ไม่ใช่วันทุกวันที่จะเป็นวันที่ดีในความรู้สึกเรา แต่ในทุกวันมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นเสมอ

ใกล้ที่จะผ่านพ้นปีนี้ไปแล้วอย่างรวดเร็ว เวลาเดินเร็วเสมอเมื่อเรามองย้อนกลับไปข้างหลัง แต่กลับเนิ่นช้าเมื่อเราเฝ้ามองรอเวลาที่อยู่ข้างหน้า สิ่งที่หลายคนทำเมื่อสิ้นปีจะผ่านพ้นไป คือการมานั่งสรุปกับตัวเองว่า ปีนี้เป็นปีที่ดีหรือเปล่า ซึ่งคำตอบที่ได้ออกมาก็หลากหลาย กับบางคนก็บอกว่า ปีนี้เป็นปีที่ดี กับบางคนก็บอกว่า ปีนี้เป็นปีที่ไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกมองปีนี้จากมุมใด และให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ไหน เพราะในความเป็นจริง ในหนึ่งปีประกอบด้วยวัน 365 วัน และแน่นอนว่า มันมีทั้งวันที่ดีและวันที่ไม่ดี บางทีสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรามีวันที่ดีและวันที่ไม่ดีมากกว่ากัน แต่เป็นเราเองที่จดจำและให้ความสำคัญกับวันแบบไหนมากกว่า และไม่ต่างกันเลย ในหนึ่งวันที่เรากำลังใช้ชีวิตกันอยู่ ก็มีทั้งเรื่องราวที่ดีและเรื่องราวที่ไม่ดีเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับว่า เราจะมองและให้ความสำคัญกับเรื่องราวไหน แปลกที่คนเรามักเฝ้ารอเรื่องราวดีๆแต่พอมันเกิดขึ้น เราก็ปล่อยให้มันผ่านเลยไปอย่างรวดเร็วแต่กับเรื่องราวร้ายๆ ที่เราไม่อยากเจอพอมันเกิดขึ้น เรากลับเอามาฉายซ้ำในความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่า เราจึงต้องจำไว้เสมอว่า ในวันที่เรารู้สึกเสียใจที่สุด แต่มุมใดมุมหนึ่งบนโลกใบนี้ สายน้ำยังคงรินไหล สีสรรของพระอาทิตย์ที่กำลังตกเดินแตะขอบฟ้ายังคงเรื่อเรืองและสวยงาม เสียงหัวเราะคงเด็กน้อยยังคงกังวาน อยู่ที่เราต้องเช็ดน้ำตาเพื่อมองให้เห็นและเปิดหัวใจเพื่อที่จะรู้สึก

คนแบบไหนที่เราอยากเจอในทุกวัน จงเป็นคนแบบนั้น คนแบบไหนที่เราจะไม่คบ อย่าเป็นคนแบบนั้นเสียเอง

โลกใบนี้มีคนมากมายหลายล้านคน และคนแต่ละคนก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไปหลายล้านแบบ เราแต่ละคนอาจมีบ้างที่คล้ายกัน แต่ไม่มีใครหรอกที่จะเหมือนกันไปทั้งหมด คนแต่ละคนมีข้อดี และมีข้อเสียของตัวเองไม่มีใครงดงามไปทั้งหมดและไม่มีใครที่จะมีแต่ความด่างพร้อยลึกๆ แล้ว เราเป็นสีเทาๆ มากกว่าแค่สีขาวหรือว่าสีดำ ในความเป็นจริง เราไม่อาจเป็นอย่างคนอื่นได้ และไม่มีใครที่เป็นเหมือนเราได้ แต่การเป็นเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ต้องพยายามเป็นคนที่ดี หรือพยายามเป็นสิ่งที่ดี อย่างน้อยที่สุด เราทุกคนมีคนที่เราชอบ และมีคนที่เราไม่ชอบ เพราะสิ่งที่เขาทำ และสิ่งที่เขาไม่ทำ เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเราให้เป็นใคร แต่อย่างน้อยที่สุด เราต้องไม่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบให้ใครเป็น และทำในสิ่งที่เราชอบให้คนอื่นเป็น เพราะการที่เราจะชอบ หรือการที่เราจะชังใครคนใดก็ตาม นั่นหมายความว่า เรามีความคิดเห็นในหัวใจ สิ่งใดคึอสิ่งที่ดี และสิ่งใดคือสิ่งที่ไม่ดี เมื่อทุกสิ่งและทุกอย่างบนโลกใบนี้แท้จริงแล้วควรเริ่มต้นที่ตัวเราเราเริ่มต้นได้ด้วยการไม่เป็นในสิ่งที่เราคาดหวังว่าคนอื่นจะไม่เป็นและเป็นในสิ่งที่เราคาดหวังว่าคนอื่นควรจะเป็น

