เราโชคร้ายที่คิดว่า ตัวเราโชคร้าย

  มีบางคน ที่จะรู้สึกอยู่เสมอว่า เขาเป็นคนที่โชคร้าย จะทำสิ่งใด จะคาดหวังอะไร ต้องมีอุปสรรคปัญหาทำให้ทุกอย่างไม่เป็นเหมือนใจ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เราเป็นคนโชคร้ายจริงๆ แต่เคยสังเกตไหมว่า คนที่มองว่า ตัวเองโชคร้่าย คนที่ชอบคิดว่า ตัวเองโชคร้าย ก็มักพบเจอแต่เรื่องราวของความโชคร้ายอยู่อย่างนั้น หรือจะเป็นอย่างที่มีคนเขาบอกกัน คนเราพอเคยมองเห็นสิ่งใด แล้วก็จะมองหาแต่สิ่งนั้น เลยมองเห็นแต่สิ่งนั้น และยิ่งโดยธรรมชาติ เรื่องร้ายๆ มักดึงดูดให้เรามองเห็นได้ง่ายกว่าเรื่องดีๆ เป็นการมองเห็นด้วยความทุกข์ใจ เป็นการมองเห็นด้วยความไม่สบายใจ เป็นการมองเห็นด้วยความกังวลใจ ทั้งที่ใจเราอยากจะเจอแต่เรื่องราวที่ดี ทั้งที่ใจเราอยากมีความสุข ทั้งที่ใจเราอยากยิ้มได้ในทุกวัน แต่พอเราเผลอ เราก็จะมองเห็นแต่เรื่องราวของความโชคร้่ายในชีวิต เรามองหาสิ่งใด เราก็จะมองเห็นแต่สิ่งนั้น เราคิดถึงสิ่งใด เราก็จะพบเจอแต่สิ่งนั้น จะเรียกสิ่งนี้่ว่า กฎของแรงดึงดูด หรืออะไรก็ตาม แต่มันคือเรื่องจริง ทางออกที่ดีที่สุด คือการเปลี่ยนมุมคิดเสียใหม่ เลิกคิดว่า ตัวเองเป็นคนโชคร้าย เลิกมองหาเรื่องร้ายๆ ในแต่ละวัน และตีความเอาเองว่า นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราโชคร้าย แต่มองชีวิตอย่างคนที่เข้าใจแทนว่า ชีวิตของเราในแต่ละวัน มีทั้งเรื่องที่ดี และเรื่องที่ไม่ดี หากเป็นไปได้ เราลองทำในมุมตรงกันข้าม แทนที่จะมองหาแต่เรื่องร้ายๆ แล้วบอกตัวเองว่าเราเป็นคนโชคร้าย เราก็มองหาแต่เรื่องราวดีๆ... Continue Reading →

การอดทนรอคือสิ่งสำคัญที่ถูกประเมินค่าต่ำไป

คนเรามักให้คุณค่า กับสิ่งที่เรียกว่า ความพยายาม อะไรก็ตามที่ดิ้นรนเพื่อให้ได้มา โดยต้องแลกกับช่วงเวลาของความลำบาก สิ่งนั้นจะดูมีความหมาย และใคร ๆ ก็ยกย่องการความพยายามนั้น   ช่วงเวลาที่หายไป   ผมมีผลงานหนังสือเล่มแรกในปี พ.ศ. 2555 ณ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่งดงามมาก ผลงานผมประสบความสำเร็จในระดับปานกลาง แต่สำหรับผม การได้มีหนังสือสักเล่มหนึ่งเป็นของตัวเอง นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต   แต่เป็นธรรมดา ที่คนเราจะไม่ได้พึงพอใจกับแค่ความสำเร็จในปัจจุบัน เมื่อผลงานหนังสือเล่มแรกออกมา ความปรารถนาของผม คือการมีผลงานเล่มที่สองต่อออกมาทันที   แต่ชีวิตไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และสิ่งที่เราต้องการไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการเสมอไป นั่นคือบทเรียนหนึ่งของชีวิตที่ผมได้เรียนรู้   ด้วยความไม่ราบรื่นต่าง ๆ และผลงานของผมเอง ณ ตอนนั้นด้วยที่ยังได้รับการบ่มเพาะไม่มากพอ   1 ปีผ่านไป   2 ปีผ่านไป   3 ปีผ่านไป   ผลงานเล่มที่สองของผมถึงได้ออกมาสู่แผงหนังสืออีกครั้ง ช่างเป็นระยะเวลาที่ดูยาวนาน และบางครั้งก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า หรือผลงานเล่มแรกของผม จะเป็นผลงานหนังสือเล่มเดียวไปตลอดชีวิต   อย่ารอเฉยๆ แต่ให้ลงมือทำอะไรระหว่างรอไปด้วย... Continue Reading →

