เราเกิดมาทำไม และเพื่ออะไร   การที่เรารักใครบางคน ก็เพราะเรารู้สึกว่า เขาคือใครคนนั้น คนที่เกิดมาเพื่อกันและกัน และเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากตื่นเช้ามาในทุกวัน   ถึงอย่างนั้น ความรักเป็นสิ่งที่ซับซ้อน เพราะความรักไม่ใช่เรื่องของคนๆ เดียว หากแต่เป็นเรื่องของคนสองคน   ต่อให้คนหนึ่งคนรักมากเท่าไหร่ แต่อีกคนไม่ได้มองเห็นความหมายในความรักนั้น แน่นอนว่า ความสัมพันธ์ก็ยากที่จะก้าวไป   การที่คนเราต้องทนทุกข์กับความสัมพันธ์ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้ทนทุกข์ไปด้วยกันเพื่อความรัก แต่เป็นการทนทุกข์เพราะใครบางคนเลือกที่จะไม่รัก   การที่เราเลือกที่จะเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้นก่อน แม้ไม่ใช่คนที่หมดรักก่อน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด   แต่เป็นสิ่งที่ดีต่อหัวใจของเรามากกว่า

Q : ทำยังไงให้เลิกคิดมากได้คะ?

ถ้าถามว่า ทำอย่างไรให้เลิกคิดมาก ผมตอบได้ว่า ผมเองก็อาจไม่มีคำตอบของคำถามนี้ครับ ไม่เชื่อดูนามปากกาของผมได้ "คิดมาก" ใช่ครับ ผมเป็นคนคิดมาก และคิดว่า ตลอดชีวิตนี้คงไม่อาจเลิกคิดมากได้   แต่ถ้าเราเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ จากทำยังไงให้เลิกคิดมาก เป็นทำอย่างไรให้เราคิดมากอย่างคนที่มีความสุขได้   เปลี่ยนความคิดมาก จากลักษณะด้านลบ ให้เป็นลักษณะด้านบวก   คนที่คิดมาก คือคนที่คิดเยอะ และคิดไม่หยุด   แต่บ่อยครั้ง ที่ความคิดมากของเราจมไปอยู่ในด้านมืด ด้านมืดที่ว่า คือการคิดลบ   เราแก้ไขได้ด้วยการที่ทุกครั้งเวลาเราคิดลบ เราคิดมากให้มากขึ้น ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่ด้านที่เป็นลบ แต่ยังมีด้านที่เป็นบวก โลกนี้ไม่ได้มีแค่ด้านมืด หากยังมีด้านที่สว่าง   และไม่ว่าจะด้านลบหรือด้านบวก ไม่ว่าจะด้านมืดหรือด้านสว่าง ด้านไหนๆ ก็ไม่จีรังถาวร   ทุกอย่างจะผ่านไป