เราโชคร้ายที่คิดว่า ตัวเราโชคร้าย

  มีบางคน ที่จะรู้สึกอยู่เสมอว่า เขาเป็นคนที่โชคร้าย จะทำสิ่งใด จะคาดหวังอะไร ต้องมีอุปสรรคปัญหาทำให้ทุกอย่างไม่เป็นเหมือนใจ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เราเป็นคนโชคร้ายจริงๆ แต่เคยสังเกตไหมว่า คนที่มองว่า ตัวเองโชคร้่าย คนที่ชอบคิดว่า ตัวเองโชคร้าย ก็มักพบเจอแต่เรื่องราวของความโชคร้ายอยู่อย่างนั้น หรือจะเป็นอย่างที่มีคนเขาบอกกัน คนเราพอเคยมองเห็นสิ่งใด แล้วก็จะมองหาแต่สิ่งนั้น เลยมองเห็นแต่สิ่งนั้น และยิ่งโดยธรรมชาติ เรื่องร้ายๆ มักดึงดูดให้เรามองเห็นได้ง่ายกว่าเรื่องดีๆ เป็นการมองเห็นด้วยความทุกข์ใจ เป็นการมองเห็นด้วยความไม่สบายใจ เป็นการมองเห็นด้วยความกังวลใจ ทั้งที่ใจเราอยากจะเจอแต่เรื่องราวที่ดี ทั้งที่ใจเราอยากมีความสุข ทั้งที่ใจเราอยากยิ้มได้ในทุกวัน แต่พอเราเผลอ เราก็จะมองเห็นแต่เรื่องราวของความโชคร้่ายในชีวิต เรามองหาสิ่งใด เราก็จะมองเห็นแต่สิ่งนั้น เราคิดถึงสิ่งใด เราก็จะพบเจอแต่สิ่งนั้น จะเรียกสิ่งนี้่ว่า กฎของแรงดึงดูด หรืออะไรก็ตาม แต่มันคือเรื่องจริง ทางออกที่ดีที่สุด คือการเปลี่ยนมุมคิดเสียใหม่ เลิกคิดว่า ตัวเองเป็นคนโชคร้าย เลิกมองหาเรื่องร้ายๆ ในแต่ละวัน และตีความเอาเองว่า นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราโชคร้าย แต่มองชีวิตอย่างคนที่เข้าใจแทนว่า ชีวิตของเราในแต่ละวัน มีทั้งเรื่องที่ดี และเรื่องที่ไม่ดี หากเป็นไปได้ เราลองทำในมุมตรงกันข้าม แทนที่จะมองหาแต่เรื่องร้ายๆ แล้วบอกตัวเองว่าเราเป็นคนโชคร้าย เราก็มองหาแต่เรื่องราวดีๆ …