ถ้าเรื่องของเราไม่มีคำว่า "ถ้า"

ถ้าวันนั้น เราไม่ทะเลากัน ถ้าวันนั้น เธอยังง้อฉันอยู่ ถ้าวันนั้น ฉันไม่งี่เง่าไปเอง ถ้าวันนั้น เราไม่คิดไปเองว่า การไม่มีเราอาจเป็นเรื่องดี ถ้าวันนั้น ใครสักคนพูดคำว่าขอโทษขึ้นมาก่อน ถ้าวันนั้น เราไม่เอาเวลามาคิดว่าใครผิด แต่คิดว่า เรายังรักกันอยู่ไหม ถ้าตอนที่คบกัน เราบอกรักกันบ่อยกว่านี้ ถ้าเรา ยังกอดกันเหมือนวันแรกๆ ถ้าเรา พร้อมที่จะให้อภัยกันในทุกความผิดพลาด ถ้าเรา ยังคิดถึงความรู้สึกของกันและกันมากกว่าความรู้สึกของตัวเอง ถ้าเรา ยังจับมือกันแน่นมากพอในวันที่ใครคนอื่นเดินเข้ามา ถ้าเรา พูดความจริงต่อกัน และซื่อสัตย์ในความรู้สึกของตัวเองทุกๆ เรื่อง ถ้าเรายังรักกันมากพอ เรื่องของเราคงไม่มีคำว่าถ้า และคงไม่มีใครต้องมาเสียใจ ไม่ว่าฉันหรือเธอ พอเรื่องราวต่างๆ ผ่านมาแล้ว และทุกอย่างได้กลายเป็นอดีต เราสามารถคิดเรื่องราวต่างๆ ไปได้มากมาย ว่าถ้าเราทำอย่างนั้น ถ้าเราทำอย่างนี้ เรื่องราวต่างๆ ก็คงเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่เมื่อมันเป็นได้แค่เรื่องสมมิต ที่แปลว่า ไม่ใช่ความจริง และทุกอย่างได้ผ่านเลยไป จนไม่มีจุดเดินกลับมาได้ เราทำได้คิดเอาเองว่า หากทุกอย่างในอดีตเปลี่ยนไป วันนี้ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ระหว่างเรา คงไม่มีใครต้องมาเสียใจเลย แต่สุดท้ายเราเองก็รู้ดีว่า คำว่า "ถ้า"... Continue Reading →

ทำวันทุกวันระหว่างเราให้เป็นวันที่พิเศษด้วยการเหมือนเดิม

เราเคยเข้าใจมาตลอดว่า การทำให้วันหนึ่งวันเป็นวันที่ดีระหว่างคนสองคน คือ การทำให้วันเหล่านั้นเป็นวันที่พิเศษ และการทำให้วันหนึ่งวันกลายเป็นวันที่พิเศษ คือ การทำให้วันนั้นดีกว่าวันทุกวันที่ผ่านมา ให้เป็นวันแห่งความรู้สึกของการประหลาดใจ ให้เป็นวันที่มีอะไรแปลกใหม่ ให้เป็นวันที่เราจะพากันออกมาจากความจำเจ เราจึงชอบการทำเซอร์ไพรส์ เราจึงใส่ใจเรื่องของวันสำคัญ เราจึงโฟกัสกับการทำให้คนที่เรารักตื่นเต้น จนวันหนึ่ง เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา และผ่านออกไปจากชีวิตได้สอนเราว่า สิ่งสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ ไม่ใช่ความตื่นเต้นหวือหวาใดๆ แต่คือความเสมอต้นเสมอปลาย คนรักกัน อาจจะดีที่จะรักกันมากขึ้นในทุกวัน แต่ถ้าเป็นไปได้ ไม่ต้องขอให้รักกันมากขึ้นทุกวัน แค่รักกันอย่างวันแรกที่บอกว่า แค่นั้นก็เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจชุ่มชื่นแล้ว ความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีงาม ไม่ควรเป็นเหมือนพลุ ที่งดงามเพียงชั่วครู่ แล้วค่อยๆ ลบเลือนไป แต่ความรัก ควรเป็นเหมือนท้องฟ้า อาจเปลี่ยนสีต่างไปในแต่ละวัน แต่อย่างไรท้องฟ้าก็ยังเป็นท้องฟ้า และไม่ว่าจะอย่างไร นานแค่ไหน ท้องฟ้าก็ยังเป็นอย่างนั้นเสมอ เหมือนที่คนสองคนควรรักกันเสมอ จนกว่าวันที่ฟ้าจะสลายไป  