เราโชคร้ายที่คิดว่า ตัวเราโชคร้าย

  มีบางคน ที่จะรู้สึกอยู่เสมอว่า เขาเป็นคนที่โชคร้าย จะทำสิ่งใด จะคาดหวังอะไร ต้องมีอุปสรรคปัญหาทำให้ทุกอย่างไม่เป็นเหมือนใจ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เราเป็นคนโชคร้ายจริงๆ แต่เคยสังเกตไหมว่า คนที่มองว่า ตัวเองโชคร้่าย คนที่ชอบคิดว่า ตัวเองโชคร้าย ก็มักพบเจอแต่เรื่องราวของความโชคร้ายอยู่อย่างนั้น หรือจะเป็นอย่างที่มีคนเขาบอกกัน คนเราพอเคยมองเห็นสิ่งใด แล้วก็จะมองหาแต่สิ่งนั้น เลยมองเห็นแต่สิ่งนั้น และยิ่งโดยธรรมชาติ เรื่องร้ายๆ มักดึงดูดให้เรามองเห็นได้ง่ายกว่าเรื่องดีๆ เป็นการมองเห็นด้วยความทุกข์ใจ เป็นการมองเห็นด้วยความไม่สบายใจ เป็นการมองเห็นด้วยความกังวลใจ ทั้งที่ใจเราอยากจะเจอแต่เรื่องราวที่ดี ทั้งที่ใจเราอยากมีความสุข ทั้งที่ใจเราอยากยิ้มได้ในทุกวัน แต่พอเราเผลอ เราก็จะมองเห็นแต่เรื่องราวของความโชคร้่ายในชีวิต เรามองหาสิ่งใด เราก็จะมองเห็นแต่สิ่งนั้น เราคิดถึงสิ่งใด เราก็จะพบเจอแต่สิ่งนั้น จะเรียกสิ่งนี้่ว่า กฎของแรงดึงดูด หรืออะไรก็ตาม แต่มันคือเรื่องจริง ทางออกที่ดีที่สุด คือการเปลี่ยนมุมคิดเสียใหม่ เลิกคิดว่า ตัวเองเป็นคนโชคร้าย เลิกมองหาเรื่องร้ายๆ ในแต่ละวัน และตีความเอาเองว่า นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราโชคร้าย แต่มองชีวิตอย่างคนที่เข้าใจแทนว่า ชีวิตของเราในแต่ละวัน มีทั้งเรื่องที่ดี และเรื่องที่ไม่ดี หากเป็นไปได้ เราลองทำในมุมตรงกันข้าม แทนที่จะมองหาแต่เรื่องร้ายๆ แล้วบอกตัวเองว่าเราเป็นคนโชคร้าย เราก็มองหาแต่เรื่องราวดีๆ …

การอดทนรอคือสิ่งสำคัญที่ถูกประเมินค่าต่ำไป

คนเรามักให้คุณค่า กับสิ่งที่เรียกว่า ความพยายาม อะไรก็ตามที่ดิ้นรนเพื่อให้ได้มา โดยต้องแลกกับช่วงเวลาของความลำบาก สิ่งนั้นจะดูมีความหมาย และใคร ๆ ก็ยกย่องการความพยายามนั้น   ช่วงเวลาที่หายไป   ผมมีผลงานหนังสือเล่มแรกในปี พ.ศ. 2555 ณ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่งดงามมาก ผลงานผมประสบความสำเร็จในระดับปานกลาง แต่สำหรับผม การได้มีหนังสือสักเล่มหนึ่งเป็นของตัวเอง นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต   แต่เป็นธรรมดา ที่คนเราจะไม่ได้พึงพอใจกับแค่ความสำเร็จในปัจจุบัน เมื่อผลงานหนังสือเล่มแรกออกมา ความปรารถนาของผม คือการมีผลงานเล่มที่สองต่อออกมาทันที   แต่ชีวิตไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และสิ่งที่เราต้องการไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการเสมอไป นั่นคือบทเรียนหนึ่งของชีวิตที่ผมได้เรียนรู้   ด้วยความไม่ราบรื่นต่าง ๆ และผลงานของผมเอง ณ ตอนนั้นด้วยที่ยังได้รับการบ่มเพาะไม่มากพอ   1 ปีผ่านไป   2 ปีผ่านไป   3 ปีผ่านไป   ผลงานเล่มที่สองของผมถึงได้ออกมาสู่แผงหนังสืออีกครั้ง ช่างเป็นระยะเวลาที่ดูยาวนาน และบางครั้งก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า หรือผลงานเล่มแรกของผม จะเป็นผลงานหนังสือเล่มเดียวไปตลอดชีวิต   อย่ารอเฉยๆ แต่ให้ลงมือทำอะไรระหว่างรอไปด้วย …