การอดทนรอคือสิ่งสำคัญที่ถูกประเมินค่าต่ำไป

คนเรามักให้คุณค่า กับสิ่งที่เรียกว่า ความพยายาม อะไรก็ตามที่ดิ้นรนเพื่อให้ได้มา โดยต้องแลกกับช่วงเวลาของความลำบาก สิ่งนั้นจะดูมีความหมาย และใคร ๆ ก็ยกย่องการความพยายามนั้น   ช่วงเวลาที่หายไป   ผมมีผลงานหนังสือเล่มแรกในปี พ.ศ. 2555 ณ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่งดงามมาก ผลงานผมประสบความสำเร็จในระดับปานกลาง แต่สำหรับผม การได้มีหนังสือสักเล่มหนึ่งเป็นของตัวเอง นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต   แต่เป็นธรรมดา ที่คนเราจะไม่ได้พึงพอใจกับแค่ความสำเร็จในปัจจุบัน เมื่อผลงานหนังสือเล่มแรกออกมา ความปรารถนาของผม คือการมีผลงานเล่มที่สองต่อออกมาทันที   แต่ชีวิตไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และสิ่งที่เราต้องการไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการเสมอไป นั่นคือบทเรียนหนึ่งของชีวิตที่ผมได้เรียนรู้   ด้วยความไม่ราบรื่นต่าง ๆ และผลงานของผมเอง ณ ตอนนั้นด้วยที่ยังได้รับการบ่มเพาะไม่มากพอ   1 ปีผ่านไป   2 ปีผ่านไป   3 ปีผ่านไป   ผลงานเล่มที่สองของผมถึงได้ออกมาสู่แผงหนังสืออีกครั้ง ช่างเป็นระยะเวลาที่ดูยาวนาน และบางครั้งก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า หรือผลงานเล่มแรกของผม จะเป็นผลงานหนังสือเล่มเดียวไปตลอดชีวิต   อย่ารอเฉยๆ แต่ให้ลงมือทำอะไรระหว่างรอไปด้วย …

สิ่งเดียวที่ยังสงสัย ลึกๆ แล้วในใจ เรารักกันหรือเปล่า

ไม่ใช่ความชัดเจนหรอกที่ทำให้คนเราต้องจมอยู่กับความเสียใจ การไม่มีอะไรชัดเจนเลยต่างหาก ที่สร้างบาดแผลขึ้นมาในความรู้สึกของเรา ความชัดเจน เปรียบเหมือนการถูกตบหน้า เราอาจรู้สึกชาไปชั่วขณะ แต่ไม่นานเท่าไหร่ เดี๋ยวเราก็หายดี ความไม่ชัดเจน เหมือนการที่เราถูกแทงตรงแผลเดิมซ้ำๆ เราคิดว่า เราโอเคดี ทั้งที่เรากำลังตายทั้งเป็นไป แรกๆ กับความสัมพันธ์ บางที เราก็ยอมจมอยู่กับความไม่ชัดเจน เพราะยังรู้สึกมีความสุขในการคิดไปเอง แม้ต้องทนอยู่กับความคลุมเคลือ ที่สร้างหมอกควันปกคลุมหัวใจ แต่เรารู้สึกว่า เรายังมีหวัง เป็นความหวังที่จะได้รับความชัดเจนในความสัมพันธ์จากคนที่เรารัก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้ว่า ไม่มีความหวังใดๆ ในความไม่ชัดเจนนั้น มีแต่การยื้อเวลา ถ่วงให้เราอยู่กับความเสียใจนานขึ้น แต่ไม่นานเกินไปนัก ที่เราจะรู้ดีว่า ความหวังนั้น คือการหลอกตัวเองของเรา และเราเอง อาจไม่ได้มีสิทธิใดๆ เลยในความสัมพันธ์นี้ เมื่อวันนั้นมาถึง สิ่งที่เราต้องการอาจเปลี่ยนไป จากความไม่ชัดเจน กลายเป็นความชัดเจน อย่างน้อยการได้รู้ว่า เขาไม่รักเราเพราะอะไร ยังคงดีกว่า การเข้าใจไปเองว่า เขารักทั้งที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะสุดท้ายแล้ว มีแต่ความชัดเจนเท่านั้น ที่จะปลอดปล่อยเราเป็นอิสระจากสิ่งที่เราเกาะเกี่ยวอยู่ได้ ไม่ว่า ความชัดเจนนั้น จะทำให้เราเจ็บปวดแค่ไหน แต่ก็ดีกว่า การผูกติดตัวเองเอาไว้กับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ยื้อเวลาที่จะเสียใจ เพียงเพื่อที่จะอยู่กับความเสียใจต่อไปไม่รู้จบ …