รู้ตัวไหมว่าเราจมอยู่กับความเศร้านานเกินไปแล้ว

คนเราทุกคนเคยเจอกับความรูสึกเศร้ามาเหมือนๆ กัน สิ่งที่ต่างกัน คือ เราแต่ละคนจมอยู่กับความเศร้านานไม่เท่ากัน บางคนเศร้าไม่นาน พอถึงจุดหนึ่งก็ปล่อยให้ความเศร้าผ่านไป บางคนจมอยู่กับความเศร้า ราวกับว่า ความเศร้าเป็นแม่น้ำที่ไม่มีฝั่ง ความเศร้า จริงๆ แล้วเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับความสุข ความสุข และความเศร้า แม้เป็นอารมณ์คนละขั้วกัน แต่ทั้งความสุข และความเศร้า คือ เครื่องยืนยันเดียวกัน ว่าเราเป็นคนที่มีหัวใจ เป็นคนที่มีหัวใจพอที่จะยิ้มให้กับความชื่นบานของชีวิต และหลั่งน้ำตาให้กับความขื่นขมที่เข้ามา เคยมีคนบอกว่า อย่าอายกับการร้องไห้ เพราะนั่นแปลว่า หัวใจของเรายังไม่ได้ถูกคืนวันทำให้แข็งกระด้าง แต่ยังมีความอ่อนโยนอยู่ในหัวใจของเรา อ่อนโยนต่อความดีใจ อ่อนโยนต่อความเสียใจ อ่อนโยนกับวันที่ผ่าน อ่อนโยนกับปัจจุบัน อ่อนโยนกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง การที่เราเศร้าจึงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย ความเศร้าเป็นปกติอย่างหนึ่งของชีวิต วันใดที่เราไม่เศร้ากับเรื่องที่ควรเศร้าอีกต่อไป วันนั้นนั่นแหละอาจมีบางอย่างที่ไม่ปกติเกิดขึ้นในหัวใจของเรา สิ่งสำคัญคือ เราอย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้านานเกินไป อะไรก็ตามที่นานเกินไปไม่ดีทั้งนั้น สิ่งที่ดีที่สุด คือการอยู่บนความพอดี แม้จะเศร้า ก็เศร้าแค่พักเดียวพอ เศร้าให้เต็มที่ ให้น้ำตารินไหลออกมา ปล่อยความรู้สึกไปอย่างไม่มีสิ้นใดที่ต้องฝืน แต่พอถึงเวลาหนึ่ง เราก็ต้องหยุด หยุดร้องไห้ หยุดเสียน้ำตา หยุดเอาตัวเราเองไปจมอยู่กับความผิด ขึ้นมาจากความเศร้านั้น กลับมาชื่นชมกับด้านที่งดงามของโลกใบนี้... Continue Reading →

สิ่งเดียวที่ยังสงสัย ลึกๆ แล้วในใจ เรารักกันหรือเปล่า

ไม่ใช่ความชัดเจนหรอกที่ทำให้คนเราต้องจมอยู่กับความเสียใจ การไม่มีอะไรชัดเจนเลยต่างหาก ที่สร้างบาดแผลขึ้นมาในความรู้สึกของเรา ความชัดเจน เปรียบเหมือนการถูกตบหน้า เราอาจรู้สึกชาไปชั่วขณะ แต่ไม่นานเท่าไหร่ เดี๋ยวเราก็หายดี ความไม่ชัดเจน เหมือนการที่เราถูกแทงตรงแผลเดิมซ้ำๆ เราคิดว่า เราโอเคดี ทั้งที่เรากำลังตายทั้งเป็นไป แรกๆ กับความสัมพันธ์ บางที เราก็ยอมจมอยู่กับความไม่ชัดเจน เพราะยังรู้สึกมีความสุขในการคิดไปเอง แม้ต้องทนอยู่กับความคลุมเคลือ ที่สร้างหมอกควันปกคลุมหัวใจ แต่เรารู้สึกว่า เรายังมีหวัง เป็นความหวังที่จะได้รับความชัดเจนในความสัมพันธ์จากคนที่เรารัก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้ว่า ไม่มีความหวังใดๆ ในความไม่ชัดเจนนั้น มีแต่การยื้อเวลา ถ่วงให้เราอยู่กับความเสียใจนานขึ้น แต่ไม่นานเกินไปนัก ที่เราจะรู้ดีว่า ความหวังนั้น คือการหลอกตัวเองของเรา และเราเอง อาจไม่ได้มีสิทธิใดๆ เลยในความสัมพันธ์นี้ เมื่อวันนั้นมาถึง สิ่งที่เราต้องการอาจเปลี่ยนไป จากความไม่ชัดเจน กลายเป็นความชัดเจน อย่างน้อยการได้รู้ว่า เขาไม่รักเราเพราะอะไร ยังคงดีกว่า การเข้าใจไปเองว่า เขารักทั้งที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะสุดท้ายแล้ว มีแต่ความชัดเจนเท่านั้น ที่จะปลอดปล่อยเราเป็นอิสระจากสิ่งที่เราเกาะเกี่ยวอยู่ได้ ไม่ว่า ความชัดเจนนั้น จะทำให้เราเจ็บปวดแค่ไหน แต่ก็ดีกว่า การผูกติดตัวเองเอาไว้กับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ยื้อเวลาที่จะเสียใจ เพียงเพื่อที่จะอยู่กับความเสียใจต่อไปไม่รู้จบ... Continue Reading →