ผิดหวัง หรือบทเรียน

  ใครๆ ก็ชอบการสมหวัง หากเป็นไปได้ เราคงอยากพบเจอแต่ความสุขสมหวัง แม้กระทั่งพืชผักที่ชื่อว่า "แห้ว" เรายังอยากที่จะเรียกชื่อมันว่า "สมหวัง" เลย แต่ในความเป็นจริง ความสมหวังไม่ได้อยู่เคียงข้างกับเราเสมอ มีสมหวัง มีผิดหวัง คู่กันเสมอ ชีวิตคนหนึ่งคนจึงอาจพบเจอความผิดหวังไม่ได้น้อยไปกว่าการสมหวังเลย และในบางครั้ง เราอาจสังเกตเห็นความผิดหวังได้ชัดเจนกว่า ผิดหวัง บางครั้ง กับบางคน เขามักรู้สึกว่า ความผิดหวังที่เข้ามาในชีวิต ไม่ต่างอะไรกันกับเพื่อนแท้ ที่เราต้องพบสบตาเสมอมา แม้อยากจะหลีกเลี่ยงแค่ไหน ก็ไม่อาจหลุดพ้นไปได้เลย เหมือนที่มีคนเคยบอกว่า ยิ่งเราคาดหวัง ยิ่งมีโอกาสพบกับความผิดหวัง แต่ลึกๆ แล้ว เราก็รู้สึกกันดีว่า หากปราศจากความหวังเสียแล้ว มนุษย์หนึ่งคนก็คงไม่ต่างอะไรจากวัชพืช ที่ล่องลอยไปอย่างไร้ซึ่งจุดหมาย แม้ต้องเสี่ยงกับสิ่งที่เรียกว่า ความผิดหวัง ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีเหตุผลใด ที่เราจะสาปให้ตัวเราเองหายใจอย่างคนที่ไร้ความหวัง เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งที่เศร้าที่สุด ที่มนุษย์หนึ่งคนจะต้องเผชิญ ถึงอย่างนั้น คนเราก็ต้องยอมรับให้ได้ ว่าความผิดหวังเป็นธรรมดาอย่างหนึ่ง ที่เราต้องพบเจอ และผ่านมันไปให้ได้ เหมือนเรือทุกลำที่เคยผ่านคลื่นลม เหมือนอากาศยานที่ต้องตกหลุมอากาศ ความผิดหวัง ของมวลมนุษย์ชาติ ก็เป็นอย่างนั้น แต่อยู่ที่เราด้วย ว่าเราจะมองว่า …

ล้มเหลว หรือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่

บางครั้ง การที่คนสองคนมีทางเดิน และปลายทางของชีวิตแตกต่างกันออกไป ทั้งที่เขาเจอเหตุการณ์เดียวกัน ผ่านเรื่องราวแบบเดียวกัน นั่นเป็นเพราะว่า เขาตีความ และรับมือเรื่องราวเหล่านั่นในมุมที่แตกต่างกัน หากเขามองว่า มันเป็นลบ เขาก็จะไม่ได้อะไรเลย นอกจากบาดแผลอีกรอยในความทรงจำ หากเขามองว่า มันเป็นบวก อย่างน้อยเขายังจะได้เห็นแง่งาม และด้านที่เป็นกำลังใจของมัน ชีวิตก็เป็นแบบนี้้ บางคราวไม่สำคัญว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา สำคัญที่เราใช้ทัศนคติแบบไหนรับมือกับเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น ล้มเหลว มีความสำเร็จ มีความล้มเหลว เหมือนเรื่องราวเหล่านั้นเป็นของคู่กัน คล้ายๆ กับการสมหวังในความรัก กับหารอกหัก และเหมือนกันที่ ในชีวิตของคนหนึ่งคน เขามักอกหักบ่อยครั้งมากกว่าสมหวังในความรัก และแน่นอนว่า ล้มเหลวบ่อยครั้งกว่าประสบความสำเร็จ บางที ชีวิตคนเรา ต้องผ่านความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อที่จะประสบความสำเร็จสักหนึ่งครั้ง และรักษาช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จนั้นเอาไว้ให้นานที่สุด บ่อยครั้ง ในมุมหนึ่ง ความล้มเหลวเป็นเหมือนเรื่องระหว่างทาง ที่เราต้องพบเจอตลอดในการเดินทาง ส่วนเป้าหมายคือความสำเร็จ ที่เราตั้งเป้าจะไปให้ถึง คนที่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นคนที่ไม่ยอมให้ความล้มเหลวหยุดการเดินทางของเขา และยังคงเดินทางต่อไป ไม่ว่าต้องพบเจอกับความล้มเหลวอีกกี่ครั้งก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น คำว่า ความล้มเหลว ก็ยังทำให้เรารู้สึกเสมอ ถึงความพ่ายแพ้ ถึงความเจ็บปวด และถึงจุดจบ หลายคนตีความความล้มเหลวว่า …