วันที่แย่ที่สุด ในมุมหนึ่งอาจเป็นบทเรียนที่ดีที่สุด

เรื่องที่อยากลืมมากที่สุด บางครั้งเป็นเรื่องที่เราควรเรียนรู้จากมันมากที่สุด ชีวิตของเราต่างต้องเจอวันแย่ๆ ไม่ต่างกัน บางวันที่เรารู้สึกว่า ทุกอย่างหนักหนาเกินรับไหว วันที่เราอยากหลับตา แล้วให้ตื่นมากลายเป็นวันใหม่ วันที่ทำให้เราอยากมี’ปุ่ม’ลบความทรงจำ วันที่มี 24 ชั่วโมง แต่เรากลับรู้สึกว่ามันยาวนานราวกับชีวิตทั้งชีวิต หากเป็นไปได้ เราอยากลืมวันเวลานั้น อยากให้มันเป็นเพียงฝันร้ายที่สักวันเราจะตื่นขึ้นมา เพื่อพบว่า ความทุกข์เหล่านั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องจริง แต่สุดท้าย เราจะพบว่า ความทุกข์นั้นคือเรื่องจริง และไม่มีใครจะหลีกหนีความทุกข์ได้พ้น กับสิ่งที่เราไม่มีทางหลีกหนีได้ สิ่งที่เราทำได้ ไม่ใช่การพยายามหลบหนี ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไม่มีทาง แต่คือการเลือกที่จะอยู่เผชิญหน้ากับปัญหานั้น เพื่อที่จะเรียนรู้กับเรื่องราวเหล่านั้น ให้วันเวลาที่ผ่านมา ความเศร้าที่ผ่านไป ไม่ใช่เรื่องที่เสียเปล่า แค่เลือกที่จะเปลี่ยนมุมมอง สิ่งที่เราเห็นก็จะต่างออกไป เรื่องเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน คนสองคนอาจรู้สึกกับมันไม่เท่ากัน บางคน อาจคิดว่า เป็นเรื่องแย่ บางคน อาจมองว่า เป็นโอกาสให้ก้าวต่อไป เรื่องเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน สิ่งที่ทำให้ต่างออกไป คือ มุมมองที่เราเลือกมอง หากเราเลือกที่จะมองในมุมที่แย่ สิ่งที่แย่อยู่แล้ว ก็ยังคงแย่อยู่อย่างนั้น ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่หากเราเลือกที่จะมองหาโอกาสในวิกฤต มองหาบทเรียนจากความพ่ายแพ้ …

เรียนรู้ที่จะขอบคุณกับทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต

สิ่งที่สำคัญกับชีวิตของคนหนึ่งคน คือวิธีการที่เขารับมือกับสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น สิ่งหนึ่ง ที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งเราทุกคนรับรู้ แต่ก็ทำเหมือนไม่รู้ คือ แท้จริงแล้ว เราแทบจะควบคุมไม่ได้เลย ว่าจะให้อะไรเกิดขึ้นกับชีวิตเรา วันนี้อาจเป็นวันที่ดี วันนี้อาจเป็นวันที่แย่ วันนี้อาจเป็นอย่างที่เราคิดทุกอย่าง หรือวันนี้อาจเป็นวันที่ตรงกันข้ามกับที่เราคิด เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของเราอย่างสิ้นเชิง แล้วสิ่งใดที่เราควบคุมได้ แล้วสิ่งใดที่อยู่ในการตัดสินใจของเรา สิ่งที่จะเปลี่ยนวันที่แย่ ให้เป็นวันที่ดี สิ่งที่อาจเปลี่ยนวันที่ดี ให้เป็นวันที่แย่ สิ่งนั้นคือทัศนคติที่เราใช้รับมือกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ใช่แล้วครับ, เราเลือกไม่ได้หรอกว่า เราจะให้อะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา แต่เราเลือกได้แน่นอน ที่จะมองเห็นวิกฤตหรือมองหาโอกาสจากสิ่งที่เกิดขึ้น หากเราเลือกที่จะมองเห็นแต่ด้านลบในสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราทำได้คงเป็นการก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ในทางตรงกันข้าม หากเราเลือกที่จะมองหาโอกาสจากสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นโอกาสในการเรียนรู้ เป็นโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ จะไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตเราเป็นเรื่องราวที่สูญเปล่า จงขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ และขอบคุณตัวเราเอง การขอบคุณ ดีกว่าการกล่าวโทษ การกล่าวโทษ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากการมองหาความผิด และในวันที่ทุกอย่างผิดพลาดไปแล้ว การเฝ้ามองหาความผิด ก็ไม่ได้มีส่วนไหนที่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ส่วนการขอบคุณ คือการตระหนักว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีคุณค่า ไม่มีสิ่งใดเลย ที่เกิดขึ้นมาอย่างสูญเปล่า การขอบคุณ จะช่วยให้เราไม่จมอยู่กับความผิดหวังใดๆ ในชีวิต แต่จะช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะก้าวต่อไปด้วยความรักที่มีให้คนอื่นและตัวเราเอง การขอบคุณจึงไม่ต่างอะไรจากการโอบกอดโลกใบนี้ไว้ …

บาดแผลคือร่องรอยของประสบการณ์

  อย่ากลัวความเสียใจจนไม่กล้าทำตามความฝัน เป็นธรรมดา ที่คงไม่มีใครอยากพบเจอกับความเสียใจ หากเลือกได้ เราก็คงอยากให้ชีวิตของเราเต็มไปด้วยความสุข จะทำสิ่งใดก็พบกับความสมหวัง แต่ในความเป็นจริง ไม่มีทางเลยที่ใครจะไม่เคยพบกับความเสียใจ และยิ่งเรากลัวที่จะลงมือทำตามความฝันจนไม่เป็นอันทำอะไร บ่อยครั้งนั่นจะยิ่งทำให้เราเสียใจมากที่สุดในตอนท้าย ผมรู้จักผู้ชายคนหนึ่ง เขามีความฝันอยากมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง และเขาเองก็มีความสามารถในการทำอาหารได้เป็นอย่างดี เรียกว่า มีพรสวรรค์แบบที่ใครๆ ก็อิจฉา แต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธเดินตามความฝันของเขา เพียงเพราะว่า เขาหวาดกลัวเกินที่จะเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัย การเดินตามความฝัน อาจทำให้คนเราต้องผิดหวังในตอนปลาย แต่เมื่อเราได้ปฏิเสธการเดินตามความฝัน เราได้ทำให้ตัวเองต้องผิดหวังตั้งแต่ต้นแล้ว ความผิดหวังนั่นแหละครูที่ดีที่สุด ทุกครั้งที่เราเดินตามความฝัน หรือทำอะไรก็ตาม แน่นอนล่ะว่า บางครั้งเรากำลังเอาตัวเราเองไปสุ่มเสี่ยงกับความล้มเหลว และบ่อยครั้ง ที่เราเองต้องพบกับความล้มเหลวจริงๆ ซึ่งความล้มเหลวนั้น บางทีก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับชีวิตของคนหนึ่งคน ในโลกนี้ มีวิธีรับมือกับความล้มเหลวอยู่สองวิธี วิธีแรก คือ การก้มหน้า และเลือกที่จะโทษตัวเอง เพื่อจมอยู่กับความผิดหวังนั้น วิธีที่สอง คือ การเลือกที่จะขอบคุณความล้มเหลว ที่เป็นเหมือนครูสอนเรา ให้รู้ว่า เรายังมีข้อผิดพลาดตรงไหน ยังไม่เข้มแข็งตรงจุดใด เพื่อที่เราจะพัฒนาตัวเอง และทำให้ดีขึ้น จะได้ไม่ต้องพบกับความผิดหวังอีก ผมเชื่อเสมอว่า สิ่งสำคัญในการก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การมองหาวิธีการไปสู่ความสำเร็จเท่านั้น แต่คือการรู้ว่า เราจะรับมือกับความล้มเหลวอย่างไร …