วันที่แย่ที่สุด ในมุมหนึ่งอาจเป็นบทเรียนที่ดีที่สุด

เรื่องที่อยากลืมมากที่สุด บางครั้งเป็นเรื่องที่เราควรเรียนรู้จากมันมากที่สุด ชีวิตของเราต่างต้องเจอวันแย่ๆ ไม่ต่างกัน บางวันที่เรารู้สึกว่า ทุกอย่างหนักหนาเกินรับไหว วันที่เราอยากหลับตา แล้วให้ตื่นมากลายเป็นวันใหม่ วันที่ทำให้เราอยากมี’ปุ่ม’ลบความทรงจำ วันที่มี 24 ชั่วโมง แต่เรากลับรู้สึกว่ามันยาวนานราวกับชีวิตทั้งชีวิต หากเป็นไปได้ เราอยากลืมวันเวลานั้น อยากให้มันเป็นเพียงฝันร้ายที่สักวันเราจะตื่นขึ้นมา เพื่อพบว่า ความทุกข์เหล่านั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องจริง แต่สุดท้าย เราจะพบว่า ความทุกข์นั้นคือเรื่องจริง และไม่มีใครจะหลีกหนีความทุกข์ได้พ้น กับสิ่งที่เราไม่มีทางหลีกหนีได้ สิ่งที่เราทำได้ ไม่ใช่การพยายามหลบหนี ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไม่มีทาง แต่คือการเลือกที่จะอยู่เผชิญหน้ากับปัญหานั้น เพื่อที่จะเรียนรู้กับเรื่องราวเหล่านั้น ให้วันเวลาที่ผ่านมา ความเศร้าที่ผ่านไป ไม่ใช่เรื่องที่เสียเปล่า แค่เลือกที่จะเปลี่ยนมุมมอง สิ่งที่เราเห็นก็จะต่างออกไป เรื่องเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน คนสองคนอาจรู้สึกกับมันไม่เท่ากัน บางคน อาจคิดว่า เป็นเรื่องแย่ บางคน อาจมองว่า เป็นโอกาสให้ก้าวต่อไป เรื่องเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน สิ่งที่ทำให้ต่างออกไป คือ มุมมองที่เราเลือกมอง หากเราเลือกที่จะมองในมุมที่แย่ สิ่งที่แย่อยู่แล้ว ก็ยังคงแย่อยู่อย่างนั้น ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่หากเราเลือกที่จะมองหาโอกาสในวิกฤต มองหาบทเรียนจากความพ่ายแพ้... Continue Reading →