ถ้าเรื่องของเราไม่มีคำว่า "ถ้า"

ถ้าวันนั้น เราไม่ทะเลากัน ถ้าวันนั้น เธอยังง้อฉันอยู่ ถ้าวันนั้น ฉันไม่งี่เง่าไปเอง ถ้าวันนั้น เราไม่คิดไปเองว่า การไม่มีเราอาจเป็นเรื่องดี ถ้าวันนั้น ใครสักคนพูดคำว่าขอโทษขึ้นมาก่อน ถ้าวันนั้น เราไม่เอาเวลามาคิดว่าใครผิด แต่คิดว่า เรายังรักกันอยู่ไหม ถ้าตอนที่คบกัน เราบอกรักกันบ่อยกว่านี้ ถ้าเรา ยังกอดกันเหมือนวันแรกๆ ถ้าเรา พร้อมที่จะให้อภัยกันในทุกความผิดพลาด ถ้าเรา ยังคิดถึงความรู้สึกของกันและกันมากกว่าความรู้สึกของตัวเอง ถ้าเรา ยังจับมือกันแน่นมากพอในวันที่ใครคนอื่นเดินเข้ามา ถ้าเรา พูดความจริงต่อกัน และซื่อสัตย์ในความรู้สึกของตัวเองทุกๆ เรื่อง ถ้าเรายังรักกันมากพอ เรื่องของเราคงไม่มีคำว่าถ้า และคงไม่มีใครต้องมาเสียใจ ไม่ว่าฉันหรือเธอ พอเรื่องราวต่างๆ ผ่านมาแล้ว และทุกอย่างได้กลายเป็นอดีต เราสามารถคิดเรื่องราวต่างๆ ไปได้มากมาย ว่าถ้าเราทำอย่างนั้น ถ้าเราทำอย่างนี้ เรื่องราวต่างๆ ก็คงเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่เมื่อมันเป็นได้แค่เรื่องสมมิต ที่แปลว่า ไม่ใช่ความจริง และทุกอย่างได้ผ่านเลยไป จนไม่มีจุดเดินกลับมาได้ เราทำได้คิดเอาเองว่า หากทุกอย่างในอดีตเปลี่ยนไป วันนี้ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ระหว่างเรา คงไม่มีใครต้องมาเสียใจเลย แต่สุดท้ายเราเองก็รู้ดีว่า คำว่า "ถ้า" …

ทำวันทุกวันระหว่างเราให้เป็นวันที่พิเศษด้วยการเหมือนเดิม

เราเคยเข้าใจมาตลอดว่า การทำให้วันหนึ่งวันเป็นวันที่ดีระหว่างคนสองคน คือ การทำให้วันเหล่านั้นเป็นวันที่พิเศษ และการทำให้วันหนึ่งวันกลายเป็นวันที่พิเศษ คือ การทำให้วันนั้นดีกว่าวันทุกวันที่ผ่านมา ให้เป็นวันแห่งความรู้สึกของการประหลาดใจ ให้เป็นวันที่มีอะไรแปลกใหม่ ให้เป็นวันที่เราจะพากันออกมาจากความจำเจ เราจึงชอบการทำเซอร์ไพรส์ เราจึงใส่ใจเรื่องของวันสำคัญ เราจึงโฟกัสกับการทำให้คนที่เรารักตื่นเต้น จนวันหนึ่ง เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา และผ่านออกไปจากชีวิตได้สอนเราว่า สิ่งสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ ไม่ใช่ความตื่นเต้นหวือหวาใดๆ แต่คือความเสมอต้นเสมอปลาย คนรักกัน อาจจะดีที่จะรักกันมากขึ้นในทุกวัน แต่ถ้าเป็นไปได้ ไม่ต้องขอให้รักกันมากขึ้นทุกวัน แค่รักกันอย่างวันแรกที่บอกว่า แค่นั้นก็เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจชุ่มชื่นแล้ว ความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีงาม ไม่ควรเป็นเหมือนพลุ ที่งดงามเพียงชั่วครู่ แล้วค่อยๆ ลบเลือนไป แต่ความรัก ควรเป็นเหมือนท้องฟ้า อาจเปลี่ยนสีต่างไปในแต่ละวัน แต่อย่างไรท้องฟ้าก็ยังเป็นท้องฟ้า และไม่ว่าจะอย่างไร นานแค่ไหน ท้องฟ้าก็ยังเป็นอย่างนั้นเสมอ เหมือนที่คนสองคนควรรักกันเสมอ จนกว่าวันที่ฟ้าจะสลายไป  

รู้ตัวไหมว่าเราจมอยู่กับความเศร้านานเกินไปแล้ว

คนเราทุกคนเคยเจอกับความรูสึกเศร้ามาเหมือนๆ กัน สิ่งที่ต่างกัน คือ เราแต่ละคนจมอยู่กับความเศร้านานไม่เท่ากัน บางคนเศร้าไม่นาน พอถึงจุดหนึ่งก็ปล่อยให้ความเศร้าผ่านไป บางคนจมอยู่กับความเศร้า ราวกับว่า ความเศร้าเป็นแม่น้ำที่ไม่มีฝั่ง ความเศร้า จริงๆ แล้วเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับความสุข ความสุข และความเศร้า แม้เป็นอารมณ์คนละขั้วกัน แต่ทั้งความสุข และความเศร้า คือ เครื่องยืนยันเดียวกัน ว่าเราเป็นคนที่มีหัวใจ เป็นคนที่มีหัวใจพอที่จะยิ้มให้กับความชื่นบานของชีวิต และหลั่งน้ำตาให้กับความขื่นขมที่เข้ามา เคยมีคนบอกว่า อย่าอายกับการร้องไห้ เพราะนั่นแปลว่า หัวใจของเรายังไม่ได้ถูกคืนวันทำให้แข็งกระด้าง แต่ยังมีความอ่อนโยนอยู่ในหัวใจของเรา อ่อนโยนต่อความดีใจ อ่อนโยนต่อความเสียใจ อ่อนโยนกับวันที่ผ่าน อ่อนโยนกับปัจจุบัน อ่อนโยนกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง การที่เราเศร้าจึงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย ความเศร้าเป็นปกติอย่างหนึ่งของชีวิต วันใดที่เราไม่เศร้ากับเรื่องที่ควรเศร้าอีกต่อไป วันนั้นนั่นแหละอาจมีบางอย่างที่ไม่ปกติเกิดขึ้นในหัวใจของเรา สิ่งสำคัญคือ เราอย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้านานเกินไป อะไรก็ตามที่นานเกินไปไม่ดีทั้งนั้น สิ่งที่ดีที่สุด คือการอยู่บนความพอดี แม้จะเศร้า ก็เศร้าแค่พักเดียวพอ เศร้าให้เต็มที่ ให้น้ำตารินไหลออกมา ปล่อยความรู้สึกไปอย่างไม่มีสิ้นใดที่ต้องฝืน แต่พอถึงเวลาหนึ่ง เราก็ต้องหยุด หยุดร้องไห้ หยุดเสียน้ำตา หยุดเอาตัวเราเองไปจมอยู่กับความผิด ขึ้นมาจากความเศร้านั้น กลับมาชื่นชมกับด้านที่งดงามของโลกใบนี้ …