จงอย่ากลัวที่จะตกหลุมรัก ไม่ว่าครั้งที่เท่าไหร่ก็ตาม

ในวันแรก ที่เราไม่รู้จักความหมายของความรัก เราได้แต่สงสัยว่า ความรักนั้นคืออะไร มีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เราก็คาดเดาเอาจากความรู้สึก และบริบทจากคนที่อยู่รอบข้าง ความรักคงเป็นเรื่องราวที่สวยงาม ความรักคงเป็นพลังด้านบวก ตอนเด็กๆ พ่อแม่เราถึงคอยถามเราว่า รักไหม และคอยถามให้เราบอกรักคนนั้นคนนี้ พอโตมาถึงช่วงเวลาของวัยช่างฝัน เรายิ่งตระหนักแน่ใจในความงดงามของความรัก ความรักเป็นสิ่งเดียวที่เราเฝ้ารอ ค้นหา ติดตาม ความรักเป็นทั้งความหวัง เป็นพลังแห่งหัวใจ เป็นดอกไม้ที่เบ่งบานในหัวใจ เรามั่นใจยิ่งนักว่าความรักเป็นสิ่งที่งดงาม จนเมื่อเวลาผ่านไป ผ่านไปนานพอที่เราจะพบเจอกับความรักหลายครั้ง การมีความรักหลายครั้ง ที่แปลว่า เราต้องผ่านความเสียใจมาอย่างนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ในหลายครั้ง หลายหน ความเชื่อมั่นในเรื่องความงดงามของความรักของเราเริ่มเหือดแห้งไป เราเริ่มตั้งคำถามกับความรัก มองความรักในแง่ร้าย หรือจริงๆ แล้ว ความรักไม่ใช่ความสุข แต่คือความผิดหวัง หรือจริงๆ แล้ว ความรักไม่ใช่ความงดงาม แต่คือความหม่นหมอง เราเริ่มไม่แน่ใจว่า ความรักคืออะไรกันแน่ เพราะความเสียใจที่เราต้องเผชิญในวันที่ผ่านมา ในชีวิตคนแต่ละคน พบเจอความรักมามากน้อยแตกต่างกันออกไป คนที่ผ่านความรักมามาก ย่อมเคยเสียใจเพราะความรักมามาก แต่การที่เราพบเจอความเสียใจกับความรัก นั่นไม่ได้แปลว่า ความรักจะโหดร้ายหรือว่ากลายเป็นเรื่องไม่สวยงาม ความรักก็เหมือนการเดินทาง กว่าจะพบเจอจุดหมายเราต้องพบเจอเหตุการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจมากมาย รถติด หลงทาง อุบัติเหตุต่างๆ …

โลกยังหมุนต่อไป แม้ในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นใจให้เรา

สิ่งหนึ่งที่ทำให้วันแย่ๆ กลายเป็นวันที่แย่ลงไปอีก คือการที่เราทำเหมือนว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต และชีวิตของเราต้องจบลงในวันที่แย่ๆ แบบนี้ ไม่มีโอกาสที่สอง ไม่มีโอกาสที่สาม ในการเริ่มต้นใหม่ เราทำเหมือนกับว่า วันแย่ๆ แบบนี้จะคงอยู่ไปตลอดกาล ไม่มีอะไรจะพรากมันไปได้ หนึ่งในคำถามสำคัญของชีวิตมนุษย์หนึ่งคน ที่เราต่างเคยต้องพบเจอกับตัวเอง ไม่ใช่ว่า เราจะหลบหลีกหนีไปจากความทุกข์ได้อย่างไร เพราะลึกๆ เราต่างรู้ดีว่า เราแทบไม่มีโอกาสหนีไปจากความทุกข์นั้นได้ เพราะความทุกข์เป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นใครบนโลกใบนี้ เราต่างต้องเคยพบเจอความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่จะหลบหลีกความทุกข์นั้นได้อย่างไร แต่คือ เราจะผ่านความทุกข์อันหนักหนานั้นไปได้อย่างไรกัน ในโมงยามที่เราติดอยู่กับความทุกข์ ใช่หรือไม่ว่า ในความรู้สึกของเรา ความทุกข์นั้นดูใหญ่มากๆ มันใหญ่เสียจนกินพื้นที่มหาศาล จนเราไม่อาจจินตนาการได้ว่า เราจะก้าวผ่านความทุกข์นั้นไปได้ เพราะความทุกข์นั้นช่างดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด จนเรามองไม่เห็นขอบของความทุกข์ได้เลย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราแทบไม่ต้องก้าวผ่านความทุกข์นั้นไปเลย แต่ถึงจุดหนึ่ง ความทุกข์โดยตัวของมันเอง จะค่อยๆ เล็กลงๆ จนเหลือเป็นเพียงเศษฝุ่นของความทรงจำเท่านั้น ซึ่งจะไม่ทำให้เรารู้สึกเจ็บ หรือเสียใจอีกต่อไป เป็นเพียงเครื่องยืนยันว่า ครั้งหนึ่งความทุกข์นี้เคยเกิดขึ้น และวันหนึ่งความทุกข์นั้นได้ค่อยๆ เลือนหายไป เครื่องมือย่อส่วนความทุกข์ให้เล็กลง ก็ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์อะไร แต่คือวันเวลา และการมีทัศนคติที่ดี วันเวลาแม้จะดูเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ในวันที่เราทุกข์ใจ แต่ในความเป็นจริง …