เรียนรู้ที่จะขอบคุณกับทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต

สิ่งที่สำคัญกับชีวิตของคนหนึ่งคน คือวิธีการที่เขารับมือกับสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น สิ่งหนึ่ง ที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งเราทุกคนรับรู้ แต่ก็ทำเหมือนไม่รู้ คือ แท้จริงแล้ว เราแทบจะควบคุมไม่ได้เลย ว่าจะให้อะไรเกิดขึ้นกับชีวิตเรา วันนี้อาจเป็นวันที่ดี วันนี้อาจเป็นวันที่แย่ วันนี้อาจเป็นอย่างที่เราคิดทุกอย่าง หรือวันนี้อาจเป็นวันที่ตรงกันข้ามกับที่เราคิด เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของเราอย่างสิ้นเชิง แล้วสิ่งใดที่เราควบคุมได้ แล้วสิ่งใดที่อยู่ในการตัดสินใจของเรา สิ่งที่จะเปลี่ยนวันที่แย่ ให้เป็นวันที่ดี สิ่งที่อาจเปลี่ยนวันที่ดี ให้เป็นวันที่แย่ สิ่งนั้นคือทัศนคติที่เราใช้รับมือกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ใช่แล้วครับ, เราเลือกไม่ได้หรอกว่า เราจะให้อะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา แต่เราเลือกได้แน่นอน ที่จะมองเห็นวิกฤตหรือมองหาโอกาสจากสิ่งที่เกิดขึ้น หากเราเลือกที่จะมองเห็นแต่ด้านลบในสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราทำได้คงเป็นการก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ในทางตรงกันข้าม หากเราเลือกที่จะมองหาโอกาสจากสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นโอกาสในการเรียนรู้ เป็นโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ จะไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตเราเป็นเรื่องราวที่สูญเปล่า จงขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ และขอบคุณตัวเราเอง การขอบคุณ ดีกว่าการกล่าวโทษ การกล่าวโทษ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากการมองหาความผิด และในวันที่ทุกอย่างผิดพลาดไปแล้ว การเฝ้ามองหาความผิด ก็ไม่ได้มีส่วนไหนที่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ส่วนการขอบคุณ คือการตระหนักว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีคุณค่า ไม่มีสิ่งใดเลย ที่เกิดขึ้นมาอย่างสูญเปล่า การขอบคุณ จะช่วยให้เราไม่จมอยู่กับความผิดหวังใดๆ ในชีวิต แต่จะช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะก้าวต่อไปด้วยความรักที่มีให้คนอื่นและตัวเราเอง การขอบคุณจึงไม่ต่างอะไรจากการโอบกอดโลกใบนี้ไว้... Continue Reading →

บาดแผลคือร่องรอยของประสบการณ์

  อย่ากลัวความเสียใจจนไม่กล้าทำตามความฝัน เป็นธรรมดา ที่คงไม่มีใครอยากพบเจอกับความเสียใจ หากเลือกได้ เราก็คงอยากให้ชีวิตของเราเต็มไปด้วยความสุข จะทำสิ่งใดก็พบกับความสมหวัง แต่ในความเป็นจริง ไม่มีทางเลยที่ใครจะไม่เคยพบกับความเสียใจ และยิ่งเรากลัวที่จะลงมือทำตามความฝันจนไม่เป็นอันทำอะไร บ่อยครั้งนั่นจะยิ่งทำให้เราเสียใจมากที่สุดในตอนท้าย ผมรู้จักผู้ชายคนหนึ่ง เขามีความฝันอยากมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง และเขาเองก็มีความสามารถในการทำอาหารได้เป็นอย่างดี เรียกว่า มีพรสวรรค์แบบที่ใครๆ ก็อิจฉา แต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธเดินตามความฝันของเขา เพียงเพราะว่า เขาหวาดกลัวเกินที่จะเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัย การเดินตามความฝัน อาจทำให้คนเราต้องผิดหวังในตอนปลาย แต่เมื่อเราได้ปฏิเสธการเดินตามความฝัน เราได้ทำให้ตัวเองต้องผิดหวังตั้งแต่ต้นแล้ว ความผิดหวังนั่นแหละครูที่ดีที่สุด ทุกครั้งที่เราเดินตามความฝัน หรือทำอะไรก็ตาม แน่นอนล่ะว่า บางครั้งเรากำลังเอาตัวเราเองไปสุ่มเสี่ยงกับความล้มเหลว และบ่อยครั้ง ที่เราเองต้องพบกับความล้มเหลวจริงๆ ซึ่งความล้มเหลวนั้น บางทีก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับชีวิตของคนหนึ่งคน ในโลกนี้ มีวิธีรับมือกับความล้มเหลวอยู่สองวิธี วิธีแรก คือ การก้มหน้า และเลือกที่จะโทษตัวเอง เพื่อจมอยู่กับความผิดหวังนั้น วิธีที่สอง คือ การเลือกที่จะขอบคุณความล้มเหลว ที่เป็นเหมือนครูสอนเรา ให้รู้ว่า เรายังมีข้อผิดพลาดตรงไหน ยังไม่เข้มแข็งตรงจุดใด เพื่อที่เราจะพัฒนาตัวเอง และทำให้ดีขึ้น จะได้ไม่ต้องพบกับความผิดหวังอีก ผมเชื่อเสมอว่า สิ่งสำคัญในการก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การมองหาวิธีการไปสู่ความสำเร็จเท่านั้น แต่คือการรู้ว่า เราจะรับมือกับความล้มเหลวอย่างไร... Continue Reading →

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: